สวัสดีครับเพื่อนผู้เดินทางทุกท่าน
ผมนั่งลงเขียนบทความนี้ในฐานะ “พิพัฒน์ธรรม” ผู้เขียนหนังสือเล่มเล็กๆ ที่ชื่อว่า “เคียงใจ: คู่มือดูแลคนรักในวันที่โลกเป็นสีเทา” แต่เหนือสิ่งอื่นใด ผมเขียนถึงคุณในฐานะ “เพื่อน” คนหนึ่งที่เคยผ่านค่ำคืนอันยาวนานของการเฝ้าไข้ทางใจ เพื่อนที่เข้าใจดีว่าการยืนอยู่ข้างเตียงของคนที่หมดอาลัยตายอยากในชีวิตนั้น มันรู้สึกเคว้งคว้างและเหน็บหนาวเพียงใด
คุณอาจกำลังเปิดอ่านบทความนี้ด้วยความรู้สึกหนักอึ้งในหัวใจ อาจกำลังสับสนว่าทำไมคนที่คุณรักถึงเปลี่ยนไป หรืออาจกำลังซ่อนน้ำตาไว้ภายใต้รอยยิ้มที่ฝืนทำเพื่อให้คนในบ้านสบายใจ ถ้าคุณกำลังรู้สึกแบบนั้น ผมขอให้คุณวางภาระบนบ่าลงสักครู่ แล้วอนุญาตให้ผมเล่าเรื่องราวของหนังสือเล่มนี้ให้ฟัง หนังสือที่ผมตั้งใจเขียนขึ้นมาเพื่อเป็น “อ้อมกอดที่มองไม่เห็น” สำหรับคุณโดยเฉพาะ
ทำไมหนังสือเล่มนี้จึงถูกเขียนขึ้น? ความลับของ “ภูเขาน้ำแข็ง”
ในสังคมยุคปัจจุบัน เรามักถูกสอนให้เป็น “นักแก้ไขปัญหา” เมื่อเห็นสิ่งใดชำรุด เราก็อยากจะซ่อมให้มันกลับมาใช้งานได้ทันที แต่เมื่อเป็นเรื่องของจิตใจ กลไกการ “ซ่อม” แบบช่างไม้ที่มุ่งมั่นตัดแต่งไม้นั้น กลับใช้ไม่ได้ผล หนำซ้ำยังอาจกลายเป็นคมมีดที่กรีดซ้ำลงไปที่แผลเดิม
“เคียงใจ” ไม่ใช่ตำราแพทย์ที่เต็มไปด้วยศัพท์วิชาการที่อ่านแล้วปวดหัว แต่มันคือคู่มือที่จะชวนคุณเปลี่ยนบทบาทจาก “ช่างไม้” มาเป็น “คนสวน” ผู้เข้าใจว่าหน้าที่ของเราไม่ใช่การดึงต้นกล้าให้สูงขึ้น แต่คือการเตรียมดิน รดน้ำ และรอคอยให้เขาเติบโตในจังหวะของเขาเอง
ความน่าสนใจของหนังสือเล่มนี้อยู่ที่การพาคุณดำดิ่งลงไปดูใต้ผิวน้ำ ของ “ภูเขาน้ำแข็ง” ที่ชื่อว่ามนุษย์ เพราะสิ่งที่คนรักของคุณแสดงออก ไม่ว่าจะเป็นความเกรี้ยวกราด ความเงียบ หรือการนอนซมอยู่บนเตียง นั่นเป็นเพียงยอดภูเขาน้ำแข็งที่โผล่พ้นน้ำ แต่รากฐานความเจ็บปวดที่แท้จริงซ่อนอยู่ลึกกว่านั้น
สรุปเนื้อหาสำคัญ: การเดินทาง 15 บทเพื่อกู้คืนหัวใจ
หนังสือเล่มนี้มีความยาว 112 หน้า แบ่งออกเป็น 15 บทที่ร้อยเรียงกันเหมือนการเดินทาง ผมจะขอพาคุณไปสัมผัสแก่นแท้ของเนื้อหาในแต่ละช่วง เพื่อให้คุณเห็นภาพว่า หนังสือเล่มนี้จะช่วยคุณประคับประคองนาวาลำนี้ฝ่าคลื่นลมได้อย่างไร
1. ถอดรหัสพฤติกรรม: เมื่อ “ขี้เกียจ” ไม่ใช่นิสัย แต่คืออาการป่วย (บทที่ 1-3)
เราเริ่มต้นด้วยการปรับทัศนคติครั้งใหญ่ คุณเคยโกรธไหมเวลาเห็นเขานอนทั้งวัน? ในบทที่ 1 ผมจะพาคุณไปทำความเข้าใจว่า การนอนซมนั้นไม่ใช่ความขี้เกียจสันหลังยาว แต่มันคือ “ภาวะจำศีล” ของสมองที่แบตเตอรี่เสื่อมสภาพ หรือความก้าวร้าวที่เขาแสดงออกมา แท้จริงแล้วคือสัญชาตญาณของ “สัตว์บาดเจ็บ” ที่แยกเขี้ยวเพราะความกลัว
เราจะเจาะลึกไปถึงเรื่อง “สารเคมีในสมอง” ในบทที่ 2 เปรียบเทียบสมองเป็น “โรงงานไฟฟ้าที่ไฟตก” เพื่อให้คุณเข้าใจว่าทำไมเขาถึง “คิดบวก” ไม่ได้ ไม่ใช่เพราะเขาไม่อยากทำ แต่เพราะบุรุษไปรษณีย์ในสมองที่ชื่อ เซโรโทนิน หรือ โดปามีน มันหายไป
และในบทที่ 3 เราจะไปสำรวจ “รอยร้าวที่มองไม่เห็น” จากอดีต เปรียบเสมือน “เป้สะพายหลัง” ใบใหญ่ที่เขาถูกจับยัดก้อนหินแห่งความเจ็บปวดใส่มาตั้งแต่เด็ก เพื่อให้คุณมองเห็นว่า สิ่งที่เขากำลังแบกรับนั้นหนักหนาเพียงใด
2. ศิลปะการสื่อสาร: เปลี่ยนคำพูดทำร้าย เป็นคำพูดเยียวยา (บทที่ 4-7)
นี่คือหัวใจสำคัญของหนังสือ ในบทที่ 4 เราจะมาถอดรหัสสัญญาณลับที่น่ากลัวที่สุด นั่นคือคำว่า “อยากตาย” ผมจะชี้ให้เห็นว่า คำคำนี้ในพจนานุกรมผู้ป่วย ไม่ได้แปลว่าอยากจบชีวิตเสมอไป แต่แปลว่า “อยากหยุดความเจ็บปวด” การเข้าใจจุดนี้จะเปลี่ยนความโกรธของคุณให้เป็นความเมตตา และทำให้คุณกล้าที่จะถามเพื่อยื่นมือเข้าไปช่วยได้ถูกจังหวะ
จากนั้นในบทที่ 6 ผมได้รวบรวม “คำพูดต้องห้าม” ที่คนหวังดีชอบใช้ เช่น “สู้ๆ นะ” หรือ “คนอื่นลำบากกว่านี้เยอะ” ซึ่งเปรียบเสมือนยาพิษ และมอบ “ชุดคำพูดชุบชูใจ” ให้คุณนำไปใช้แทน เช่น “เราอยู่ตรงนี้นะ” หรือ “ไม่เป็นไรนะที่จะรู้สึกแบบนั้น”
รวมถึงบทที่ 7 ที่จะสอนวิชา “การฟังเสียงเงียบ” การทำตัวเป็น “ภาชนะที่ว่างเปล่า” เพื่อรองรับความทุกข์โดยไม่ตัดสิน และเทคนิคการสร้างเกราะแก้วเพื่อป้องกันไม่ให้ตัวคุณเองจมดิ่งไปกับอารมณ์ของเขา
3. ภาคปฏิบัติ: กิจวัตรบำบัดและธรรมชาติบำบัด (บทที่ 8-10)
เมื่อใจเริ่มสื่อสารกันได้ เราจะขยับสู่การกระทำ ในบทที่ 8 เราจะพูดถึงกลยุทธ์ “ก้าวเล็กๆ” (Micro-steps) เพื่อกู้คืนกิจวัตรพื้นฐานอย่างการกิน การนอน และการอาบน้ำ โดยใช้เทคนิคจิตวิทยาพฤติกรรมที่ไม่ใช่การบังคับ แต่เป็นการ “เข็นรถที่สตาร์ทไม่ติด”
บทที่ 9 จะพาคุณและเขาออกไปสัมผัส “หมอธรรมชาติ” และบทที่ 10 จะเป็นคู่มือจับมือกันไปหาหมอ ทลายกำแพงความกลัวเรื่องการกินยา และเตรียมตัวรับมือกับ “ช่วงวัดใจ” ในสัปดาห์แรกของการรักษา
4. การรับมือกับความไม่แน่นอน: กราฟชีวิตและการเห็นคุณค่าในตนเอง (บทที่ 11-13)
การรักษาไม่ใช่เส้นตรงที่พุ่งขึ้นตลอดเวลา ในบทที่ 11 ผมจะเตือนสติคุณเรื่อง “ทฤษฎีบันไดเวียน” ว่าการกลับมาป่วยซ้ำไม่ใช่ความล้มเหลว บทที่ 12 จะชวนคุณสร้าง “โหลแก้วแห่งความสำเร็จ” เปลี่ยนจาก To-Do List ที่กดดัน มาเป็น Done List ที่น่าภาคภูมิใจ และบทที่ 13 จะสอนให้คุณเป็น “นักพยากรณ์อากาศ” สังเกตสัญญาณเตือนก่อนพายุเข้า เพื่อเตรียมแผนรับมือฉุกเฉิน (Safety Plan) ไว้ล่วงหน้า
5. พื้นที่สำหรับคุณ: ออกซิเจนของผู้ดูแล (บทที่ 14-15)
และส่วนที่สำคัญที่สุดที่ผมเขียนด้วยความเป็นห่วงคุณที่สุด คือบทที่ 14 “ออกซิเจนสำหรับผู้ดูแล” เพราะกฎเหล็กของการเดินทางครั้งนี้คือ “คุณต้องสวมหน้ากากออกซิเจนให้ตัวเองก่อน” หนังสือจะบอกวิธีก้าวข้ามกับดักความรู้สึกผิด และยืนยันว่า “ความสุขของคุณ คือของขวัญที่ดีที่สุดสำหรับผู้ป่วย”
ก่อนจะปิดท้ายในบทที่ 15 ด้วยความหวังที่ปลายอุโมงค์ ว่าวิกฤตครั้งนี้อาจนำมาซึ่ง “สายใยที่เหนียวแน่นกว่าเดิม” และความสุขฉบับมินิมอลที่คุณจะมองเห็นความงามในเรื่องธรรมดาได้ชัดเจนขึ้น
คุณค่าและความงดงามทางวรรณศิลป์: มากกว่าหนังสือ คือ “เพื่อน”
สิ่งที่ทำให้ “เคียงใจ” แตกต่างจากหนังสือจิตวิทยาหรือคู่มือทางการแพทย์ทั่วไป คือ “น้ำเสียง” และ “ภาษา” ที่ใช้ในการเล่าเรื่อง
ผมไม่ได้เขียนด้วยภาษาของนักวิชาการ แต่เขียนด้วยภาษาของ “เพื่อนผู้เคียงข้าง” ภาษาที่ใช้หัวใจฟังมากกว่าใช้หู ตลอดทั้งเล่ม คุณจะพบกับการเปรียบเปรย (Metaphor) ที่ทำให้เรื่องนามธรรมกลายเป็นภาพที่จับต้องได้และกินใจ:
- เปรียบผู้ป่วยเหมือนโทรศัพท์ที่แบตเตอรี่เสื่อม: ชาร์จไฟเข้าได้แค่ 10% ทำให้เราเลิกโทษว่าเขาขี้เกียจ
- เปรียบความก้าวร้าวเหมือนสุนัขบาดเจ็บ: ที่แยกเขี้ยวเพราะกลัวคนมาซ้ำเติมแผล
- เปรียบการรักษาเหมือนการเดินขึ้นบันไดเวียน: ที่ดูเหมือนวนกลับมาที่เดิม แต่จริงๆ เราอยู่สูงขึ้น
- เปรียบผู้ดูแลเหมือนโขดหินริมทะเล: ที่ตั้งมั่นให้คลื่นซัดสาด แต่ไม่กระโดดลงไปจมน้ำ
ความงดงามทางวรรณศิลป์เหล่านี้ ไม่ได้มีไว้เพื่อความไพเราะเพียงอย่างเดียว แต่มันคือ “ยาระงับปวด” ชั้นดี ที่ช่วยปลอบประโลมหัวใจที่เหนื่อยล้าของคุณ ให้รู้สึกว่า “มีคนเข้าใจความรู้สึกนี้แล้ว” ทุกตัวอักษรถูกกลั่นกรองออกมาเพื่อโอบประคองความรู้สึกของคุณไว้ ไม่ให้แตกสลายไปเสียก่อน
หนังสือเล่มนี้จะช่วยให้คุณ:
- ลดความรู้สึกผิด: เลิกโทษตัวเองว่าเป็นต้นเหตุ หรือดูแลเขาได้ไม่ดีพอ
- มีความเข้าใจที่ถูกต้อง: แยกแยะให้ออกระหว่าง “ตัวตนของเขา” กับ “อาการของโรค”
- มีเครื่องมือสื่อสาร: ที่ใช้ได้จริง และลดความขัดแย้งในบ้านลงได้ทันที
- กลับมารักตัวเอง: โดยไม่รู้สึกว่าเป็นเรื่องเห็นแก่ตัว
บทส่งท้าย: ขอให้หนังสือเล่มนี้เป็น “ร่มคันใหญ่” ในวันฝนพรำ
เพื่อนเอ๋ย… เส้นทางสายนี้ไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ มันจะมีวันที่ดีที่ทำให้คุณยิ้มได้ และจะมีวันที่แย่ที่ทำให้คุณอยากทิ้งทุกอย่างแล้วหนีไปไกลๆ ความรู้สึกเหล่านั้นเป็นเรื่องธรรมดาของมนุษย์ครับ
ผมเขียนหนังสือเล่มนี้ขึ้นมา และแจกให้เป็น “หนังสือฟรี” ด้วยความตั้งใจเพียงอย่างเดียว คือไม่อยากให้คุณต้องเดินลำพังในความมืดมิด ผมอยากให้หนังสือเล่มนี้เป็นเสมือน “สะพาน” ที่เชื่อมความเข้าใจระหว่างคุณกับเขา เป็นเสมือน “ร่มคันใหญ่” ที่กางกั้นสายฝนแห่งความทุกข์ และเป็นเสมือน “แสงเทียน” เล่มน้อยที่ส่องสว่างให้คุณมองเห็นทางเดินข้างหน้า
ความรักและความเข้าใจของคุณ คือยาขนานเอกที่ไม่มีเภสัชกรคนไหนปรุงได้ แม้มันจะไม่ออกฤทธิ์ปุบปับเหมือนยาแก้ปวด แต่มันจะซึมซาบเข้าไปเยียวยารากแก้วของจิตใจ ทำให้ต้นไม้ที่กำลังเหี่ยวเฉาต้นนั้น ค่อยๆ ฟื้นคืนชีพและกลับมาผลิใบได้อีกครั้ง
หากวันนี้คุณเหนื่อยเหลือเกิน ลองดาวน์โหลดหนังสือเล่มนี้ไปอ่านดูนะครับ อ่านทีละบท อ่านในวันที่ใจว้าวุ่น แล้วคุณจะพบว่า ในทุกหน้ากระดาษ มีกำลังใจจากผมซ่อนอยู่เสมอ
“เธอเก่งมากแล้ว ที่ประคับประคองนาวาลำนี้ฝ่าคลื่นลมมาได้ไกลขนาดนี้”
ด้วยรักและศรัทธาในหัวใจมนุษย์ พิพัฒน์ธรรม
ดาวน์โหลดหนังสือ “เคียงใจ” (ฉบับเต็ม) ได้ที่นี่
[Link สำหรับดาวน์โหลดหนังสือ เคียงใจ PDF]
ขอให้หนังสือเล่มนี้ เป็นเพื่อนที่วางอยู่บนหัวเตียง ในวันที่มืดมนที่สุด หยิบมันขึ้นมาอ่าน เพื่อให้ตัวอักษรเหล่านี้ โอบกอดเธอแทนเรา




ใส่ความเห็น