เคยไหมครับ? ที่ตื่นเช้ามาแล้วรู้สึกว่าวันนี้ “โลกไม่เป็นใจ” เอาเสียเลย ฝนตกลงมาในวันที่เราลืมพกร่ม รถติดยาวเหยียดในวันที่เรามีประชุมสำคัญ เพื่อนร่วมงานพูดจาไม่เข้าหู หรือแม้แต่อาหารร้านโปรดก็ดันทำรสชาติเพี้ยนไป ความหงุดหงิดเหล่านี้สะสมตะกอนอยู่ในใจ จนเราเผลอตะโกนก้องในความรู้สึกว่า “ทำไมโลกนี้มันช่างบิดเบี้ยวและไร้ระเบียบเช่นนี้!”

แต่ก่อนที่ท่านจะตัดสินโทษประหารชีวิตให้กับโลกใบนี้ ผมอยากชวนท่านมานั่งคุยกันเงียบๆ สักครู่ แล้วลองตั้งคำถามกลับกันดูว่า “โลกบิดเบี้ยวจริงหรือ? หรือว่าเป็นสายตาของเราเองที่เอียงเอน?”

ผม “พิพัฒน์ธรรม” ผู้เขียนหนังสือ “โลกไม่ได้เบี้ยว มีแต่ใจที่เอียง” ขอใช้พื้นที่ตรงนี้ บอกเล่าถึงแก่นแท้ของหนังสือเล่มนี้ หนังสือที่ไม่ได้เขียนขึ้นเพื่อเปลี่ยนโลก แต่เขียนขึ้นเพื่อเปลี่ยน “โลกภายใน” ของท่าน ให้กลับมางดงามและสมบูรณ์แบบอีกครั้ง


ความน่าสนใจของหนังสือ: ทำไมเราต้องอ่านเล่มนี้ในเวลานี้?

ในยุคที่เราเชื่อมต่อกันด้วยความเร็วแสง แต่ใจกลับเปราะบางยิ่งกว่าแก้ว เราตัดสินกันง่ายขึ้นผ่านหน้าจอ เราโกรธเกลียดกันด้วยเรื่องที่ไม่เคยเห็นหน้า และเราทุกข์ทรมานกับความคาดหวังที่สูงลิ่ว หนังสือเล่มนี้คือ “ยาใจ” ขนานแท้สำหรับคนยุคปัจจุบันครับ

ความพิเศษของหนังสือเล่มนี้ไม่ได้อยู่ที่ทฤษฎีธรรมะที่ยากแก่การเข้าใจ แต่มันคือการนำปรัชญาพุทธธรรมมาผสานกับจิตวิทยาและการใช้ชีวิต ผ่าน “ภาษาที่งดงามและการอุปมาอุปไมยที่เห็นภาพชัดเจน” เปรียบเสมือนท่านกำลังเดินชมงานศิลปะในแกลเลอรี มากกว่าการนั่งฟังเลคเชอร์ในห้องเรียน

ผมเขียนหนังสือเล่มนี้ขึ้น เพื่อเป็น “เพื่อน” ที่คอยสะกิดเตือนเมื่อท่านเผลอหยิบไม้บรรทัดขึ้นมาวัดโลก เป็น “กระจกเงา” ที่ช่วยสะท้อนสภาวะใจ และเป็น “เข็มทิศ” ที่ชี้ทางกลับสู่ความสงบเย็น ซึ่งเป็นบ้านที่แท้จริงของใจเราทุกคน


สรุปเนื้อหาสำคัญ: การเดินทาง 15 บท เพื่อปรับองศาใจ

หนังสือเล่มนี้แบ่งการเดินทางออกเป็น 15 บท ที่จะค่อยๆ พาตาท่านกะเทาะเปลือกของ “ตัวกู” ออกทีละชั้น เพื่อเข้าถึงความเบาสบายที่แท้จริง เนื้อหาหลักที่เราจะได้ร่วมสำรวจไปด้วยกัน มีดังนี้ครับ:

1. แว่นตาที่เปื้อนฝุ่น และ ผู้พิพากษาจอมเผด็จการ

เราเริ่มต้นด้วยการสำรวจความจริงที่ว่า เราไม่ได้มองเห็นโลกอย่างที่โลกเป็น แต่เราเห็นโลกอย่างที่ “เราเป็น” เราสวมแว่นตาที่ย้อมสีด้วยประสบการณ์และความทรงจำ เมื่อเราเห็นสุนัขตัวหนึ่ง บางคนเห็นความน่ารักเพราะมีความทรงจำที่ดี แต่บางคนเห็นความน่ากลัวเพราะเคยถูกกัด สุนัขตัวเดิม แต่โลกในตาของสองคนกลับต่างกันราวฟ้ากับเหว

และที่น่ากลัวกว่านั้น คือเสียงในหัวที่เราเรียกว่า “ผู้พิพากษา” มันคอยตัดสินทุกอย่างว่า “ถูกใจ” หรือ “ไม่ถูกใจ” โดยเอาตัวเราเป็นศูนย์กลางจักรวาล เจ้านี่แหละครับตัวการสำคัญที่ทำให้เราทุกข์ เพราะเมื่อโลกหมุนไม่ตรงกับคำสั่งของผู้พิพากษา เราก็อาละวาดฟาดงวงฟาดงา ทั้งที่โลกเขาก็หมุนของเขาอยู่ดีๆ

2. กับดักของลิง และ กรงขังแห่งความถูกใจ

ผมได้หยิบยกนิทานเรื่องวิธีการจับลิงมาเล่าให้ฟัง ลิงที่ล้วงมือเข้าไปกำผลไม้ในไหปากแคบแล้วดึงมือไม่ออก มันไม่ได้ถูกไหขังไว้หรอกครับ แต่ “กำปั้น” ของมันเองต่างหากที่ขังมันไว้ ชีวิตเราก็เช่นกัน เราติดกับดักความทุกข์เพราะ “ตัณหา” (ความอยาก) และ “อุปาทาน” (ความยึด) เรากำความคาดหวังไว้แน่นจนเจ็บมือ เพียงแค่แบมือออก เราก็เป็นอิสระ

นอกจากนี้ เรายังชอบสร้าง “กรงขังแห่งความถูกใจ” เราเลือกเสพแต่สิ่งที่ชอบ คบแต่คนที่ใช่ จนเราเปราะบางและทนทานต่อความจริงด้านลบไม่ได้ หนังสือเล่มนี้จะชวนท่านทุบกรงขังนั้น เพื่อออกมาสูดอากาศแห่งความเป็นจริงที่สดชื่นกว่า

3. ไม้บรรทัดส่วนตัว และ คมมีดที่บาดมือ

เราทุกคนพก “ไม้บรรทัดส่วนตัว” ที่สเกลไม่เท่ากัน เที่ยวเดินวัดคนนั้นคนนี้ สามีวัดความสบาย ภรรยาวัดความระเบียบ พอไม้บรรทัดชนกัน บ้านก็แตก การใช้ไม้บรรทัดตัดสินคนอื่น ก็เหมือนการถือมีดที่ไม่มีด้ามจับ ยิ่งเราบีบแน่น (ยึดมั่น) เพื่อจะฟันกิเลสคนอื่น มือเราเองนั่นแหละที่เลือดไหลโชก

4. ธรรมชาติไม่เคยลำเอียง และ ความงามในรอยร้าว

ในบทนี้ ผมจะพาท่านไปทำความเข้าใจ “ความยุติธรรม” ของธรรมชาติ พระอาทิตย์ไม่เคยเลือกส่องแสงให้คนดีแล้วเว้นคนชั่ว ฝนไม่เคยเลือกตกใส่เฉพาะบ้านคนบาป ธรรมชาติทำหน้าที่ตามเหตุปัจจัยอย่างซื่อตรง การที่เราไปโกรธฟ้าฝน จึงเป็นความเขลาที่น่าขัน

และท่ามกลางธรรมชาติ เราจะพบปรัชญา “วาบิ ซาบิ” และ “คินสึจิ” ที่สอนให้เห็นความงามในความไม่สมบูรณ์ ถ้วยชาที่มีรอยร้าวและถูกซ่อมด้วยทองคำ กลับมีค่ามากกว่าถ้วยที่สมบูรณ์แบบ เพราะรอยร้าวนั้นคือตำนานชีวิต คือหลักฐานว่าเราผ่านโลกมาและยังยืนหยัดอยู่ได้ จงภูมิใจในบาดแผลและริ้วรอยของท่านเถิดครับ

5. ละครโรงใหญ่ และ การอ่านใจด้วยเมตตา

โลกนี้คือโรงละครที่ไร้ผู้กำกับ ไม่มีใครแกล้งเรา ทุกอย่างเกิดจากเหตุปัจจัยนับล้านที่มาปะทะกัน เมื่อเข้าใจเช่นนี้ เราจะเลิกถามว่า “ทำไมต้องเป็นฉัน” แต่จะถามว่า “แล้วไงต่อ”

เราจะเรียนรู้ที่จะเปลี่ยนจาก “ผู้พิพากษา” เป็น “คุณหมอ” ที่วินิจฉัยพฤติกรรมคนอื่นด้วยความเมตตา คนที่ก้าวร้าวใส่เรา จริงๆ แล้วเขาคือ “สุนัขที่บาดเจ็บ” เขาเจ็บปวดภายในจึงแสดงออกมาเช่นนั้น เมื่อเห็นความทุกข์ของเขา เราจะให้อภัยได้ง่ายขึ้นโดยไม่ต้องพยายาม

6. คืนสู่ธรรมชาติ และ ความว่างที่งดงาม

บทสรุปสุดท้ายคือการฝึกปฏิบัติขั้นสูง คือการ “ถอนความเป็นเจ้าของ” ร่างกายนี้เรายืมธาตุ 4 มา ทรัพย์สมบัติเป็นเพียงอุปกรณ์ประกอบฉาก เมื่อเราฝึก “คืน” ทุกอย่างให้ธรรมชาติ ใจเราจะเบาสบายเหมือนนกที่บินบนฟ้า และเมื่อ “ตัวกู” หายไป กระจกใจที่เคยขุ่นมัวจะใสกระจ่าง สะท้อนโลกตามความเป็นจริงที่งดงามสมบูรณ์แบบ


คุณค่าทางวรรณศิลป์: มากกว่าหนังสือธรรมะ คือบทกวีแห่งชีวิต

หนังสือเล่มนี้ไม่ได้มีดีแค่เนื้อหา แต่ผมตั้งใจบรรจงร้อยเรียงถ้อยคำให้มีความงามในเชิงวรรณศิลป์ เพื่อให้ท่านอ่านได้อย่างรื่นรมย์และซึมลึกเข้าสู่จิตใจ ตัวอย่างเช่น:

  • “เหมือนดั่งการเช็ดกระจกหน้าต่างที่ขุ่นมัวให้ใสสะอาด ทันทีที่ฝุ่นผงแห่งทิฏฐิและอคติถูกเช็ดออกไป เราจะประจักษ์แก่สายตาตนเองว่า ทิวทัศน์ภายนอกนั้นงดงามมาโดยตลอด”
  • “ผู้พิพากษาในใจเราจะเริ่มมองโลกด้วยสายตาที่บิดเบี้ยว… มันจะลากเอาผลประโยชน์ของ ‘ตัวฉัน’ เข้าไปตัดสินเสมอ”
  • “อุปาทานเปรียบเสมือนกาวตราช้างทางจิตวิญญาณ… มันจะล็อกเป้าความรู้สึกนั้นไว้ไม่ให้หลุดไปไหน จนกว่าไฟแห่งโทสะจะเผาใจเราจนมอดไหม้”

การใช้ภาษาเปรียบเปรยเช่นนี้ จะช่วยให้ท่าน “เห็นภาพธรรม” ได้ชัดเจนยิ่งขึ้น เปลี่ยนเรื่องนามธรรมที่เข้าใจยาก ให้กลายเป็นเรื่องใกล้ตัวที่สัมผัสได้


บทส่งท้าย: เชิญชวนร่วมเดินทางสู่ใจที่เบาสบาย

ท่านผู้อ่านครับ โลกใบนี้กว้างใหญ่และงดงามเกินกว่าที่เราจะมองมันผ่านรูเล็กๆ ของความทรงจำเก่าๆ หรือมองผ่านแว่นตาที่เปื้อนฝุ่นแห่งอคติ ถึงเวลาแล้วที่เราจะวาง “ไม้บรรทัด” ที่หนักอึ้งนั้นลงเสียบ้าง เพื่อที่เราจะได้มีมือว่างพอที่จะโอบกอดความจริง และมีดวงตาที่ใสกระจ่างพอที่จะมองเห็นความงามที่ซ่อนอยู่ในความไม่สมบูรณ์

หนังสือ “โลกไม่ได้เบี้ยว มีแต่ใจที่เอียง” เล่มนี้ ผมตั้งใจจัดทำเป็น หนังสือฟรี (E-book) เพื่อมอบเป็นธรรมทานแก่ทุกท่าน ผมเชื่อมั่นว่า เมื่อท่านอ่านหนังสือเล่มนี้จบลง โลกภายนอกอาจจะไม่ได้เปลี่ยนแปลงไป การจราจรอาจจะยังติดขัด แดดอาจจะยังร้อนเหมือนเดิม แต่สิ่งที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างสิ้นเชิงคือ “โลกภายในใจของท่าน” ท่านจะมองเห็นรอยยิ้มในความบึ้งตึง มองเห็นโอกาสในวิกฤต และมองเห็นความสมบูรณ์แบบในทุกสิ่งที่ท่านเคยคิดว่ามันเว้าแหว่ง

หากท่านพร้อมแล้วที่จะวางภาระอันหนักอึ้งลง ขอเชิญท่านดาวน์โหลดหนังสือฉบับเต็มไปอ่านได้เลยครับ มาเริ่มปรับองศาของใจ ให้ตรงกับความเป็นจริงของโลก ณ บัดนี้กันเถอะครับ

ด้วยความปรารถนาดี พิพัฒน์ธรรม


📥 ดาวน์โหลดหนังสือฉบับเต็ม (PDF) ได้ที่ Link นี้

ใส่ความเห็น