ในขณะที่ท่านกำลังกวาดสายตาอ่านตัวอักษรบรรทัดแรกนี้ ผมอยากขอให้ท่านลองทำบางสิ่งบางอย่างที่แสนจะธรรมดาที่สุด นั่นคือการสูดลมหายใจเข้าให้ลึกที่สุดเท่าที่จะทำได้ กลั้นไว้สักครู่ แล้วค่อยๆ ผ่อนลมหายใจออกมาช้าๆ… ท่านรู้สึกถึงพลังงานแห่งชีวิตที่แล่นพล่านอยู่ในร่างกายหรือไม่?
นี่คือคำทักทายแรกที่ผมเขียนไว้ในหนังสือ “ความตาย ไม่เคยนัดหมาย” หนังสือที่ผมไม่ได้เขียนขึ้นเพื่อข่มขวัญให้ท่านเกิดความหวาดกลัวจนกินไม่ได้นอนไม่หลับ แต่เขียนขึ้นเพื่อ “ปลุก” ให้ท่านตื่นจากความฝันอันแสนหวานแต่จอมปลอม ตื่นขึ้นมามองความจริงของธรรมชาติ
วันนี้ ในฐานะ พิพัฒน์ธรรม ผู้เขียนหนังสือเล่มนี้ ผมขออนุญาตถอดหมวกนักเขียน มาสวมหมวกเพื่อนคู่คิด มิตรร่วมเดินทาง เพื่อบอกเล่าเรื่องราวและเชิญชวนให้ท่านได้ลองเปิดใจหยิบหนังสือเล่มนี้ขึ้นมาอ่าน เพราะผมเชื่อเหลือเกินว่า นี่อาจเป็นหนังสือที่สำคัญที่สุดเล่มหนึ่งในชีวิตของท่าน… ก่อนที่เวลาของท่านจะหมดลง
ความน่าสนใจของหนังสือ: ทำไมต้องอ่านเล่มนี้ ในวันที่เรายังหายใจ?
ท่านเคยสังเกตไหมครับว่า เรามักหลอกตัวเองด้วยมายาภาพที่สังคมสร้างขึ้น เราเชื่อว่าความตายเป็นเรื่องของคนแก่เฒ่า หรือเป็นเรื่องของคนโชคร้ายในข่าวหน้าหนึ่ง แต่สถานการณ์โลกปัจจุบัน ทั้งโรคระบาดและภัยพิบัติทางธรรมชาติอย่างน้ำท่วมใหญ่ที่เพิ่งเกิดขึ้น ได้ตะโกนบอกเราด้วยเสียงอันดังว่า “ความเชื่อเหล่านั้นเป็นเพียงภาพลวงตา”
ความน่าสนใจของหนังสือ “ความตาย ไม่เคยนัดหมาย” อยู่ที่การ “กระชากหน้ากากของความตาย” ให้ท่านเห็นว่า มันไม่ใช่ผีสางที่น่ากลัว แต่เป็นเพียง “แขกผู้มาเยือน” ที่เราหลีกเลี่ยงไม่ได้ หนังสือเล่มนี้ไม่ได้พูดเรื่องความตายในมุมของไสยศาสตร์ แต่พูดในมุมของ “การบริหารจัดการชีวิต” (Life Management)
จุดเด่นที่สุดคือการผสมผสานระหว่าง “หลักธรรม” อันลึกซึ้ง เข้ากับ “วิธีปฏิบัติทางโลก” ที่จับต้องได้จริง ท่านจะได้รู้วิธีจัดการกับใจ และวิธีจัดการกับเอกสารทางกฎหมายควบคู่กันไป เปรียบเสมือนคู่มือฉุกเฉินประจำบ้านที่ต้องมีติดไว้ ไม่ใช่เพื่อรอวันตาย แต่เพื่อที่จะ “มีชีวิตอยู่อย่างแท้จริง”
หากท่านเป็นคนหนึ่งที่ชอบผัดวันประกันพรุ่ง ชอบพูดว่า “เดี๋ยวค่อยทำ” หรือ “ไว้ก่อน” หนังสือเล่มนี้คือยาถอนพิษชั้นดีที่จะทำให้ท่านตระหนักว่า คำว่า “เดี๋ยว” ของเรา กับคำว่า “เดี๋ยว” ของพญามัจจุราชนั้น สื่อสารกันคนละภาษา
สรุปเนื้อหาสำคัญ: จากทฤษฎีสู่การปฏิบัติจริง
หนังสืออิเล็กทรอนิกส์ (e-book) จำนวน 83 หน้านี้ อัดแน่นไปด้วยเนื้อหา 13 บท ที่เปรียบเสมือนบันไดทอง 13 ขั้น ที่จะพาท่านก้าวข้ามความกลัวไปสู่ความเป็นอมตะทางจิตวิญญาณ โดยผมขอสรุปแก่นสำคัญที่ท่านจะได้พบ ดังนี้:
๑. ความจริงที่ไม่มีตารางนัด (บทที่ ๑-๒) ผมเริ่มต้นด้วยการพาท่านไปดูสถิติโลกที่น่าตกใจ ในชั่วพริบตาเดียวมีเพื่อนมนุษย์จากไปเฉลี่ย ๒ คน และเจาะลึกเรื่อง “อนิมิตตธรรม ๕ ประการ” ที่พระพุทธองค์ทรงสอนไว้ คือ เราไม่รู้ว่าจะตายเมื่อไร, ตายด้วยสาเหตุอะไร, ตายที่ไหน, เวลาไหน และตายแล้วจะไปไหน เพื่อชี้ให้เห็นว่าความประมาทคือความเสี่ยงที่ร้ายแรงที่สุด
๒. กรณีศึกษา: สองสตรีผู้เผชิญหน้ามัจจุราช (บทที่ ๓) บทนี้คือไฮไลท์ที่สะเทือนอารมณ์และให้ข้อคิดมากที่สุด ผมยกตัวอย่างเรื่องราวในสมัยพุทธกาลของ “นางปตาจารา” ผู้สูญเสียสามี ลูก และพ่อแม่ในคืนเดียว จนเสียสติเพราะไม่เคยเตรียมใจ เปรียบเทียบกับ “ธิดาช่างหู” หญิงสาวชาวบ้านผู้เจริญมรณานุสติมาตลอด ๓ ปี จนสามารถเผชิญความตายด้วยความสงบนิ่งและมีสติ เรื่องราวนี้จะทำให้ท่านถามตัวเองว่า… หากมัจจุราชมาเคาะประตูบ้านวันนี้ ท่านจะเป็นเหมือนใคร?
๓. การจัดการภาระทางใจและทางโลก (บทที่ ๕-๖) นี่คือส่วนที่ “Practical” ที่สุดสำหรับคนยุคใหม่ ผมไม่ได้สอนแค่ให้ปลง แต่สอนให้ “จัดการ”
- การสางปมค้างคา: ทั้งห่วงสมบัติ, ห่วงความสัมพันธ์ และความรู้สึกผิดบาป เทคนิคการเขียนระบายความในใจแล้วเผาทิ้ง หรือการขออโหสิกรรม
- พินัยกรรมชีวิต (Living Will): นี่คือเรื่องใหม่ที่คนไทยต้องรู้ การทำหนังสือแสดงเจตนาไม่ประสงค์จะรับบริการสาธารณสุข เพื่อป้องกันการถูก “ยื้อชีวิต” อย่างทรมานในห้อง ICU ผมมีตัวอย่างข้อความที่ท่านสามารถนำไปเขียนตามได้เลย เพื่อปลดล็อกลูกหลานจากความรู้สึกผิด
๔. คู่มือเอาตัวรอดในนาทีวิกฤต (บทที่ ๗-๑๐) เมื่อภัยมาถึงตัว น้ำท่วม ไฟไหม้ หรืออุบัติเหตุ สติคืออาวุธเดียวที่มี ผมแนะนำ “หลักสูตรซ้อมตายฉบับคนเมือง” ๔ แบบฝึกหัดที่ทำได้ทุกวัน เช่น การเช็คอิน-เช็คเอาท์ชีวิต, การมองใบไม้ร่วง, และการนอนสมาธิแบบสีหไสยาสน์ รวมถึงเทคนิค “นาทีทอง” ของจิตสุดท้าย ที่เปรียบเหมือนการดวลจุดโทษตัดสินแพ้ชนะ หากจิตเกาะเกี่ยวสิ่งดี (วัวปากคอก) ก็ไปสุคติได้ทันที
๕. สำหรับผู้ที่ยังอยู่ และวัฏสงสาร (บทที่ ๑๑-๑๓) ผมไม่ได้ทิ้งผู้ที่ยังอยู่ไว้ข้างหลัง บทที่ ๑๑ คือโอสถธรรมสำหรับผู้สูญเสีย เปลี่ยนน้ำตาให้เป็นน้ำมนต์ เปลี่ยนความคิดถึงให้เป็นพลังบุญ และขยายภาพกว้างไปสู่เรื่องวัฏสงสาร เพื่อให้เห็นว่าเราต่างเป็นนักเดินทางที่เวียนว่ายตายเกิดมานับไม่ถ้วน จนถึงบทสรุปสุดท้ายที่ชวนให้ท่าน “ตายก่อนตาย” ตามแนวทางของท่านพุทธทาสภิกขุ
คุณค่าของหนังสือ: ความงามทางวรรณศิลป์ที่กินใจ
ในฐานะผู้เขียน ผมตั้งใจรังสรรค์หนังสือเล่มนี้ไม่ใช่แค่ให้เป็นคู่มือฮาวทู (How-to) ที่แห้งแล้ง แต่ผมพยายามสอดแทรก “วรรณศิลป์” และการเปรียบเปรย (Metaphor) เพื่อให้ธรรมะไหลรินเข้าสู่ใจของท่านได้อย่างนุ่มนวล
- ท่านจะได้เห็นภาพชีวิตที่เปรียบเสมือน “เทียนที่จุดต่อกัน” เพื่ออธิบายเรื่องการเกิดใหม่
- ท่านจะได้เห็นภาพกรรมที่เปรียบเหมือน “ฝูงวัวในคอก” ที่รอประตูเปิดในตอนเช้า เพื่ออธิบายกลไกของจิตสุดท้าย
- ท่านจะได้สัมผัสถึงความเปราะบางของชีวิตที่เหมือน “รอยไม้ขีดลงในน้ำ”
ภาษาที่ใช้ในเล่ม มีทั้งความดุดันจริงจังเพื่อเตือนสติในยามที่ต้องตัดสินใจ และมีความอ่อนโยนปลอบประโลมในยามที่ต้องพูดถึงความสูญเสีย ผมเขียนด้วยความรู้สึกว่าท่านคือ “เพื่อน” ที่ผมไม่อยากให้เดินตกเหวแห่งความประมาท
คุณค่าที่แท้จริงของหนังสือเล่มนี้ คือการ “เปลี่ยนเลนส์” ที่ท่านใช้มองโลก ท่านจะเลิกมองภัยพิบัติด้วยความโกรธแค้น แต่จะมองด้วยความเข้าใจในธาตุ ๔ ท่านจะเลิกมองความตายว่าเป็นจุดจบ แต่เป็นเพียงการเปลี่ยนภพภูมิ และที่สำคัญ ท่านจะกลับมารักและเห็นคุณค่าของลมหายใจในปัจจุบันขณะมากยิ่งขึ้น
บทส่งท้าย: คำเชิญชวนจากใจผู้เขียน
ท่านผู้อ่านครับ…
ความตายอาจเป็นแขกที่ไม่ได้รับเชิญในสายตาของคนทั่วไป แต่สำหรับผู้ที่ได้อ่านหนังสือเล่มนี้แล้ว ท่านจะเปลี่ยนสถานะจาก “เหยื่อ” ผู้หวาดกลัว มาเป็น “ผู้ชนะ” ที่เตรียมพร้อม
ผมขอเชิญชวนให้ท่านดาวน์โหลดหนังสือ “ความตาย ไม่เคยนัดหมาย” เล่มนี้ไปอ่านเถิดครับ หนังสือเล่มนี้เป็นหนังสือฟรี ที่ผมตั้งใจมอบให้เป็นธรรมทาน ท่านไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายใดๆ นอกจาก “เวลา” และ “การเปิดใจ”
อย่ารอให้ถึงวันที่หมอบอกข่าวร้าย อย่ารอให้ภัยพิบัติมาเคาะประตูบ้าน แล้วค่อยมาถามหาคู่มือเล่มนี้ เพราะถึงตอนนั้น… ท่านอาจจะไม่มีเวลาแม้แต่จะเปิดอ่านหน้าแรก
จงซ้อมตายเสียตั้งแต่วันนี้ เพื่อที่ท่านจะได้มีชีวิตอยู่อย่างเป็นอมตะในความดี และจากไปอย่างตำนานที่ผู้คนจดจำด้วยความชื่นชม
ขอให้หนังสือเล่มนี้ เป็นกัลยาณมิตรที่อยู่เคียงข้างท่าน ในทุกช่วงเวลาของชีวิตครับ
ด้วยความปรารถนาดี พิพัฒน์ธรรม




ใส่ความเห็น