ในยุคสมัยที่โลกหมุนเร็วปานสายฟ้าแลบ ข้อมูลข่าวสารไหลบ่าท่วมท้นผ่านหน้าจอโทรศัพท์มือถือของเราทุกวินาที ไม่เว้นแม้แต่วงการ “ธรรมะ” ที่เราเห็นกูรู ผู้รู้ และครูบาอาจารย์ผุดขึ้นราวดอกเห็ด ผมเขียนบทความนี้ขึ้นมา ไม่ใช่เพื่อยกยอผลงานของตัวเอง แต่ด้วยความเป็นห่วงอย่างยิ่งต่อสถานการณ์ “วิกฤตศรัทธา” ที่เรากำลังเผชิญอยู่
ผมขอเชิญชวนทุกท่านวางมือถือลงชั่วครู่ สูดลมหายใจลึกๆ แล้วลองเปิดใจพิจารณาหนังสือเล่มเล็กๆ ที่ผมตั้งใจกลั่นกรองออกมาจากประสบการณ์และความจริง หนังสือที่มีชื่อว่า “บ่วงแห่งศรัทธา วิชาดูครูและกับดักทางวิญญาณ”
ความน่าสนใจของหนังสือ: ทำไมต้องอ่านเล่มนี้ ในตอนนี้?
ท่านเคยสงสัยไหมครับว่า ทำไมบางครั้งยิ่งเข้าวัด ยิ่งปฏิบัติธรรม จิตใจกลับยิ่งเร่าร้อน? ทำไมเราเห็นข่าวครูบาอาจารย์ที่เคยเลื่อมใสศรัทธาต้องมัวหมองลงด้วยเรื่องเงินทองและสีกา? หรือทำไมตัวเราเองปฏิบัติมาตั้งนาน กลับรู้สึกเหมือนพายเรือวนในอ่าง เปลี่ยนครูไปเรื่อยๆ แต่ไม่ไปถึงไหนสักที?
หนังสือเล่มนี้ไม่ได้เขียนขึ้นมาเพื่อสอนธรรมะพื้นฐานแบบ “ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว” ที่ท่านหาอ่านได้ทั่วไป แต่หนังสือเล่มนี้ถูกออกแบบมาให้เป็น “วัคซีนทางวิญญาณ” และ “กระจกเงาบานใหญ่” ที่จะช่วยให้ท่านรอดพ้นจากอันตรายที่มองไม่เห็นในโลกแห่งจิตวิญญาณ
ความน่าสนใจที่สุดของหนังสือเล่มนี้ คือความ “กล้าหาญ” ที่จะเปิดโปงความจริงที่มักถูกซุกซ่อนไว้ใต้พรม:
- กล้าพูดถึง “บ่วงมารในคราบนักบุญ” ที่ครูบาอาจารย์สร้างขึ้นเพื่อขังศิษย์
- กล้าวิพากษ์วิจารณ์กระแส “ธรรมะฟาสต์ฟู้ด” และการเสพติดยอดไลก์ของพระสงฆ์ในยุคโซเชียลมีเดีย
- กล้าชี้ให้เห็นว่า ความหวังดีของพ่อแม่ ครูบาอาจารย์ บางครั้งก็กลายเป็น “เชือกที่รัดคอ” เราได้หากขาดปัญญา
นี่ไม่ใช่หนังสือที่อ่านเพื่อความสบายใจชั่วครั้งชั่วคราว แต่มันคือ “คู่มือเอาตัวรอด” สำหรับชาวพุทธยุคใหม่ ที่ไม่อยากตกเป็นเหยื่อของความงมงายและพุทธพาณิชย์
สรุปเนื้อหาสำคัญ: แผนที่ลายแทงสู่ความอิสระทางปัญญา
เนื้อหาในหนังสือเล่มนี้ ผมได้ร้อยเรียงออกมาเป็น 16 บท เปรียบเสมือนบันได 16 ขั้น ที่จะพาท่านไต่ขึ้นจากหลุมพรางแห่งความหลง โดยแบ่งเป็นหมวดหมู่สำคัญดังนี้:
1. แยกแยะ “ของจริง” กับ “ของปลอม” (บทที่ 1-3)
เราจะเริ่มกันที่การไขปริศนาเส้นบางๆ ที่คั่นระหว่าง “ความยืนหยัดในหลักการ” กับ “ความดื้อรั้นของอัตตา” ท่านจะได้เห็นภาพเปรียบเทียบที่ชัดเจนระหว่าง “หินผาที่ขวางทาง” (ความดื้อรั้นที่สร้างปัญหา) กับ “เสาเข็มที่ค้ำจุน” (ความหนักแน่นที่สร้างประโยชน์) พร้อมกรณีศึกษาประวัติศาสตร์ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดคือ ความขัดแย้งระหว่างพระพุทธองค์กับพระเทวทัต ที่สอนให้เรารู้ว่า “ความเคร่งครัด ไม่ได้แปลว่าความบริสุทธิ์เสมอไป”
2. รู้ทันกับดักภายในใจตนและคนรอบข้าง (บทที่ 4-7)
บ่อยครั้งที่ศัตรูไม่ได้มาจากไหนไกล แต่มาจาก “ความหวังดี” ของคนใกล้ชิด หรือแม้แต่ของตัวเราเอง ที่กลายสภาพเป็นอุปาทานยึดมั่นถือมั่น ผมจะพาท่านไปสำรวจภัยเงียบของ “ลาภสักการะ” ที่เปรียบเสมือนผลกล้วยที่ฆ่าต้นกล้วย ครูบาอาจารย์จำนวนมากต้องจบชีวิตสมณะลงเพราะทนแรงเสียดทานของความสบายและคำเยินยอไม่ไหว และที่น่ากลัวที่สุดคือ “กุลมัจฉริยะ” หรือกำแพงที่ครูสร้างขึ้นเพื่อขังศิษย์ไว้ในสำนัก ห้ามไปเรียนรู้ที่อื่น ซึ่งเป็นการตัดโอกาสทางปัญญาของศิษย์อย่างเลือดเย็น
3. ภัยเงียบในยุคดิจิทัลและนักปฏิบัติจอมปลอม (บทที่ 5, 9-12)
ในโลกที่ใครๆ ก็เป็นกูรูได้ เราต้องเผชิญกับ “วิกฤตศรัทธายุคดิจิทัล” ที่ภาพลักษณ์ความสงบถูกปรุงแต่งได้ด้วยแอปพลิเคชัน หนังสือจะชี้ให้เห็นถึงพฤติกรรม “นักขุดบ่อน้ำตื้นร้อยแห่ง” คือพวกที่เปลี่ยนวิธีปฏิบัติไปเรื่อยๆ แต่ไม่เคยขุดลึกลงไปถึงกิเลสจริงๆ สักที และเตือนสติเรื่อง “น้ำล้นแก้วในคราบนักปฏิบัติ” ผู้ที่เอาความจำจากตำรามาตัดสินความจริงจากการปฏิบัติ
4. วิชาดูครู และ ศิลปะการเป็นศิษย์ (บทที่ 13-16)
นี่คือหัวใจสำคัญของหนังสือ ผมได้มอบ “เครื่องมือ” ในการตรวจสอบคนที่จะมาเป็นครูของท่าน ด้วยหลัก “กัลยาณมิตร 7 ประการ” และย้ำเตือนเสมอว่า “อ่านจริยาวัตร สำคัญกว่าฟังคำพูด” อย่าดูแค่ตอนเทศน์บนธรรมาสน์ แต่ให้ดูตอนท่านโกรธ ตอนท่านป่วย หรือตอนท่านอยู่กับคนรับใช้ นอกจากดูครูแล้ว เราต้องดูตัวเองด้วย ผมจึงได้เขียนถึง “ศิลปะการเป็นศิษย์ที่ดี” ว่าต้องทำตัวอย่างไรจึงจะรองรับปัญญาได้ และสุดท้ายคือบทเรียนที่สำคัญที่สุด “ศิลปะแห่งการลาจาก” เพราะเป้าหมายสูงสุดของการมีครู คือการที่เราต้องเติบโตจนพึ่งพาตนเองได้ (อัตตา หิ อตฺตโน นาโถ)
คุณค่าทางวรรณศิลป์และความงามของหนังสือ
ในฐานะผู้เขียน ผมตระหนักดีว่าธรรมะเป็นเรื่องยาขม ผมจึงตั้งใจปรุงรสเล่มนี้ให้กลมกล่อม ไม่ใช่ด้วยการใส่น้ำตาลเคลือบยาพิษ แต่ด้วยการใช้ “ภาษาภาพพจน์และอุปลักษณ์” (Metaphor) เพื่อให้ธรรมะที่เป็นนามธรรม กลายเป็นภาพที่จับต้องได้และสั่นสะเทือนความรู้สึก
ท่านจะได้พบกับการเปรียบเปรยที่ชวนให้ขบคิดตลอดทั้งเล่ม เช่น:
- “ต้นกล้วยฆ่าตัวเองเพราะลูก” เปรียบเทียบครูที่แพ้ภัยลาภสักการะ
- “นกแก้ว” เปรียบเทียบผู้ที่มีวาทศิลป์แต่ไร้สภาวธรรม
- “ช่างปั้นหม้อ” ที่ต้องทุบดินให้ร่วน เปรียบเสมือนครูที่ต้องขัดเกลาศิษย์
- “ไม้ดัดในกระถาง” เปรียบเสมือนศิษย์ที่ถูกครูกักขังทางปัญญา
ภาษาในเล่มมีความกระชับ ตรงไปตรงมา แต่แฝงด้วยความเมตตาและปรารถนาดี เป็นเหมือนเพื่อนคู่คิดที่นั่งคุยกันอย่างจริงใจ ไม่มีการยกตนข่มท่าน แต่เป็นการชวนกันส่องกระจกดูใจตัวเอง
เชิญชวนผู้อ่าน: อย่าเชื่อผม… จนกว่าจะได้พิสูจน์ด้วยตาคุณเอง
หนังสือ “บ่วงแห่งศรัทธา” เล่มนี้ ไม่มีการวางจำหน่าย เพราะผมเชื่อว่าปัญญาไม่ควรมีกำแพงราคามาขวางกั้น ผมเขียนและจัดทำขึ้นเป็น “หนังสือฟรี” เพื่อมอบเป็นธรรมทานแก่เพื่อนมนุษย์
หากท่านรู้สึกว่าชีวิตการปฏิบัติธรรมกำลังติดขัด หากท่านกำลังลังเลสงสัยในตัวครูบาอาจารย์ หรือหากท่านเพียงต้องการเกราะป้องกันภัยให้แก่จิตวิญญาณของท่านเอง
ผมขอเชิญชวนให้ท่านสละเวลาอ่านหนังสือเล่มนี้ หรือจะเลือกอ่านเฉพาะบทที่ตรงกับปัญหาในใจท่านก็ได้ ท้ายเล่มยังมี “แบบสำรวจและตรวจสอบตนเอง” (Checklist) ที่ท่านสามารถนำไปใช้เช็กเครดิตครูและเช็กสถานะใจของท่านได้ทันที
อย่าปล่อยให้ “ศรัทธา” ที่ปราศจากปัญญา นำพาท่านเดินลงเหว อย่าปล่อยให้ “ความเกรงใจ” ทำให้ท่านต้องตกเป็นเหยื่อของระบบที่บิดเบี้ยว
มาร่วมกันจุดประทีปแห่งปัญญา ให้สว่างไสว รู้เท่าทันเล่ห์เหลี่ยมของกิเลสทั้งภายในและภายนอก เพราะที่สุดแล้ว… “ตนแล เป็นที่พึ่งแห่งตน” และหนังสือเล่มนี้ ขออาสาเป็นเพียง “แผนที่” แผ่นหนึ่ง ที่จะช่วยให้ท่านเดินถึงเป้าหมายนั้นได้อย่างปลอดภัย
ด้วยความปรารถนาดีและคารวะในหัวใจผู้แสวงหาธรรมทุกท่าน พิพัฒน์ธรรม
ดาวน์โหลดหนังสือ “บ่วงแห่งศรัทธา” (E-Book) ฉบับเต็มได้ฟรี ที่นี่:




ใส่ความเห็น