หยุดวิ่งไล่ล่าความสุข แล้วค้นพบ “บรมสุข” ที่รอคุณอยู่: คำเชิญจากใจผู้เขียน “บันเทิงในธรรม”
หากเราจะลองถามคำถามที่ลึกซึ้งที่สุดในชีวิต คำถามนั้นคงจะเป็น “มนุษย์เราแสวงหาสิ่งใด” ไม่ว่าเราจะเป็นใคร อยู่ในยุคสมัยใด คำตอบที่ก้องสะท้อนกลับมา ย่อมหนีไม่พ้นคำว่า ความสุข และความปรารถนาที่จะ พ้นไปจากความทุกข์
กระแสแห่งการวิ่งไล่ล่าความสุขและวิ่งหนีความทุกข์นี้เอง คือแกนกลางที่ขับเคลื่อนวงล้ออันยิ่งใหญ่ที่เรียกว่า “สังสารวัฏ”
เราทั้งหลายถูกฝึกฝนมานับภพนับชาติไม่ถ้วน ให้เชื่อว่าหนทางสู่ความสุขนั้นคือการ “เสพ” หรือการ “บริโภค” เราทุ่มเทเวลาทั้งชีวิตเพื่อแสวงหารูปที่งดงาม เสียงที่ไพเราะ รสที่อร่อยล้ำ เราเรียกสิ่งเหล่านี้ว่า “กามสุข”
แต่เคยตั้งคำถามกับตัวเองบ้างไหมครับ… ว่าทำไมยิ่งเรา “เสพ” ความสุขเหล่านั้น เรากลับยิ่ง “กระหาย” ไม่รู้จบ? ทำไมความสุขเหล่านั้นจึง “ร้อนรน” และจบลงด้วยความพลัดพรากเสมอ?
ผมเขียนหนังสือเล่มนี้ขึ้นมา ไม่ใช่ในฐานะครูบาอาจารย์ผู้รู้แจ้ง แต่ในฐานะ “กัลยาณมิตร” ผู้ร่วมเดินทาง ที่อยากจะชวนทุกท่านมาสำรวจ “แผนที่” ที่พระพุทธองค์ได้ทรงประทานไว้ แผนที่ที่จะนำเราออกจากสภาวะดั้งเดิมของจิตใจ คือสภาวะของ “ผู้เสพสุข” (The Pleasure-Consumer) ผู้เป็นทาสของอารมณ์ ไปสู่สภาวะแห่งอิสรภาพ คือการเป็น “ผู้รู้ทันสุข” (The One Who is Aware of Happiness)
นี่คือหนังสือที่ว่าด้วยการ “พลิกกระแส” จากการแสวงหาความสุขจาก “ภายนอก” ที่ต้องพึ่งพิงอามิส หันกลับมาค้นพบ “ตาน้ำอันบริสุทธิ์” ที่ผุดขึ้นจาก “ภายใน”
📖 ความน่าสนใจของ “บันเทิงในธรรม”
ในฐานะผู้เขียน ผมตั้งใจรจนาหนังสือเล่มนี้ ให้เป็น “แผนที่” ที่ชัดเจนที่สุดสำหรับนักปฏิบัติธรรมในยุคปัจจุบัน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ผู้ที่กำลัง “ติด” อยู่ในกับดักบางอย่างโดยไม่รู้ตัว
ความพิเศษของหนังสือเล่มนี้ ไม่ได้อยู่ที่การบอกให้ท่าน “เลิกสุข” แต่อยู่ที่การชี้ให้เห็นว่า “สุข” ที่เราแสวงหากันนั้น มีกี่ประเภท? และ “สุข” ประเภทใด คือ “กับดัก” และ “สุข” ประเภทใด คือ “บันได” สู่อิสรภาพที่แท้จริง
เราจะเริ่มต้นจากการสำรวจ “กรงขัง” ที่เราติดอยู่ โดยแบ่งเป็น 2 ชั้นที่ชัดเจน:
- กรงขังชั้นนอก (กามสุข): ความสุขทางโลกที่เรารู้จักกันดี
- กรงขังชั้นใน (ทิพยสุข/ฌานสุข): ความสุขที่ประณีตกว่า ที่แม้แต่นักภาวนาก็ยังหลงติด
หนังสือเล่มนี้จะพาคุณไป “วินิจฉัย” อาการของ “นักเสพ” ในตัวเรา ผู้ซึ่งกำลังเหนื่อยล้าจากการพยายาม “ผลัก” ทุกข์ และ “ดึง” สุข จนกลายเป็นนักโทษของ “ลูกตุ้มนาฬิกา” แห่งอารมณ์ ที่ยิ่งเหวี่ยงไปหา “สุข” มากเท่าไหร่ มันก็ยิ่งสะสมพลังงานที่จะเหวี่ยงกลับไปหา “ทุกข์” ที่รุนแรงเท่ากัน นี่คือสัจธรรมที่ว่า “ติดสุข…จึงติดทุกข์”
จากนั้น เราจะเข้าสู่ “ภาคปฏิบัติ” คือการ “พลิกกระแสนิสัย” เราจะเปลี่ยนเป้าหมายของการภาวนา จากที่เคยทำเพื่อ “ความผ่อนคลาย” (ซึ่งก็คือการ “เสพ” อีกรูปแบบหนึ่ง) มาสู่เป้าหมายที่แท้จริง คือ “ความรู้ ตื่น”
และที่สำคัญที่สุด… หนังสือเล่มนี้จะชี้ให้เห็นถึง “กับดักที่อันตรายที่สุด” ของนักภาวนา นั่นคือการ “ติด” อยู่ใน “ความสุขจากสมาธิ” (นีรามิสสุข) การหลงสร้าง “กรงทองแห่งฌาน” ขังตัวเองไว้ และเผลอคิดว่านั่นคือ “พระนิพพาน”
สุดท้าย เราจะเรียนรู้วิธีการ “ใช้” ปัญญา เพื่อเปลี่ยนจาก “ผู้เสพสุข” (ในฌาน) ให้กลายเป็น “ผู้รู้ทันสุข” ผู้ซึ่ง “เห็น” แม้กระทั่งความสุขที่ประเสริฐที่สุดนั้นว่า… มันก็ยัง “ไม่เที่ยง” “เป็นทุกข์” และ “ไม่ใช่อัตตา”
เมื่อจิต “ปล่อยวาง” แม้กระทั่ง “สุข” สุดท้ายได้… เมื่อนั้นเองที่ “ไฟ” แห่งการแสวงหาจะ “ดับ” ลง และจิตจะได้สัมผัสกับ “ความเย็น” อันเป็น “บรมสุข” ที่แท้จริง
📜 สรุปเนื้อหาสำคัญ: การเดินทางจาก “ความร้อน” สู่ “ความเย็น”
ผมขออนุญาตสรุป “หัวใจ” ของการเดินทางในหนังสือเล่มนี้ เพื่อให้ท่านเห็นภาพรวมของแผนที่ทั้งหมดนะครับ
ภาคที่ 1: วินิจฉัยอาการของ “ผู้เสพสุข” (The Consumer)
นี่คือภาคที่เราต้อง “ยอมรับความจริง” ว่าเรากำลัง “ป่วย” และกำลัง “ติด” อยู่ในกรงขัง
- บทที่ 1: รสหวานบนคมมีด (กามสุข) เราเริ่มต้นด้วย “กามสุข” หรือ “อามิสสุข” (สุขที่ต้องอาศัยเหยื่อล่อ) มันคือความสุขที่ “ง่าย” และ “เกิดขึ้นทันที” แต่พระพุทธองค์ทรงอุปมาว่ามันคือ “รสหวานบนคมมีด” หรือ “โครงกระดูกเปื้อนเลือด” ที่สุนัขแทะเล็ม เพราะมันมีคุณสมบัติที่อันตราย 3 ประการ:
- ร้อนรนขณะแสวงหา (ต้องดิ้นรนแข่งขัน)
- ร้อนรนขณะเสพ (กลัวว่าจะสูญเสียไป)
- ร้อนรนเมื่อมันจากไป (โศกเศร้าเมื่อพลัดพราก) ที่สำคัญที่สุด มัน “ไม่เคยเต็มอิ่ม” อุปมาดั่ง “การดื่มน้ำทะเล” ที่ยิ่งดื่ม ก็ยิ่งกระหาย ทำให้เราต้องวิ่งไล่ล่าเหยื่อใหม่ไม่รู้จบ
- บทที่ 2: โอเอซิสที่ไม่จีรัง (ทิพยสุข) เมื่อเราเห็นโทษของสุขหยาบ บางท่านจึงมุ่งทำความดีเพื่อ “ทิพยสุข” ในสวรรค์ สุขนี้ “ประณีตกว่า” และ “ยาวนานกว่า” สุขมนุษย์หลายพันเท่า มันคือ “โอเอซิส” กลางทะเลทราย แต่… พระพุทธองค์ก็ยังชี้ว่า มันยังเป็น “กับดักที่สวยงาม” เพราะมันยังคงเป็นสภาวะของ “ผู้เสพสุข” ที่ต้องอาศัย “กำลังแห่งบุญ” มาหล่อเลี้ยง เมื่อ “บุญ” (ซึ่งเป็น “สกุลเงิน”) หมดลง โอเอซิสนั้นก็ “แห้งเหือด” หนังสือเล่มนี้ได้พรรณนาถึง “ความทุกข์แสนสาหัส” ของเทวดาในขณะ “จุติ” (ตาย) เมื่อต้องเห็น “อดีต” ที่เคยสุข และ “อนาคต” ที่กำลังจะไปสู่อบายภูมิ นี่คือการ “ล้มละลาย” ที่เจ็บปวดยิ่งกว่าการติดสุขใดๆ มันจึงเป็นเพียง “ห้องขังที่หรูหรากว่า” เท่านั้นเอง
- บทที่ 3: วังวนของนักเสพ (ติดสุข…จึงติดทุกข์) บทนี้คือ “หัวใจของปัญหา” ที่แท้จริงครับ เราจะมาดูกลไกที่ขังเราไว้ นั่นคือกระบวนการ: ผัสสะ (กระทบ) -> เวทนา (รู้สึก สุข, ทุกข์, เฉยๆ) -> ตัณหา (อยาก)
- เมื่อ “สุขเวทนา” เกิด -> จิต “กระโจนเข้ายึด” (ภวตัณหา – อยากให้มี)
- เมื่อ “ทุกขเวทนา” เกิด -> จิต “กระโจนเข้าผลัก” (วิภวตัณหา – อยากไม่ให้มี) สัจธรรมที่สำคัญที่สุดคือ “ยิ่งเราติดสุขมากเท่าไหร่ เราก็ยิ่งเกลียดทุกข์มากเท่านั้น” ผมได้ใช้อุปมา “ลูกตุ้มนาฬิกา” ยิ่งเราพยายาม “ผลัก” หรือ “ยึด” ลูกตุ้มให้ไปค้างที่ด้าน “สุข” (ด้านขวา) มันก็จะยิ่งสะสม “พลังงานศักย์” ที่จะเหวี่ยงกลับมาสู่ด้าน “ทุกข์” (ด้านซ้าย) ที่รุนแรงเท่ากัน “นักเสพ” จึงเป็นคนที่เหนื่อยที่สุดในโลก เพราะกำลังต่อสู้กับกฎธรรมชาติ
ภาคที่ 2: แผนที่สู่การเป็น “ผู้รู้ทันสุข” (The Aware One)
นี่คือภาคแห่ง “ทางออก” เมื่อเราเห็นโทษของกรงขังแล้ว เราจะเริ่ม “พลิกกระแส”
- บทที่ 4: พลิกกระแสนิสัย (เป้าหมายใหม่ของการภาวนา) คนส่วนใหญ่เริ่มภาวนาเพื่อ “ความผ่อนคลาย” (Relaxation) นี่คือ “กับดัก” แรก! เพราะมันคือการเปลี่ยนจาก “เสพกามสุข” มาเป็น “เสพความสงบ” เรายังคงเป็น “นักเสพ” เช่นเดิม หนังสือเล่มนี้ได้น้อมนำคำสอนของพระอาจารย์ชยสาโรที่ว่า เป้าหมายไม่ใช่ “ความผ่อนคลาย” (ซึ่งเป็นแค่ผลพลอยได้) แต่เป้าหมายที่แท้จริงคือ “ความรู้ ตื่น” (สติ และ สัมปชัญญะ) เราไม่ได้นั่งสมาธิเพื่อ “หนี” ความฟุ้งซ่าน เรานั่งเพื่อ “รู้ทัน” ความฟุ้งซ่าน เราต้องสร้างนิสัยใหม่ คือ “บันเทิงในธรรม” คือการ “สนุก” กับ “กระบวนการ” (Process) ของการ “รู้ทัน” จิตตัวเอง เหมือนการ “เล่นเกมจับโจร”
- บทที่ 5: ความสุขอันเป็นกำลัง (บันไดขั้นแรก) เมื่อเราฝึก “รู้ ตื่น” (ตามบทที่ 4) อย่างถูกต้อง “ผลพลอยได้” ก็จะเกิดขึ้น นั่นคือ “ปีติ” (ความอิ่มใจ) และ “สุข” (ความเบาสบาย) นี่คือ “นีรามิสสุข” (ความสุขที่ไม่ต้องพึ่งเหยื่อล่อ) ในหนังสือ ผมอุปมาความสุขนี้ว่า “เย็น” เหมือน “ตาน้ำอันบริสุทธิ์” ที่ผุดขึ้นจากภายใน ตรงข้ามกับกามสุขที่ “ร้อน” เหมือน “น้ำทะเล” ความสุขนี้คือ “กำลัง” ที่สำคัญที่สุด มันคือ “บันไดขั้นแรก” มีหน้าที่ 2 ประการ:
- เป็นกำลังใจ: เป็น “เหยื่อล่อชั้นเลิศ” ที่ทำให้จิต “คลาย” จากกามสุขที่หยาบกว่า
- เป็นกำลังสมาธิ: เป็น “เชื้อเพลิง” ทำให้จิต “ตั้งมั่น” (Stable) “มีกำลัง” (Strong) และ “สว่างไสว” (Luminous) เพื่อใช้เป็น “ฐานทัพ” ในการเจริญปัญญา (วิปัสสนา) ต่อไป
- บทที่ 6: กับดักของนักภาวนา (การกลับไปเป็น “ผู้เสพสุข”) นี่คือ “บทที่อันตรายที่สุด” และเป็น “จุดที่คนติดมากที่สุด” ครับ เมื่อเรามี “นีรามิสสุข” (จากบทที่ 5) แล้ว “นักเสพ” คนเดิมมันจะตื่นขึ้นมา แต่คราวนี้มัน “เสพธรรม” มัน “เสพฌาน” เราได้สร้าง “กรงทอง” ขึ้นมาขังตัวเอง เรากลายเป็น “นักเสพธรรม” (Bliss Addict) หนังสือเล่มนี้ได้แจกแจง “อาการ” ของผู้ที่ติดกับดักนี้ไว้ชัดเจน:
- การวิ่งไล่ล่าสภาวะ: นั่งแล้ว “สงบ” = พอใจ, นั่งแล้ว “ฟุ้งซ่าน” = หงุดหงิด (นี่คือการกลับไปเหวี่ยงลูกตุ้มอีกครั้ง)
- ความกลัวที่จะสูญเสีย: กลายเป็น “ยามเฝ้าสมบัติ” คอย “ประคอง” ความสงบไว้ ไม่กล้าเจริญปัญญาต่อ
- การดูถูกโลก: เริ่ม “รังเกียจ” ความวุ่นวาย รังเกียจผู้คน กลายเป็นคน “เปราะบาง” นี่คือ “การหลบหนี” (Escapism) ไม่ใช่ “อิสรภาพ” (Liberation)
- ปัญญาไม่เกิด: แม้จะนั่งสมาธิได้ 8 ชั่วโมง แต่เมื่อออกจากสมาธิ ก็ยัง “โกรธ” แรงเหมือนเดิม นี่คือ “การเดินทางที่ล้มเหลว” เพราะเรา “เสียชาติเกิด” นี้ไปเพียงเพื่อ “แลกตั๋ว” ไปเกิดเป็นพรหมหรือเทวดา แต่ก็ยังไม่พ้นสังสารวัฏ
- บทที่ 7: ปัญญาที่เห็นทัน (กำเนิด “ผู้รู้ทันสุข”) นี่คือ “ทางออกจากกรงทอง” ครับ คือการก้าวจาก “สมถะ” (บทที่ 6) ไปสู่ “วิปัสสนา” (บทที่ 7) เราต้อง “กล้า” ที่จะ “หยุดเสพ” ความสุขนั้น แล้ว “เงยหน้า” ขึ้นมา “พิจารณา” มัน เราเปลี่ยน “ความสุข” จาก “เป้าหมาย” ให้กลายเป็น “สิ่งที่ถูกเฝ้าดู” (อารมณ์) ณ จุดนี้ “ผู้เสพสุข” จะตายลง และ “ผู้รู้ทันสุข” จะถือกำเนิดขึ้น “ผู้รู้” จะใช้ “แว่นขยาย” แห่ง “ไตรลักษณ์” ส่องไปที่ “ความสุข” นั้น และค้นพบความจริง 3 ประการ:
- อนิจจัง (ไม่เที่ยง): เห็นว่า “อ้าว… สุขนี้มันเพิ่งเกิด” เดี๋ยวมันก็ “เข้ม” เดี๋ยวมันก็ “จาง” แล้วเดี๋ยวมันก็ “หายไป” มันเหมือน “ฟองสบู่” ที่สวยงาม แต่เดี๋ยวมันก็ “แตก”
- ทุกขัง (ทนอยู่ยาก): เห็นว่า “ไอ้ความสุขนี่แหละ คือตัวทุกข์ที่ประณีต” เพราะมัน “ทุกข์” ที่ต้องคอย “ประคอง” มันไว้ มันถูก “บีบคั้น” ให้ต้องเปลี่ยน
- อนัตตา (ไม่ใช่ตัวตน): นี่คือกระสุนนัดสุดท้าย “นักเสพ” (บทที่ 6) คิดว่า “เรา กำลังสุข” “สุข ของเรา” แต่ “ผู้รู้” (บทที่ 7) จะเห็นว่า “มันไม่มีใครเป็นเจ้าของเลย!” ความสุขก็แค่ “สภาวธรรม” ที่ลอยผ่านมาแล้วก็ผ่านไป มัน “ไม่ใช่เรา” เมื่อปัญญาเห็นแจ้งเช่นนี้ซ้ำๆ จิตจะเกิด “นิพพิทา” (ความเบื่อหน่ายที่เกิดจากปัญญา) มัน “หายโง่” มัน “ตาสว่าง” จิตจะ “คลายความยินดี” (วิราคะ) และ “ปล่อยมือ” จากกรงทองนั้นในที่สุด
- บทที่ 8: นิพพานที่นี่และเดี๋ยวนี้ (หัวใจธรรมของท่านพุทธทาส) เมื่อจิต “ปล่อย” ทั้งสุขและทุกข์แล้ว สภาวะที่เหลืออยู่คืออะไร? ท่านอาจารย์พุทธทาสภิกขุ ให้คำจำกัดความที่เรียบง่ายที่สุดว่า “ความเย็น” (Coolness) “นิพพาน” แปลว่า “ดับเย็น” “อะไร” ดับ? “ไฟ” แห่งกิเลสมันดับ
- “ผู้เสพกาม” (บทที่ 1) “ร้อน” ด้วยไฟราคะ โทสะ ที่โจ่งแจ้ง
- “ผู้เสพธรรม” (บทที่ 6) ก็ยัง “ร้อน” ด้วยไฟราคะที่ประณีต (อยากเสพสุข) และไฟโทสะที่ประณีต (รังเกียจความฟุ้งซ่าน) แต่ “ผู้รู้ทันสุข” (บทที่ 7) เมื่อปัญญา “เห็นทัน” กิเลสเหล่านั้น “ไฟ” มันก็ “ดับ” ณ ชั่วขณะที่ไฟดับ “ความเย็น” ก็ปรากฏ นี่คือ “นิพพานชั่วขณะ” (ตทังคนิพพาน) ที่เรา “ชิมรส” ได้ที่นี่ เดี๋ยวนี้ กลไกของมันคือ “จิตว่าง” (สุญญตา) ไม่ใช่ว่างเปล่า แต่ “ว่าง” จาก “ตัวกู-ของกู”
- จิตไม่ว่าง (ร้อน): เสียงด่ากระทบหู -> “มันด่า กู!” -> “กู โกรธ!” (ไฟลุก)
- จิตว่าง (เย็น): เสียงด่ากระทบหู -> “สติ” รู้ทัน “อ้อ… แค่เสียง” “ไม่ใช่เรา” -> “ตัวกู” ไม่เกิด -> “ไฟจุดไม่ติด” (จิตเย็น)
- บทที่ 9: บรมสุขที่เหนือสุข (สันติแห่งวิมุตติ) บทสุดท้ายนี้ เราจะมาสดับรับรสของ “จุดหมายปลายทาง” พระพุทธองค์ตรัสว่า “นิพพานเป็นสุขอย่างยิ่ง” (บรมสุข) นี่ไม่ใช่ “สุขเวทนา” (Feeling) ที่เราปล่อยวางในบทที่ 7 แต่มันคือ “สันติสุข” (Peace) มันคือ “สุข” ที่เกิดจากการ “สิ้นสุด” การแสวงหา มันคือ “อสังขตธรรม” (ธรรมที่ไม่ถูกปรุงแต่ง) สิ่งเดียวที่พ้นไปจากการ เกิด-ดับ หนังสือเล่มนี้ได้รวบรวม “อุทานธรรม” (เสียงโห่ร้อง) ของเหล่าพระอรหันต์ผู้สิ้นภาระ เสียงที่ก้องกังวานที่สุดคือ “ภาระอันหนัก… เราวางลงแล้ว” มันคือ “บรมสุข” แบบ “โล่ง” “จบแล้ว” “ไม่มีอะไรต้องทำอีกต่อไป” นอกจากนี้ ผมยังได้น้อมนำมรดกธรรมจากครูบาอาจารย์ในยุคปัจจุบันมาอธิบายสภาวะนี้:
- หลวงปู่ชา: “ความสงบ… ที่สิ้นผู้สงบ” (ตราบใดที่ยังมี “กู” เป็นผู้สงบ ก็ยังไม่จบ)
- หลวงตามหาบัว: “จิตที่บริสุทธิ์… พ้นการถูกครอบงำ” (เมื่ออวิชชาขาดสะบั้น ธรรมธาตุที่บริสุทธิ์ก็ปรากฏ)
- สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (ป.อ. ปยุตโต): “บรมสุข… เพราะสิ้นเหตุแห่งทุกข์” (คือสภาวะ “หายขาด” จากโรค ไม่ใช่แค่ “ยาแก้ปวด” หรือ “ยาชา” )
การเดินทางทั้ง 9 บทนี้ จึงเป็นการเดินทางที่สมบูรณ์ จาก “ผู้เสพสุข” ผู้ “ก่อไฟ” มาสู่ “ผู้รู้ทันสุข” ผู้ “หยุดเติมเชื้อ” และจบลงที่ “บรมสุข” คือสภาวะที่ “ไฟดับสนิท” เพราะ “เชื้อ” (กิเลส) ถูกทำลายลงจนหมดสิ้นแล้ว
💎 คุณค่าของหนังสือ และความงามในเชิงวรรณศิลป์
ในฐานะผู้เขียน ผมมีความตั้งใจอย่างยิ่งที่จะไม่ทำให้หนังสือธรรมะเล่มนี้ “น่าเบื่อ” หรือ “เป็นวิชาการ” จนเกินไป ผมเชื่อว่า “ธรรมะ” คือ “ธรรมชาติ” และธรรมชาติก็เต็มไปด้วย “ความงาม”
คุณค่าที่ผมพยายามบรรจงใส่ไว้ในหนังสือเล่มนี้ คือการใช้ “อุปมาอุปไมย” (Metaphors) หรือ “วรรณศิลป์” เพื่ออธิบาย “สภาวธรรม” ที่ลึกซึ้ง ให้กลายเป็น “ภาพ” ที่ชัดเจนและ “รู้สึก” ได้ในใจของผู้อ่าน
ท่านจะพบอุปมาเหล่านี้ตลอดทั้งเล่ม:
- การเปรียบ “กามสุข” ว่าเป็น “รสหวานบนคมมีด” หรือ “การดื่มน้ำทะเล”
- การเปรียบ “ทิพยสุข” ว่าเป็น “โอเอซิสที่ไม่จีรัง” หรือ “ห้องขัง VIP”
- การเปรียบ “วังวนแห่งตัณหา” ว่าเป็น “ลูกตุ้มนาฬิกา”
- การเปรียบ “นีรามิสสุข” (สุขจากสมาธิ) ว่าเป็น “ตาน้ำอันบริสุทธิ์”
- การเปรียบ “การติดสุขในสมาธิ” ว่าเป็น “กรงทองแห่งฌาน” หรือ “การนอนตายในโอเอซิส”
- การเปรียบ “การเจริญวิปัสสนา” ว่าเป็นการ “เฝ้าดูฟองสบู่”
- และการเปรียบ “กิเลส” ว่าเป็น “ไฟ” (ความร้อน) และ “นิพพาน” ว่าเป็น “ความเย็น”
ความงามในเชิงวรรณศิลป์เหล่านี้ ไม่ได้มีไว้เพื่อความสละสลวยทางภาษาเท่านั้น แต่มีไว้เพื่อเป็น “สะพาน” เชื่อม “ปริยัติ” (การเรียนรู้) ให้เข้าถึง “สภาวะ” (การรู้สึกจริง) ใน “ปฏิบัติ” ผมหวังว่าอุปมาเหล่านี้จะช่วยให้ท่าน “เห็น” ภาพการทำงานของจิตใจตนเองได้ชัดเจนยิ่งขึ้น และจดจำหัวใจของธรรมะได้แม่นยำยิ่งขึ้นครับ
💌 คำเชิญชวน: ถึงเวลา “พลิกกระแส” แล้วหรือยัง?
เพื่อนกัลยาณมิตรครับ…
ตลอดชีวิตที่ผ่านมา เราต่างเคยเป็น “ผู้เสพสุข” กันมาแล้วทั้งสิ้น เราเหนื่อยล้า… เรากระหาย… เราถูก “ลูกตุ้ม” แห่งอารมณ์ เหวี่ยงไปมาจนบอบช้ำ
เราอาจเคยพยายาม “หนี” ความวุ่นวาย ไปหา “ความสงบ” เพียงเพื่อจะพบว่าเราได้สร้าง “กรงทอง” ที่สวยงามขึ้นมาขังตัวเองอีกชั้นหนึ่ง
วันนี้ ผมขออาสาเป็น “กัลยาณมิตร” นำพาท่านเดินทางไปบนเส้นทางสายใหม่ เส้นทางที่เราจะไม่ได้ “หนี” ความทุกข์ หรือ “ไล่ล่า” ความสุขอีกต่อไป
แต่เราจะ “หยุด” แล้วหันกลับมา “รู้ทัน” มัน
หนังสือ “บันเทิงในธรรม” เล่มนี้ คือ “แผนที่” ที่ผมตั้งใจรวบรวมเรียบเรียงขึ้น เพื่อมอบให้เป็น “ธรรมทาน” (หนังสือฟรี)
ผมขอเชิญชวนท่าน… มาเริ่ม “การปฏิวัติภายใน” ครั้งสำคัญที่สุดในชีวิต มาเปลี่ยนจาก “ทาส” ของความสุข… มาเป็น “ผู้เป็นไท” เหนือสุขและทุกข์ มาเปลี่ยนจาก “ผู้เสพสุข” … ให้กลายเป็น “ผู้รู้ทันสุข”
เพื่อที่เราจะได้สัมผัสกับ “สันติสุข” อันเยือกเย็นแห่งพระนิพพาน อันเป็นจุดหมายปลายทางที่แท้จริงแห่งการปฏิบัตินี้
ขอธรรมะแห่งองค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า จงเป็นแสงสว่างนำทางเราไปสู่ความรู้แจ้งตื่นเบิกบานเทอญ
ด้วยเมตตา,
พิพัฒน์ธรรม
ผม (พิพัฒน์ธรรม) ขอมอบหนังสือ “บันเทิงในธรรม : จากผู้เสพสุข สู่ผู้รู้ทันสุข” (ฉบับ e-book) จำนวน 72 หน้า ให้เป็นธรรมทาน ท่านสามารถดาวน์โหลดฉบับเต็มได้ฟรี โดยไม่มีค่าใช้จ่ายใดๆ




ใส่ความเห็น