จาก “ผู้สร้างแพ” สู่ “ผู้สลัดคืนแพ”: บันทึกการเดินทางส่วนตัวของผม และคำเชิญสู่ความว่าง

สวัสดีครับ กัลยาณมิตรผู้ร่วมเดินทางบนเส้นทางแห่งการตื่นรู้ทุกท่าน

ผมพิพัฒน์ธรรมครับ ในฐานะ “เพื่อน” ผู้ร่วมเดินทาง คนหนึ่งที่เคย “ไหล” ไปตามกระแสอารมณ์จนเหนื่อยล้า และก็ได้เคย “ติด” อยู่ในกับดักที่หอมหวานที่สุดของนักปฏิบัติ ผมอยากใช้พื้นที่นี้เพื่อแบ่งปัน “แผนที่” ที่ผมได้ลองใช้เดินสะดุด ล้มลุก และค้นพบมา แผนที่ซึ่งผมได้รวบรวมไว้ในหนังสือเล่มเล็กๆ ที่ชื่อว่า “รู้หนอ…รู้เฉยๆ”

ผมเชื่อเป็นอย่างยิ่งว่า พวกเราหลายคน (ซึ่งรวมทั้งตัวผมเองในอดีต) เมื่อก้าวเข้ามาบนหนทางแห่งการปฏิบัติธรรม มักจะได้พบกับ “ทางสองแพร่ง” ที่ดูเหมือนจะขัดแย้งกันเสมอ

เรามักจะได้ยินคำสอนจากครูบาอาจารย์ที่แตกต่างกัน บางสำนักสอนให้ “จงใจกำหนด” อย่างเข้มข้น เช่น การ “รู้หนอ” หรือการกำหนดพอง-ยุบ การเดินจงกรมอย่างเป็นแบบแผน มันคือการ “ใช้แรง” เพื่อต่อสู้กับกิเลส ในขณะที่อีกหลายสำนักกลับสอนให้ “ปล่อย” “วาง” หรือ “รู้เฉยๆ” สอนว่าการ “จงใจ” นั่นแหละคือตัวอัตตา คือการสร้างภพ

เรามักจะสับสนว่า ตกลงแล้ว หนทางใดคือหนทางที่ถูกต้องกันแน่ เราควรจะ “สู้” หรือเราควรจะ “ปล่อย”?

หนังสือ “รู้หนอ รู้เฉยๆ” เล่มนี้ มิได้เกิดขึ้นจากทฤษฎีครับ แต่เกิดขึ้นจาก “บันทึกการเดินทาง” ของตัวผมเอง ที่ได้ผ่านความสับสนนี้มาแล้วทั้งสองขั้ว ผมไม่ได้มาเพื่อบอกว่าใครถูกหรือใครผิด แต่ผมมาเพื่อ “กางแผนที่” และชี้ให้เห็นว่า สิ่งที่ดูเหมือน “ย้อนแย้ง” นั้น แท้จริงแล้วคือ “ลำดับขั้นที่จำเป็น”

มันคือการ “เปลี่ยนยา” เมื่อ “โรค” ได้เปลี่ยนไป


☀️ ความน่าสนใจของหนังสือ: ทำไมต้อง “รู้หนอ” แล้ว “รู้เฉยๆ”?

เสน่ห์ของหนังสือเล่มนี้ ไม่ได้อยู่ที่คำสอนที่ลึกซึ้งพิสดาร แต่อยู่ที่ “ความซื่อสัตย์” ต่อสภาวะจริงที่เกิดขึ้น ผมขออนุญาตใช้ “อุปลักษณ์” ที่เป็นหัวใจของหนังสือเล่มนี้ เพื่อให้เราเห็นภาพเดียวกันตั้งแต่แรกนะครับ

ธรรมะของพระพุทธองค์เปรียบเสมือน “แพ” ที่ใช้ข้ามฝั่งแม่น้ำ “ฝั่งนี้” คือ “จิตที่ไหลไป” (บทที่ 1) คือความทุกข์ ความฟุ้งซ่าน ความสับสน “ฝั่งโน้น” คือ “ความพ้นทุกข์” คือความสงบเย็น คือความว่าง

เป้าหมายสูงสุดของเรา ไม่ใช่การ “สร้างแพ” ที่แข็งแรงที่สุด และไม่ใช่การ “แบกแพ” ที่เรารักไว้บนบ่า แต่คือการ “ถึงฝั่งโน้น” และ “สลัดคืนแพ” นั้นเสีย

หนังสือเล่มนี้จึงแบ่งการเดินทางออกเป็น 2 ช่วงที่ “จำเป็นต้องต่อเนื่องกัน”

  1. ภาคแรก: “รู้หนอ” (การสร้างแพ) นี่คือช่วงเวลาที่เราต้อง “จงใจทำ” มันคือเครื่องมือที่ประเสริฐที่สุดสำหรับผู้ที่จิตยัง “ไหล” ไปตามกระแสอารมณ์ เราจะใช้ “รู้หนอ” เป็นเหมือน “เชือก” และ “ไม้ไผ่” ในการ “ทอดสมอ” เพื่อ “หยุด” การไหล และ “สร้างผู้รู้” ให้ตื่นขึ้นมาอย่างตั้งมั่น
  2. ภาคหลัง: “รู้เฉยๆ” (การวางแพ) แต่นี่คือ “กับดัก” ที่ละเอียดลึกซึ้งยิ่งกว่า เมื่อเราข้ามฝั่งมาได้แล้ว (คือจิตตั้งมั่น ไม่ไหลแล้ว) เรากลับ “ยึดติด” ในแพ เรา “เผลอ” แบก “ผู้รู้” หรือ “อัตตาเชิงปัญญา” นั้นไว้บนบ่า ภาคหลังของหนังสือเล่มนี้ จึงคือ “ปัญญา” ในการ “วางแพ” คือการเปลี่ยนเครื่องมือจากการ “จงใจทำ” มาสู่การ “รู้เฉยๆ” เพื่อสลาย “ผู้” ที่เผลอไปแบกทุกสิ่งไว้นั่นเอง

หนังสือเล่มนี้คือเพื่อนที่จะเดินไปกับคุณทั้งสองช่วงนี้ครับ เราจะมา “สร้างแพ” ด้วยกัน และเราจะเรียนรู้ที่จะ “วางแพ” ด้วยกัน


📖 สรุปเนื้อหาสำคัญ: “แผนที่” จาก “ผู้ไหล” สู่ “ผู้วาง”

เพื่อให้เห็นภาพการเดินทางทั้งหมด ผมขออนุญาต “สปอยล์” (Spoil) เนื้อหาสำคัญในหนังสือ เพื่อให้เพื่อนๆ เห็น “โครงสร้าง” ของแผนที่ฉบับนี้ครับ

ภาคที่ 1: “รู้หนอ” (ศิลปะแห่งการสร้างแพ)

ระยะที่ 1: การวินิจฉัยโรค “จิตที่ไหลไป” (บทที่ 1) ก่อนจะกินยา เราต้องรู้ก่อนว่าเราป่วยเป็นอะไร ผมเรียกสภาวะตั้งต้นของเราว่า “จิตที่ไหลไป” มันคือสภาวะที่เราตื่นนอน แต่ “ใจ” มันออกวิ่งไปไกลแล้ว วิ่งไปกังวลถึง “วันพรุ่งนี้” หรือวิ่งไปหงุดหงิดกับ “เมื่อวาน”

ผมใช้อุปลักษณ์ในบทนี้ว่า เราเหมือนคนที่กำลังเล่น “ว่าวกระดาษในพายุ” “ว่าว” คือ “จิต” ของเรา “พายุ” คือ “อารมณ์” หรือ “สิ่งเร้า” (ผัสสะ) ที่พัดกระหน่ำเข้ามาจาก “ประตูทั้งหก” (ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ) ที่เปิดอ้าซ่าตลอดเวลา เราไม่ได้ “ชักว่าว” เลย เรามีแต่ “ถูกกระชาก” ไปมา

และที่ร้ายกว่านั้น ในหัวของเรามี “ผู้กำกับหนัง” (สังขาร) มือฉมังซ่อนอยู่ ทันทีที่ “ข้อมูลดิบ” (ผัสสะ) เข้ามา เช่น “เจ้านายมองหน้า แต่ ‘ไม่ยิ้ม’” (นี่คือความจริงแค่ 1 วินาที) ผู้กำกับคนนี้จะตะโกนว่า “แอคชั่น!” แล้วสร้าง “หนังโศกนาฏกรรม” เรื่องยาวว่า “เขาต้องไล่เราออกแน่ๆ”

ผลลัพธ์คือ “ความเหนื่อยล้า” เรา “เหนื่อยใจ” ครับ ไม่ใช่เหนื่อยกาย และทางแก้ที่ผิดๆ ของเราคือ “การกดข่ม” (สู้กับมัน) หรือ “การหันเห” (หนีมัน) ซึ่งไม่เคยได้ผล

นี่คือ “ฝั่งนี้” ที่เรากำลังยืนอยู่ และสิ่งแรกที่เราต้องทำ ไม่ใช่การ “ปล่อยวาง” (เราทำไม่ได้) แต่เราต้อง “สร้างแพ” ครับ!

ระยะที่ 2: การค้นพบ “ยา” และ “พิมพ์เขียว” (บทที่ 2-5) ในวันที่ผม “จนตรอก” ทางปัญญา ผมได้พบครูบาอาจารย์ และได้รับ “มรดกธรรม” เป็นคำสั้นๆ ว่า “ก็แค่ ‘รู้หนอๆ’”

ในบทที่ 2 ผมจะพาไป “ปลดล็อค” ความเข้าใจผิดครั้งใหญ่

  1. “รู้หนอ” ไม่ใช่ “คำบริกรรม” (สมถะ) ที่ใช้ “แทนที่” ความคิด แต่ “รู้หนอ” คือ “วิปัสสนา” ที่ใช้ “หันไปดู” ความคิด
  2. “รู้หนอ” ไม่ใช่ “การรู้ตลอดเวลา” (ซึ่งทำให้ “เกร็ง”) แต่ “รู้หนอ” คือ “จังหวะที่ตื่น” ครับ! “การที่โยม ‘รู้ตัว’ ขึ้นมาได้ว่า ‘โอ๊ะ! เผลอไป 10 นาทีแล้ว’”… “ไอ้จังหวะที่ ‘โอ๊ะ!’ ขึ้นมานั่นแหละโยม นั่นแหละคือ ‘รู้หนอ!’” ถ้าเราเผลอ 500 ครั้ง แต่ “ตื่น” (รู้ตัว) 500 ครั้ง นั่นคือเรา “ปฏิบัติสำเร็จ” 500 ขณะจิตครับ!

“รู้หนอ” คืออุปลักษณ์ “สวิทช์ไฟในโรงหนัง” ขณะที่เรากำลัง “อิน” (เป็น) พระเอกในหนัง “รู้หนอ” คือการ “เปิดไฟ” หนัง (ความโกรธ) ยังฉายอยู่ แต่ “เรา” (ผู้รู้) “ถอน” ตัวเองออกมาเป็น “คนดู” “เรา” “ไม่ไหม้” แล้ว

ในบทที่ 3 เราจะมา “ผ่าตัด” ว่าทำไม “รู้หนอ” จึง “คมชัด” มันต่างจาก “รู้ลอยๆ” (ที่เหมือนเรือไร้สมอ) เพราะ “รู้หนอ” คือการทำงานร่วมกันของ “รู้” (สติ) และ “หนอ” (สัมปชัญญะ หรือ การจงใจตอกย้ำ) มันคือ “สปอตไลท์” ที่ “จงใจ” ส่อง ไม่ใช่ “ไฟสลัวๆ” นี่คือศิลปะ “หนามยอก เอาหนามบ่ง” คือการใช้ “ความคิดปรุงแต่งฝ่ายดี” (กุศลสังขาร) ไป “เขี่ย” “ความคิดปรุงแต่งฝ่ายไม่ดี” (อกุศลสังขาร)

ในบทที่ 4 เราจะมาตอกเสาเข็มแห่ง “ศรัทธา” แก้ “ความลังเลสงสัย” (วิจิกิจฉา) ว่า “รู้หนอ” นี้ “นอกรีต” หรือไม่ ผมจะพาท่านไปดู “พิมพ์เขียว” คือ “มหาสติปัฏฐานสูตร” เราจะพบว่า พระพุทธองค์ตรัสคำว่า “ปชานาติ” (ย่อมรู้ชัด) ซ้ำๆ ตลอดพระสูตร เช่น “เมื่อจิตมีโทสะ ก็ ย่อมรู้ชัด ว่า ‘จิตมีโทสะ’” เราจะ “เชื่อมโยงจิ๊กซอว์” ได้ทันทีว่า “ปชานาติ” คือ “เป้าหมาย” (What to do) ส่วน “รู้หนอ” คือ “วิธีทำ” (How to do it) ที่ครูบาอาจารย์ยุคหลังออกแบบมาเพื่อคน “ขี้เผลอ” อย่างเรา

และในบทที่ 5 เราจะพบกับทางลัดที่ทรงพลังที่สุด เมื่อเราเจอปัญหาว่า “สภาวะ” มัน “เยอะ” เกินไป (ปวด, โกรธ, คิด, ฟุ้ง) เราจะ “ไล่กำหนด” มันอย่างไร? ครูบาอาจารย์ได้มอบ “กุญแจดอกเดียว” (The Master Key) ให้ผม นั่นคือ “จงใช้ ‘รู้หนอๆ’ คำเดียว กับ ‘ทุก’ สภาวะ” ทำไมหรือครับ?

  1. มัน “ตัดบท” ผู้กำกับหนัง ถ้าเรากำหนด “โกรธหนอ” “ผู้กำกับ” จะตื่น “เฮ้! ‘โกรธ’ เหรอ โกรธใคร” มันจะ “สร้างเรื่อง” (บัญญัติ) ต่อ แต่ถ้าเรากำหนด “รู้หนอ” “ผู้กำกับ” จะ “งง” ” ‘รู้หนอ’ เหรอ มันไม่มีเรื่องราว” มัน “ข้าม” จาก “เรื่องราว” (บัญญัติ) กลับไปสู่ “สภาวะดิบๆ” (ปรมัตถ์) ทันที
  2. มันสร้าง “ความเป็นกลาง” (อุเบกขา) ผมใช้อุปลักษณ์ “กระจกเงา” เมื่อ “นางฟ้า” (ความสุข) เดินผ่าน กระจกก็ “สะท้อน” เมื่อ “ปีศาจ” (ความโกรธ) เดินผ่าน กระจกก็ “สะท้อน” การที่เราใช้ “รู้หนอๆ” คำเดียว คือการ “ฝึก” จิตให้เป็น “กระจก” ที่ปฏิบัติต่อ “นางฟ้า” และ “ปีศาจ” อย่าง “เท่าเทียม” จิตมันจะ “วาง” อคติ “ไม่เลือกที่รักมักที่ชัง”

ระยะที่ 3: “ลงมือสร้างแพ” (ภาคปฏิบัติ) (บทที่ 6-8) เมื่อ “มีของ” ครบแล้ว เราจะมา “ลงมือ” สร้างแพกันครับ ในบทที่ 6 เราจะใช้ “แผนหนึ่ง: ตัดตรงที่จุดกระทบ” เราจะ “แฮ็ค” ระบบ ไม่รอให้ “ผู้กำกับ” (เวทนา, ตัณหา) ทำงาน เราจะ “ตัด” มันตั้งแต่ “วินาทีแรก” คือ “ผัสสะ” (การกระทบ) เราจะใช้ “เซอร์กิตเบรกเกอร์” นี้ ใน “สนามฝึก” ที่ง่ายที่สุดคือ “การเดินจงกรม” เราจะฝึกแค่ “เท้ากระทบ” -> “เปรี้ยง! รู้หนอ” และฝึก “เกม” ที่แท้จริงคือ “เผลอ (ไปคิด) -> รู้ (รู้หนอๆ) -> กลับมา (ที่เท้า)”

ในบทที่ 7 เราจะใช้ “แผนสอง: ไม่ยิงลูกศรดอกที่สอง” นี่คือแผนสำหรับเวลาที่ “แผนหนึ่ง” (เซอร์กิตเบรกเกอร์) “ตัดไม่ทัน” เมื่อ “อารมณ์” (ความเบื่อ, ความโกรธ) มัน “เกิด” ขึ้นมาแล้ว เราจะเรียนรู้ว่า “ลูกศรดอกที่หนึ่ง” (เช่น ความปวด, ความเบื่อ) นั้น “ไม่มีใคร” หนีพ้น แต่ “ความทุกข์” ที่แท้จริง มันคือ “ลูกศรดอกที่สอง” คือ “ความไม่พอใจ” ต่อ “ความปวด” นั้น คือการ “ด่า” ตัวเองว่า “ทำไมฉันเบื่อ!” “แผนสอง” คือ “จงอย่า ‘ยิงซ้ำ’ (ดอกที่ 2)” เมื่อ “ความเบื่อ” (ดอกที่ 1) เกิด ให้ “ย้ายสปอตไลท์” จาก “เท้า” (ในบทที่ 6) มา “ส่อง” ที่ “ความเบื่อ” นั้น แล้วใช้ “กุญแจดอกเดียว” (“รู้หนอๆ”) กับมัน นี่คือการเปลี่ยนจาก “เป็น” ความเบื่อ (“ฉัน เบื่อ”) มาเป็น “รู้” ความเบื่อ (“อ้อ แขกมา”) “เรา” (คนดู) “ไม่เบื่อ” ครับ “ความเบื่อ” มันอยู่บน “จอ” แต่ “เรา” “ไม่ทุกข์”

ในบทที่ 8 เราจะเห็น “ผลลัพธ์” ของการสร้างแพ เมื่อ “ผู้รู้” (แพ) ของเรา “ตั้งมั่น” มันจะ “เห็น” “ความจริง” (ไตรลักษณ์) มันจะ “เห็น” อนิจจัง (การเกิด-ดับ) “เห็น” ทุกขัง (การบีบคั้น) และ “เห็น” อนัตตา (การบังคับบัญชาไม่ได้) ว่า “เรา ‘สั่ง’ ให้มัน ‘เกิด’ ไม่ได้” และ “เรา ‘สั่ง’ ให้มัน ‘ดับ’ ไม่ได้”

“แพ” ของเรา “สมบูรณ์แบบ” แล้วครับ

ภาคที่ 2: “รู้เฉยๆ” (ศิลปะแห่งการวางแพ)

ระยะที่ 4: การค้นพบ “โรคใหม่” และ “การแบกแพ” (บทที่ 9-10) นี่คือ “ครึ่งหลัง” ของการเดินทางครับ เมื่อแพแข็งแรงที่สุด มันกลับกลายเป็น “กับดักที่หอมหวานที่สุด” “ผู้กำกับหนัง” (กิเลส) ที่เรานึกว่ามันตายแล้ว มันแค่ “เปลี่ยนแผน” ครับ มัน “ย้ายเข้ามาสิงอยู่ในแพของเรา” มัน “สวมรอยเป็นผู้รู้เสียเอง”

โรคใหม่นี้ชื่อว่า “อัตตาเชิงปัญญา” (The Meditator’s Ego) อาการของมัน (ที่เราจะวิเคราะห์ในบทที่ 10) คือ “ฉันผู้รู้” เราเริ่ม “ตัดสิน” การปฏิบัติของตัวเอง (“ปฏิบัติ ดี” หรือ “ปฏิบัติ แย่”) และที่เลวร้ายที่สุด คือ “ตัดสินคนอื่น” (“เขายังหยาบอยู่ สู้เราไม่ได้”)

ณ จุดนี้ ชีวิตเรา “หนัก” ครับ มันหนักเพราะเรา “แบกแพ” เรา “ประคอง” “ผู้รู้” นี้ไว้ตลอดเวลา ทำไม? เพราะเรา “ติดการทำ” เราติด “รู้หนอ” “ยา” (รู้หนอ) ที่เคยรักษาเรา บัดนี้ได้กลายเป็น “โรค” (การติดผู้รู้)

ระยะที่ 5: การค้นพบ “ยาใหม่” และ “การวางแพ” (บทที่ 11-13) เมื่อ “โรค” เปลี่ยน “ยา” ก็ต้องเปลี่ยน โรคใหม่เกิดจาก “การจงใจทำ” (รู้หนอ) ยาขนานใหม่จึงต้องเป็นขั้วตรงข้าม คือ “การหยุดทำ”

นี่คือ “หัวเลี้ยวหัวต่อ” (บทที่ 11) ที่เราจะเปลี่ยน “แผนที่” สู่ “รู้เฉยๆ” คำถามคือ “รู้เฉยๆ” (ในบทนี้) ต่างจาก “รู้ลอยๆ” (ในบทที่ 3) อย่างไร?

  • “รู้ลอยๆ” (บทที่ 3) คือ “รู้ที่ไม่มีกำลัง” (เหมือนใบไม้ในแม่น้ำ)
  • “รู้เฉยๆ” (บทที่ 11) คือ “รู้บนกำลังที่สร้างเสร็จแล้ว” (เหมือนคนยืนบนฝั่งตลิ่ง)

ดังนั้น “รู้เฉยๆ” ไม่ใช่การถอยหลัง แต่คือการก้าวต่อไป สิ่งที่เราจะ “วาง” (บทที่ 13) ไม่ใช่ “การรู้” (Knowing) แต่เราจะวาง “ผู้รู้” (The Knower) —คือ “อัตตา” ที่เข้าไป “เคลม” ว่า “ฉันเป็นเจ้าของการรู้นั้น” เราไม่ได้วาง “สติ” (Sati) เราวาง “ผู้มีสติ” (The Owner of Sati) —คือ “ผู้จัดการ” ที่คิดว่าตัวเองเป็นคน “สร้าง” สติ

วิธี “วาง” ก็คือ “การคลาย” คลาย “ความเกร็ง” คลาย “ความจงใจ” และ “ยอมจำนน”

ระยะที่ 6: อิสรภาพที่แท้จริง (บทที่ 14-16) เมื่อ “ผู้ทำ” สลาย เมื่อเรา “คลายมือจากพวงมาลัย” เมื่อ “แพ” หล่นจากบ่า ผลลัพธ์คืออะไร? ในบทที่ 14 “เมื่อธรรมะ ทำงานเอง” การ “รู้” จะเปลี่ยนจากการ “ล่า” (Active) มาเป็น “การนั่ง” (Passive) “สติ” จะกลายเป็น “สติอัตโนมัติ” “ปัญญา” จะยกระดับเป็น “ปัญญา 2.0” คือ “อนัตตาแสดงตัวมันเอง จน ฉันหายไป” (ต่างจาก “ปัญญา 1.0” ที่ “ฉัน เห็น อนัตตา”)

ในบทที่ 15 “เมื่อ ‘การปฏิบัติ’ กลายเป็น ‘ชีวิต’” “เส้นแบ่ง” ระหว่างการปฏิบัติในรูปแบบกับการใช้ชีวิตจะ “จางหายไป” เราจะพบว่า “การรู้” (รู้เฉยๆ) สามารถเป็น “ฉากหลัง” (Background) ในขณะที่ “การล้างจาน” (ชีวิต) เป็น “ฉากหน้า” (Foreground) ทั้งสองเกิดขึ้นพร้อมกันโดยไม่รบกวนกัน

และ “การนั่งสมาธิ” (ในรูปแบบ) จะเปลี่ยนเป้าหมาย จาก “โรงงาน” (เพื่อสร้างแพ) กลายเป็น “แท่นชาร์จ” (เพื่อพักผ่อนและปรับจูน)


💎 คุณค่าของหนังสือ: “วรรณศิลป์” ของหัวใจที่เคยหลง

สิ่งที่ผมพยายามทำในหนังสือ “รู้หนอ…รู้เฉยๆ” ไม่ใช่การเขียนตำราวิชาการ แต่คือการ “วาดแผนที่” ด้วย “ภาษาเพื่อนคุยกับเพื่อน”

ผมเชื่อว่า “ความสวยงาม” ของหนังสือเล่มนี้ (หากจะมี) มันไม่ได้อยู่ที่ความสละสลวยของภาษา แต่อยู่ที่ “ความจริง” ของ “อุปลักษณ์” (Metaphor) ที่ผมใช้ ซึ่งมันกลั่นออกมาจากประสบการณ์ตรงที่ผม “เจ็บ” มากับมันจริงๆ

  • เราจะเข้าใจ “จิตที่ไหล” ได้ทันที ผ่านภาพของ “ว่าวกระดาษในพายุ”
  • เราจะ “จับไต๋” การปรุงแต่งได้ ผ่านการทำงานของ “ผู้กำกับหนังในหัว”
  • เราจะ “ปลดล็อค” การปฏิบัติ ผ่านการ “เปิด” “สวิทช์ไฟในโรงหนัง”
  • เราจะ “คมชัด” ขึ้น ผ่านการเปลี่ยนจาก “ไฟสลัวๆ” มาเป็น “สปอตไลท์”
  • เราจะ “กล้า” ที่จะปฏิบัติ ผ่านการเข้าใจศิลปะ “หนามยอก เอาหนามบ่ง”
  • เราจะ “รวบรัด” การปฏิบัติ ผ่าน “กุญแจดอกเดียว”
  • เราจะ “เป็นกลาง” ได้ ผ่านการฝึกเป็น “กระจกเงา” ที่สะท้อนทั้ง “นางฟ้า” และ “ปีศาจ”
  • เราจะ “ตัด” ทุกข์ได้ทันท่วงที ผ่านการฝึก “เซอร์กิตเบรกเกอร์”
  • เราจะ “เยียวยา” ตัวเองเป็น ผ่านการ “ไม่ยิง” “ลูกศรดอกที่สอง”
  • เราจะ “ไม่ทุกข์” กับอารมณ์ ผ่านการมองมันเป็น “แขก” ที่แวะมา
  • เราจะ “พ้น” จากกับดัก ผ่านการ “วาง” “การแบกแพ”
  • และเราจะเป็นอิสระ ผ่านการเปลี่ยนจาก “สปอตไลท์” (การจ้อง) มาเป็น “ท้องฟ้า” (การอนุญาต)

คุณค่าที่แท้จริงของมัน คือ “ความซื่อสัตย์” ครับ ผมไม่ได้เขียนในฐานะ “ผู้รู้” แต่เขียนในฐานะ “ผู้หลง” ผมสารภาพถึง “ความอับอาย” และ “ความล้มเหลว” ของตัวเองในหนังสือเล่มนี้ เพื่อให้เพื่อนๆ รู้สึกว่า ท่านไม่ได้ “ล้มเหลว” อยู่คนเดียว


💌 คำเชิญ: ท่านพร้อมจะ “สร้าง” และ “วาง” แพ แล้วหรือยัง?

เพื่อนๆ ครับ “แผนที่” ได้ถูกกางออกแล้ว แต่ “แผนที่ ไม่ใช่ การเดินทาง” การอ่านหนังสือเล่มนี้จนจบ ไม่ได้ทำให้เราพ้นทุกข์

“แผนที่” ให้ได้แค่ “ทิศทาง” หรือ “สัมมาทิฏฐิ” “การเดินทาง” เพื่อนๆ ต้อง “เดินเอง”

ผมขอเพียงสิ่งเดียวจากท่านผู้อ่านครับ “ขอเพียงท่านผู้อ่าน ‘ซื่อสัตย์’ ต่อสภาวะของตนเอง”

  • หากท่านยัง “ไหล” (เหมือนบทที่ 1) ขอจงกล้าหาญที่จะ “สร้างแพ” ขอจงใช้ “รู้หนอ” (ภาคแรก) สร้างแพให้แข็งแรง อย่าเพิ่งข้ามขั้นไป “รู้เฉยๆ”
  • และเมื่อใดที่ท่าน “ติด” (เหมือนบทที่ 9) เมื่อใดที่ท่านรู้สึก “หนัก” กับการปฏิบัติ ขอจงกล้าหาญที่จะ “วาง” แพ นั้นลง แล้วก้าวสู่ “รู้เฉยๆ” (ภาคหลัง)

หนังสือเล่มนี้เป็น “หนังสือฟรี” (e-book) จำนวน 119 หน้า มันคือเสียงกระซิบจากเพื่อน ที่หวังเพียงว่า “จะช่วยสะกิดเตือน ในวินาทีที่ท่านกำลังจะหลง… ในวินาทีที่ท่านกำลังจะยิงลูกศรดอกที่สอง… ในวินาทีที่ท่านกำลังเพลินกับการแบกแพ”

ขอให้การเดินทางครั้งนี้ นำพาเราไปสู่ความว่างเบา ที่ปราศจาก “ผู้แบก” สิ่งใดไว้เลย

ด้วยมิตรภาพในธรรม พิพัฒน์ธรรม


[สำหรับท่านที่สนใจ “แผนที่” ฉบับเต็ม สามารถดาวน์โหลดหนังสือ “รู้หนอ…รู้เฉยๆ” (ฉบับ E-Book) ได้ฟรี ที่นี่ (Link)]

ใส่ความเห็น