“สัมมาญาณ”: ไขแผนที่สู่ “อิสรภาพ” ที่ซ่อนอยู่ในจิตของเรา

ตลอดการเดินทางบนเส้นทางธรรมของพวกเรา โดยเฉพาะในฐานะฆราวาสผู้ยังมีภาระมากในโลกปัจจุบัน เราต่างเคยเผชิญกับคำถามเดียวกันครั้งแล้วครั้งเล่า เราสวดมนต์ เรานั่งสมาธิ เราพยายาม “ทำ” ความเพียร เราพยายาม “ละ” กิเลส แต่เหตุใด… เราจึงยังทุกข์?

เหตุใดเราจึงรู้สึกเหมือนกำลังวิ่งวนอยู่ในอ่าง ยิ่งพยายาม “ทำ” ก็ยิ่ง “เกร็ง” ยิ่งพยายาม “บังคับ” จิตก็ยิ่ง “ดิ้นรน” เราติดอยู่ในโลกที่วุ่นวายภายนอก และยังต้องต่อสู้กับสงครามที่วุ่นวายภายใน เราเสพติด “การทำ” จนลืมไปว่าหัวใจที่แท้จริงของการปฏิบัตินั้น อาจไม่ใช่ “การทำ” เลยแม้แต่น้อย

เรามัวแต่ “หลง” อยู่ในโลกของความคิดปรุงแต่ง หรือ สังขาร เราเปรียบเหมือนผู้ชมภาพยนตร์ที่ลืมตัวเอง กระโดดเข้าไปเป็นนักแสดงในเรื่องราวนั้นเสียเอง เราหัวเราะ เราเศร้าโศก เราโกรธแค้น ไปตามเรื่องราวที่จิตมันปรุงแต่งขึ้นมา

เราจะ “ตื่น” จากความฝันนี้ได้อย่างไร?

ด้วยความทุรนทุรายและความสงสัยในฐานะผู้ร่วมเดินทางคนหนึ่งนี้เอง ที่เป็นแรงผลักดันให้ผมรจนาหนังสือธรรมทานเล่มเล็กๆ เล่มนี้ขึ้นมา ในชื่อ “สัมมาญาณ: อริยสัจจ์แห่งจิต”

หนังสือเล่มนี้ ไม่ได้ถูกเขียนขึ้นจากมุมมองของครูผู้สอน แต่ถูกเขียนขึ้นจากหัวใจของผู้เรียน ผู้ที่พยายามถอดรหัส “แผนที่” อันประเสริฐที่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ทรงค้นพบ และได้รับความเมตตาชี้ทางลัดอันตรงที่สุด จากพ่อแม่ครูอาจารย์ในยุคปัจจุบัน โดยเฉพาะองค์หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชโช

วันนี้ ผมจึงอยากจะมาเล่าให้ท่านฟังครับ ว่าแผนที่เล่มนี้มีความน่าสนใจอย่างไร มันจะพาเราไปพบกับอะไร และมันอาจจะเป็น “กุญแจ” ดอกสำคัญ ที่จะไขประตูบานที่ท่านกำลังติดขัดอยู่ก็เป็นได้

ความน่าสนใจ: นี่คือหนังสือสำหรับ “นักทำ” ที่อยาก “หยุดทำ”

ความพิเศษของหนังสือเล่มนี้ ไม่ได้อยู่ที่การนำเสนอวิธีการ “ทำ” สมาธิที่ซับซ้อน แต่คือการ “ปฏิวัติ” ความเข้าใจของเราใหม่ทั้งหมด มันคือการเดินทางที่ “ทวนกระแส” ทวนกระแสความเคยชินที่เราถูกสอนให้ “ทำ” มาทั้งชีวิต

หัวใจของหนังสือเล่มนี้ คือการชี้ให้เราเห็น “ศัตรู” ที่แท้จริง ศัตรูที่ไม่ได้อยู่ข้างนอก ไม่ใช่ความโกรธ ไม่ใช่ความฟุ้งซ่าน แต่คือ “ผู้ทำ” ที่อยู่ข้างใน คือ “อัตตา” ที่คอยบงการเราอยู่ทุกขณะ

ผมได้อุปมาอุปสรรคตัวฉกาจนี้ว่า “ผู้จัดการจอมยุ่ง” (The Fussy Manager)

ลองจินตนาการว่า “บริษัทชีวิต” ของเรา มีผู้จัดการคนหนึ่งที่ถือกำเนิดมาจากอวิชชา เขามีความเชื่อฝังหัวว่า “ถ้าฉันไม่จัดการ บริษัทนี้จะล่มสลาย” ดังนั้น ตลอด 24 ชั่วโมง เขาจึงวิ่งวุ่น เมื่อ “ทุกข์” เกิด เขาก็จะรีบ “จัดการ” เพื่อกำจัดมัน เมื่อ “สุข” เกิด เขาก็จะรีบ “จัดการ” เพื่อกักตุนมัน แม้แต่ตอน “เฉยๆ” เขาก็ยัง “จัดการ” ด้วยการไปหาเรื่องมาคิด เพราะเขากลัวความว่างงาน

ผู้จัดการคนนี้ คือคนที่ “เสพติดการทำ” เขาป่วย เขาเสพติดการกระทำเพื่อยืนยันการมีอยู่ของตัวเอง เขาถูกขับเคลื่อนด้วย “ความกลัว” (กลัวสูญสลาย, กลัวทุกข์, กลัวเสียสุข) และถูกหล่อเลี้ยงด้วย “ตัณหา” (ความอยากเป็น และ อยากไม่เป็น)

เมื่อเรามาปฏิบัติธรรม เราประกาศนโยบายใหม่ว่า “แค่รู้” ท่านคิดว่าผู้จัดการที่บ้างานคนนี้จะยอมหรือครับ? เขายอมไม่ได้!

และนี่คือแผนซ้อนแผนที่อันตรายที่สุด: เมื่อเขาจัดการกิเลสไม่ได้ เขาก็หันมา “จัดการการปฏิบัติ” ของเราแทน!

เขาแปลงร่างเป็น “นักภาวนาจอมยุ่ง” คอยตรวจสอบว่า “นี่ถูกหรือยัง?” คอย “เกร็ง” เพื่อให้สงบ คอย “หงุดหงิด” เมื่อไม่ได้ผล

หนังสือเล่มนี้ จะพาเราไปรู้จักหน้าตาของเขา และชี้ให้เห็น “กุญแจ” ดอกเดียวที่จะเอาชนะเขาได้ กุญแจดอกนั้นไม่ใช่การ “สู้” กับเขา ไม่ใช่การ “ห้ามเผลอ” เพราะนั่นก็คือการที่เขากำลัง “ทำ” อีก

แต่กุญแจดอกนั้นคือ เมื่อ “เผลอทำ” ก็ “รู้ว่าเผลอ”

นี่คือการพลิกกระดานจากการ “ดึงเชือกชักเย่อ” มาเป็นการ “ปล่อยเชือก” ด้วยการหันกลับมารู้ทัน “อาการที่กำลังดึง” นี่คือการใช้ “แสงไฟ” (สติ) ส่องไปที่ “ขโมย” (ผู้จัดการ) ทันทีที่ไฟสว่าง ขโมยก็จะหายไปเอง เราไม่จำเป็นต้องไปไล่ตีเขา

นี่คือความน่าสนใจของหนังสือเล่มนี้ครับ มันคือการเดินทางเพื่อ “รู้ทัน” ผู้จัดการ ไม่ใช่การ “เป็น” ผู้จัดการที่เก่งขึ้น

สรุปเนื้อหาสำคัญ: แผนที่ 5 ภาค สู่ “ความเป็นหนึ่ง”

หนังสือ “สัมมาญาณ” ได้ถูกรจนาขึ้นเพื่อเป็น “แผนที่” นำทาง โดยแบ่งการเดินทางออกเป็น 5 ภาค ต่อเนื่องกัน จากการสร้างฐาน สู่การเห็นความจริง จนถึงการสลายคืนสู่ความเป็นหนึ่ง

ภาคที่ 1: สร้างฐานทัพ (บทที่ 1-4)

เราเริ่มต้นด้วยการปักหมุดหมายที่ถูกต้อง ตามคำสอนของหลวงปู่ดูลย์ อตุโล ว่า “ธรรมะทั้งปวงนั้น ล้วนอยู่ที่จิตของเรานี้เอง” นี่คือ “อริยสัจจ์แห่งจิต” ทุกข์เกิดที่จิต เหตุเกิดที่จิต การดับเกิดที่จิต และมรรคก็คือการเฝ้าดูจิต

ก่อนจะดูจิต เราต้องรู้ก่อนว่าเรา “หลง” อยู่ในอะไร เราหลงอยู่ใน “โลกแห่งสังขาร” หรือโลกแห่งความคิดปรุงแต่ง ผมได้อุปมาสภาวะนี้เหมือนการที่เรานั่งอยู่ใน “โรงภาพยนตร์” เราอินไปกับหนังจนลืมตัว เราไม่ได้อยู่กับความจริง (ปรมัตถ์) แต่เราอยู่กับเรื่องราว (บัญญัติ) ที่จิตสร้างขึ้น

เมื่อรู้ว่าหลง เราจึงต้องสร้าง “ฐานทัพ” เพื่อใช้เป็น “ที่นั่ง” ในการชมภาพยนตร์ เครื่องมือสร้างฐานทัพนั้นคือ “สติปัฏฐาน 4” เราเริ่มจาก “กาย” (ฐานรากที่มั่นคง) ไปสู่ “เวทนา” (กำแพงกั้นตัณหา) และ “จิต” (หอสังเกตการณ์)

เมื่อฐานทัพมั่นคง ผลลัพธ์อันอัศจรรย์จะเกิดขึ้น คือการกำเนิด “สภาวะของคู่” คือการที่ “จิตผู้รู้” (The Knower) ได้แยกตัวออกมาจาก “สิ่งที่ถูกรู้” (The Known) เปรียบเหมือน “น้ำที่ใส” แยกตัวจาก “ตะกอนที่นอนก้น” นี่คือจุดชมวิวที่งดงาม

ภาคที่ 2: หัวใจแห่งมรรค (บทที่ 5-8)

นี่คือภาคที่อันตรายที่สุด เพราะจุดชมวิวที่งดงามนั้น คือ “กับดัก” เราหลงรัก “ผู้รู้” เรายึดมั่นว่าผู้รู้ที่สงบนิ่งนี้ คือ “อัตตาที่บริสุทธิ์” นี่คือ “กรงทอง” ที่ผู้จัดการจอมยุ่งได้แปลงร่างเป็น “ฤๅษี” แล้วเข้าไปยึดครอง

ทางออกจากกรงนี้ คือคำสอนอันเป็นหัวใจของหลวงพ่อปราโมทย์ นั่นคือ “แค่รู้” มันคือการปฏิบัติที่ “ทวนกระแส” คือการฝึกที่จะ “ไม่ทำ” ไม่เพ่ง ไม่บังคับ ไม่คิดวิเคราะห์ แต่คือการ “รู้ซื่อๆ” เหมือนตาที่แค่เห็น

และดังที่กล่าวไปแล้ว อุปสรรคคือ “ผู้จัดการจอมยุ่ง” ผู้ “เสพติดการทำ” ทางแก้จึงมีเพียงหนึ่งเดียว คือกุญแจสำคัญ: “เมื่อ ‘เผลอทำ’ ก็ ‘รู้ว่าเผลอ’” นี่คือการ “เปิดไฟ” ไล่ขโมย คือการเจริญมรรคที่แท้จริง

ภาคที่ 3: รอยต่อสู่สัมมาญาณ (บทที่ 9-13)

ภาคนี้คือจุดเปลี่ยน จาก “โลกียะ” สู่ “โลกุตระ” เราจะใช้กุญแจ (การรู้ทัน) มาไขกรงทอง (ผู้รู้)

ผมได้อุปมาว่า “ผู้รู้” (จิต) เปรียบเหมือน “ดวงตา” (The Eye) ที่เห็นทุกสิ่ง แต่ “ไม่สามารถเห็นตัวเอง” การที่เรา “เผลอแล้วรู้” ซ้ำๆ ก็คือการ “ขัดกระจก” (Polishing the Mirror)

จนเมื่อกระจกใสพอ ปัญญาจะเกิดขึ้นเอง กระจกเงาจะถูกยกขึ้นตรงหน้าดวงตา วินาทีที่ “ดวงตาเห็นดวงตา” วินาทีที่ “จิตเห็นจิต” สภาวะการเห็นในกระจกนั้น คือ “สัมมาญาณ”

นี่คือสภาวะ “อ้อ” (The “Aha” Moment) คือวินาทีที่ “ผู้รู้” (ประธาน) ถูกพลิกสถานะ กลายเป็น “สิ่งที่ถูกรู้” (กรรม) ผู้จัดการที่นั่งบนบัลลังก์ ถูกเปิดโปงว่าเป็น “ของปลอม”

การเห็นครั้งแรกนี้ แม้เพียงชั่วขณะ แต่มันคือ “การชิมน้ำผึ้ง” ที่ทำลาย “ภูเขาแห่งความสงสัย” (วิจิกิจฉา) จนเกิด “อจลศรัทธา” (ศรัทธาที่ไม่สั่นคลอน) มันคือการ “ถอนราก” สักกายทิฏฐิ (ความเห็นผิดว่ามีตัวตน) และ สีลัพพตปรามาส (การยึดมั่นในรูปแบบ)

ณ จุดนี้ นักภาวนาได้ก้าวสู่ความเป็น “พระโสดาบัน” ผู้ตกกระแสแล้ว

ภาคที่ 4: ญาณเห็นไตรลักษณ์ (บทที่ 14-16)

นี่คือ “งาน” ของพระโสดาบัน ท่านมีกระจก (สัมมาญาณ) แล้ว งานของท่านคือการใช้กระจกนี้ “ส่อง” ตะกอนที่ยังเหลืออยู่

ท่านส่อง เพื่อเห็นความจริง 3 ประการ หรือ “ไตรลักษณ์”

  1. ญาณเห็น “อนิจจัง” (ความไม่เที่ยง) : ท่าน “แค่รู้” ความโกรธที่ฟุ้งขึ้น หรือความสุขที่ปรากฏ และ “เห็น” มันเกิดขึ้น ตั้งอยู่ และ “ดับไป” ต่อหน้าต่อตา ไม่ใช่การคิด แต่คือการเห็น
  2. ญาณเห็น “ทุกขัง” (ความเป็นภาระ) : เมื่อเห็นว่าไม่เที่ยง ปัญญาจะลึกขึ้นไปอีก ท่านจะ “เห็น” ว่า ไอ้สิ่งที่มันไม่เที่ยงนี้ มัน “พึ่งพิงไม่ได้” การต้องคอย “ประคอง” ความสุข หรือการต้อง “ผลักไส” ความทุกข์ มันคือ “ภาระ” มันคือความบีบคั้น
  3. ญาณเห็น “อนัตตา” (ความบังคับบัญชาไม่ได้) : นี่คือบทสรุป เมื่อมัน “ไม่เที่ยง” และมัน “เป็นภาระ” มันก็ย่อม “บังคับบัญชาไม่ได้” เราสั่งไม่ให้โกรธไม่ได้ สั่งให้สุขตลอดไปก็ไม่ได้ แม้แต่ “จิตผู้รู้” เอง ก็ยังสั่งไม่ได้ เมื่อปัญญาเห็นเช่นนี้ “ผู้จัดการ” จึง “ยอมจำนน” (Surrender) เพราะเห็นแล้วว่า “การควบคุมไม่มีอยู่จริง”

ภาคที่ 5: สู่ความเป็นหนึ่ง (บทที่ 17-20)

นี่คือภาคสุดท้าย ว่าด้วยการชำระล้างตะกอนที่เหลือ “งานของพระโสดาบัน” (บทที่ 17) คือการใช้ญาณเผาตะกอนที่ยังเหลืออยู่ คือ “กามราคะ” (ความยินดีในกาม) และ “ปฏิฆะ” (ความขัดเคืองใจ) (กรณีศึกษาเรื่อง “ความฝัน” ได้ถูกอธิบายไว้ในบทนี้ ว่ามันคือ “รายงาน” ของตะกอนกามราคะที่ยังเหลืออยู่ ไม่ใช่ความล้มเหลว )

เมื่อท่านทำงานนี้ (แค่รู้กิเลสที่เกิด) จนตะกอนสองก้อนนี้ “เบาบาง” ท่านคือ “พระสกทาคามี” และเมื่อท่านทำต่อไปจนมัน “สิ้นเชื้อ” ท่านคือ “พระอนาคามี” (ผู้ไม่กลับมา)

แต่งานยังไม่จบ! พระอนาคามียังติดอยู่ใน “กรงขังสุดท้าย” ที่ประณีตที่สุด ผมอุปมามันคือ “ฟองไข่แห่งจิต” (The Eggshell of the Citta) ท่านยังยึดมั่นใน “ภพ” ที่สงบ (รูปราคะ, อรูปราคะ) ยังมี “อัตตา” ที่ละเอียดที่สุดคือ “มานะ” (ฉันเป็นผู้รู้)

ภารกิจสุดท้าย คือการ “สลายฟองไข่” ด้วยอาวุธเดิม คือ “สัมมาญาณ” ท่านต้องหันกระจกกลับมา “ส่อง” ความสงบ “ส่อง” ตัวผู้รู้ “ส่อง” ความเป็นฉัน จนเห็นไตรลักษณ์ในฟองไข่นั้นเอง

เมื่อปัญญาเห็นแจ้ง จนเกิด “นิพพิทา” (เบื่อหน่ายในภพ) และ “วิราคะ” (คลายกำหนัดในภพ) จิตก็จะ “ปล่อย” การยึดมั่นในอัตตาก้อนสุดท้าย ฟองไข่แตกสลาย ผู้จัดการจอมยุ่ง “สลายตัว”

และบทสรุปสุดท้าย (บทที่ 20) คือ “สู่ความเป็นหนึ่ง” (Oneness)

นี่ไม่ใช่ “การรวมเป็นหนึ่ง” (Merging) แต่คือ “การสิ้นสุดของความเป็นสอง” (อทฺวย) เมื่อ “ผู้รู้” (ประธาน) สลาย “สิ่งที่ถูกรู้” (กรรม) ก็ไม่มี การต่อสู้ระหว่าง ฉัน กับ โลก ได้ยุติลง

เหลือเพียง “ธรรมชาติ” ที่ไร้ผู้ครอบครอง เหลือเพียง “กิริยา” ที่บริสุทธิ์ เมื่อเห็น ก็ “สักว่าเห็น” เมื่อได้ยิน ก็ “สักว่าได้ยิน”

นี่คือ “วิมุตติ” คืออิสรภาพที่แท้จริง

คุณค่าและวรรณศิลป์: แผนที่ ที่มาพร้อม “ภาพประกอบ” ทางใจ

กัลยาณมิตรครับ ธรรมะของพระพุทธองค์นั้นลึกซึ้ง และสภาวะแห่งจิตนั้นก็ประณีต การอธิบายสิ่งเหล่านี้ด้วยภาษาที่เป็นเพียงบัญญัติจึงเป็นเรื่องที่ยากยิ่ง

ในฐานะผู้รจนา ผมจึงตั้งใจใช้ “วรรณศิลป์” หรือ “อุปมาอุปไมย” เพื่อเป็น “ภาพประกอบ” ทางใจ ให้ท่านผู้อ่านสามารถ “รู้สึก” และ “จับต้อง” สภาวะที่นามธรรมเหล่านั้นได้

  • เราใช้ “อุปมาโรงภาพยนตร์” เพื่อให้เราตระหนักว่าเรา “หลง” เข้าไปในโลกแห่งสังขารได้อย่างไร
  • เราใช้ “อุปมาผู้จัดการจอมยุ่ง” เพื่อสร้างตัวตนที่ชัดเจนให้กับ “อัตตา” หรือ “ผู้ทำ” ทำให้เราจับ “อาการ” ของเขาได้ง่ายขึ้น ว่าเขา “เสพติดการทำ” และ “กลัว” การแค่รู้
  • เราใช้ “อุปมากระจกเงา” เพื่ออธิบายจุดเปลี่ยนที่สำคัญที่สุด คือ “สัมมาญาณ” มันทำให้เราเห็นความแตกต่างระหว่าง “ดวงตา” (ผู้รู้) ที่มองไม่เห็นตัวเอง กับ “กระจก” (ปัญญา) ที่สะท้อนให้ดวงตาเห็นตัวเอง
  • และเราใช้ “อุปมาฟองไข่” เพื่ออธิบาย “กรงขังสุดท้าย” ที่ประณีตที่สุดของพระอนาคามี ภพที่ห่อหุ้มจิตไว้ และภารกิจสุดท้ายคือการ “จิก” เปลือกไข่นั้นจากภายใน

คุณค่าของหนังสือเล่มนี้ จึงไม่ได้อยู่ที่ความเป็นเลิศทางวิชาการ แต่อยู่ที่การเป็น “แผนที่” สำหรับฆราวาส ผู้ร่วมเดินทาง ที่จะนำทางเราให้ “หยุดทำ” และหันกลับมา “รู้ทันผู้ทำ” จนกระทั่ง “ผู้ทำ” สลายไป

เชิญชวนเริ่มต้นการเดินทาง

เพื่อนผู้ปฏิบัติธรรมครับ หากท่านคือคนหนึ่งที่กำลัง “เหนื่อย” กับการ “ทำ” หากท่านคือคนหนึ่งที่ “ติด” อยู่ในความสงบแต่ก็ยังไม่พ้นทุกข์ หากท่านคือคนหนึ่งที่ “สงสัย” ว่าหนทางที่แท้จริงนั้นอยู่ที่ใด

ผมขอเชิญชวนท่าน ให้ลองเปิด “แผนที่” เล่มนี้ดูครับ

หนังสือ “สัมมาญาณ: อริยสัจจ์แห่งจิต” เล่มนี้ เป็นหนังสือธรรมทาน ที่ผมและทีมงาน ตั้งใจรวบรวมเรียบเรียงขึ้น เพื่อเป็นประทีปส่องทางให้กับพวกเรา

ผมหวังว่าแผนที่เล่มนี้ จะช่วยให้ท่านได้ค้นพบ “ผู้จัดการจอมยุ่ง” ในตัวท่านเอง ได้พบ “กุญแจ” ที่จะรู้ทันเขา ได้สร้าง “กระจกเงา” ที่จะส่องเห็นความจริง และในที่สุด ได้ “สลายฟองไข่” ที่ห่อหุ้มจิตของท่านไว้ เพื่อที่เราจะได้กลับคืนสู่อิสรภาพ อันเป็น “ความเป็นหนึ่ง” ร่วมกัน

ขอเชิญท่านผู้อ่าน ค่อยๆ พลิกหน้ากระดาษแห่งจิต เพื่อเริ่มต้นการเดินทางอันประเสริฐที่สุด คือการเดินทางกลับมา “รู้จัก” จิตของตนเอง

ท่านสามารถดาวน์โหลดฉบับเต็ม (e-book) ได้ฟรี <จาก Link นี้>

ใส่ความเห็น