ธรรมะสวัสดี ครับ กัลยาณมิตรนักอ่านผู้เปี่ยมด้วยศรัทธาและปัญญาทุกท่าน
ผม “พิพัฒน์ธรรม” รู้สึกเป็นเกียรติและยินดีอย่างยิ่ง ที่ได้มีโอกาสมาทักทายทุกท่านอีกครั้งผ่านบทความนี้ เราต่างเดินทางอยู่บนโลกใบเดียวกัน โลกที่เต็มไปด้วยความผันผวน ความไม่แน่นอน และสิ่งที่เรียกว่า “ปัญหา”
ในชีวิตของปุถุชนคนทั่วไป ไม่มีใครปรารถนาปัญหา เรามักมองมันเป็นศัตรู เป็นสิ่งเลวร้ายที่ต้องรีบกำจัด เมื่อมันเกิดขึ้น เราดิ้นรน เราทุกข์ร้อน เรากังวล และบ่อยครั้งที่เราพยายาม “แก้ปัญหา” ด้วยวิธีที่กลับสร้างปัญหาใหม่ที่ใหญ่กว่าเดิม เราพยายามดับไฟ ด้วยการสาดน้ำมันเชื้อเพลิงแห่ง “กิเลส” เข้าไป
เราแก้ปัญหาการเงินด้วย “ความโลภ” ผลคือหนี้สินที่พอกพูน เราแก้ปัญหาความสัมพันธ์ด้วย “ความโกรธ” ผลคือความสัมพันธ์ที่แตกหัก เราแก้ปัญหาการงานด้วย “อัตตา” ผลคือการปกป้องตัวเองและโทษผู้อื่น เราแก้ปัญหาสุขภาพด้วย “ความกลัว” ผลคือจิตใจที่บอบช้ำและสิ้นหวัง
นี่คือการเผชิญหน้ากับ “ลูกศรดอกที่หนึ่ง” ด้วยการระดมยิง “ลูกศรดอกที่สอง” ใส่ตัวเองอย่างบ้าคลั่ง โลกจึงเต็มไปด้วยความวุ่นวาย เพราะเราต่างแก้ปัญหาด้วย “ใจที่ไม่ปกติ”
แต่จะเป็นอย่างไร… หากเรามี “เครื่องมือ” ชิ้นใหม่ จะเป็นอย่างไร… หากเราเปลี่ยน “ใจ” ที่ใช้ในการมองปัญหา
ในหนังสือเล่มก่อนของผม “ปฏิบัติธรรมด้วยความเป็นธรรมดา” เราได้ร่วมกันค้นพบและ “สร้าง” เครื่องมืออันประเสริฐที่สุด นั่นคือ “ใจที่ธรรมดา” เราได้ทลาย “กับดักแห่งความพิเศษ” และกลับคืนสู่ความปกติอันเป็นธรรมชาติของจิตใจ เราได้ฝึกฝนจนใจดวงนี้ “ตื่นรู้” “เป็นกลาง” “ตั้งมั่น” “สะอาด” และ “เบาสบาย” มันไม่พองเมื่อถูกสรรเสริญ และไม่แฟบเมื่อถูกนินทา
บัดนี้ “ใจที่ธรรมดา” ดวงนี้ ได้ถูกลับคมจนพร้อมแล้ว
คำถามสำคัญจึงเกิดขึ้น… “เมื่อเรามีใจที่ธรรมดาแล้ว เราจะใช้มันแก้ปัญหาต่างๆ ในโลกที่เรายังต้องดำรงอยู่นี้ได้อย่างไร?”
นี่คือ “จุดประสงค์” อันเป็นหัวใจของหนังสือเล่มใหม่ของผม “ปัญหาแก้ได้ ด้วยใจที่ธรรมดา”
ความน่าสนใจของหนังสือ: เมื่อ “ปัญหา” ไม่ใช่ “ศัตรู” อีกต่อไป
ความพิเศษของหนังสือเล่มนี้ ไม่ได้อยู่ที่การมอบ “สูตรสำเร็จ” วิเศษในการทำให้ปัญหาหายไปจากโลก เพราะนั่นเป็นไปไม่ได้ แต่คุณค่าของมันอยู่ที่การมอบ “กระบวนทัศน์” (Paradigm Shift) และ “กระบวนการ” (Process) ที่จะเปลี่ยนความสัมพันธ์ระหว่าง “เรา” กับ “ปัญหา” ไปตลอดกาล
หนังสือเล่มนี้จะพาท่านเดินทางไปพบว่า “ปัญหา” มิใช่ “ศัตรู” ที่เราต้องหลีกหนี หากแต่เป็น “ธรรมะ” ที่แท้จริง เป็น “กัลยาณมิตร” เป็น “ครู” และเป็น “แบบฝึกหัด” ที่รอให้เราเข้าไปเรียนรู้
ทุกปัญหาที่เกิดขึ้นในชีวิต ล้วนเป็น “โอกาสทอง” ที่จะให้เราได้นำ “ใจที่ธรรมดา” ที่เราฝึกฝนมา ไปทดสอบความมั่นคงของจิต และบ่มเพาะ “ปัญญา” ให้แก่กล้ายิ่งขึ้น
“ปัญหาแก้ได้ ด้วยใจที่ธรรมดา” คือคู่มือที่จะสอนให้เรา “จัดการปัญหา” อย่างมีสติและปัญญา ไม่ใช่แค่ “อยู่กับปัญหา” ด้วยใจที่นิ่งเฉย เราจะเรียนรู้วิธี “หยุด” การยิงลูกศรดอกที่สองใส่ตนเอง และใช้ปัญญาในการวิเคราะห์ “ลูกศรดอกที่หนึ่ง” นั้นตามความเป็นจริง เพื่อหาทางออกที่มีประสิทธิภาพและยั่งยืนที่สุด
สรุปเนื้อหาสำคัญ: “พิมพ์เขียว” แห่งการแก้ปัญหาด้วยปัญญา
การเดินทางในหนังสือเล่มนี้ ถูกร้อยเรียงอย่างเป็นระบบและเป็นขั้นตอน เพื่อให้ท่านสามารถนำไปปรับใช้ได้จริงในทุกสถานการณ์ของชีวิต ผมขอสรุปการเดินทางครั้งนี้ให้ท่านเห็นภาพโดยรวม ดังนี้ครับ
ส่วนที่ ๑: การวางรากฐานและเตรียมเครื่องมือ (บทที่ ๑-๒)
เราเริ่มต้นด้วยการปรับ “สัมมาทิฏฐิ” (ความเห็นที่ถูกต้อง) ต่อปัญหา
- เมื่อปัญหามิใช่ศัตรู (บทที่ ๑): เราจะมานิยาม “ปัญหา” กันใหม่ ว่ามันเป็นเพียง “ลูกศรดอกที่หนึ่ง” เป็นแค่ “ข้อเท็จจริง” (Facts) ที่เกิดขึ้น ส่วนความทุกข์ทรมานที่แท้จริงคือ “ลูกศรดอกที่สอง” ซึ่งเป็น “ความคิดปรุงแต่ง” ที่เราสร้างขึ้นมาเอง เราจะมาดูกันว่า ทำไม “ใจที่ธรรมดา” ที่ปราศจากกิเลส (โลภะ โทสะ โมหะ) จึงเป็นเครื่องมือแก้ปัญหาที่ดีที่สุด เพราะมันปราศจากอคติ ทำให้เห็นปัญหาตามความเป็นจริง และเราจะเปลี่ยนมุมมองให้เห็นว่า “ปัญหาคือโอกาส” ในการฝึกสติและเจริญปัญญา
- หลักธรรมประยุกต์: เครื่องมือแห่งปัญญา (บทที่ ๒): เมื่อทัศนคติถูกต้องแล้ว เราจะมาเปิด “คลังแสงแห่งปัญญา” (Arsenal of Wisdom) ซึ่งเป็นหลักธรรมที่พระพุทธองค์ประทานไว้ให้ เราจะเรียนรู้การใช้เครื่องมือเหล่านี้ในเชิงปฏิบัติ:
- โยนิโสมนสิการ: การพิจารณาโดยแยบคาย เพื่อค้นหา “ต้นตอ” ที่แท้จริงของปัญหา ไม่ใช่แค่ “อาการ”
- อริยสัจ ๔: “พิมพ์เขียว” หรือ “แผนที่นำทาง” ที่สมบูรณ์แบบ ในการจัดการทุกข์ (ปัญหา) เราจะใช้มันเป็นกระบวนการ ๔ ขั้นตอน: ๑. รู้ชัดถึงปัญหา (ทุกข์), ๒. ค้นหาสาเหตุ (สมุทัย), ๓. กำหนดเป้าหมายที่ชัดเจน (นิโรธ), และ ๔. วางแผนลงมือทำ (มรรค)
- ไตรลักษณ์: การใช้ปัญญาเห็นว่าปัญหาทั้งปวงล้วน “ไม่เที่ยง” (อนิจจัง) , “ทนอยู่ในสภาพเดิมไม่ได้” (ทุกขัง) , และ “บังคับบัญชาไม่ได้” (อนัตตา) เพื่อคลายความยึดมั่นถือมั่นในตัวปัญหา
- พรหมวิหาร ๔: การใช้ เมตตา กรุณา มุทิตา และโดยเฉพาะ “อุเบกขา” (การวางใจเป็นกลาง) ในการเผชิญหน้ากับปัญหา โดยเฉพาะปัญหาที่เกี่ยวข้องกับผู้อื่น
- ปฏิจจสมุปบาท (เบื้องต้น): การเข้าใจ “สายโซ่แห่งเหตุปัจจัย” ว่า “สิ่งนี้มี เพราะสิ่งนั้นมี” เพื่อให้เราสามารถ “ตัดวงจร” ปัญหาได้ถูกจุด
ส่วนที่ ๒: กระบวนการเผชิญปัญหา (The Process) (บทที่ ๓-๖)
นี่คือหัวใจในภาคปฏิบัติ ว่าเมื่อปัญหาเกิดขึ้นตรงหน้า “วินาทีต่อวินาที” เราจะจัดการมันอย่างไร
- ขั้นตอนที่ ๑: การตั้งรับปัญหา “หยุด” และ “ดู” (บทที่ ๓): นี่คือขั้นตอนแรกและสำคัญที่สุด แทนที่จะ “โต้ตอบอัตโนมัติ” (Automatic Reaction) ด้วยกิเลส “ใจที่ธรรมดา” ที่มีสติ จะ “หยุด” (Pause) การปรุงแต่งและความคิดที่พลุ่งพล่าน การ “หยุด” นี้เป็นการ “สร้างช่องว่าง” (Space) ระหว่างลูกศรดอกที่หนึ่งและสอง จากนั้น เราจะใช้ “ผู้เฝ้าดู” (The Watcher) ในการ “ดู” (Observe) ปัญหานั้นอย่างเป็นกลาง แยกแยะ “ข้อเท็จจริง” (Facts) ออกจาก “ความคิดเห็น” (Opinions/Emotions) โดยไม่ตัดสิน (Non-judgmental)
- ขั้นตอนที่ ๒: ดึงข้อมูลด้วย “สติปัฏฐาน ๔” (บทที่ ๔): เมื่อใจสงบและเป็นกลางแล้ว เราจะใช้ “สติปัฏฐาน ๔” เป็นเครื่องมือวิเคราะห์ปัญหา (Diagnostic Tool) ที่ดีที่สุด เพื่อ “ดึงข้อมูล” (Data Gathering) ของปัญหาให้ครบทุกมิติ:
- กายานุปัสสนา (กาย): ดึงข้อมูลทางกายภาพและวัตถุ “เกิดอะไรขึ้น” (ข้อเท็จจริงภายนอก) และ “กายเราเป็นอย่างไร” (ปฏิกิริยาภายใน เช่น ใจสั่น มือเย็น)
- เวทนานุปัสสนา (เวทนา): ดึงข้อมูล “รสชาติ” ของปัญหา รู้ทันว่ามันเป็น ทุกขเวทนา (ไม่สบายใจ) , สุขเวทนา (โล่งใจ) , หรือ อทุกขมสุขเวทนา (เฉยๆ) การรู้ทันเวทนาคือการ “ตัดไฟ” ก่อนที่มันจะกลายเป็นอารมณ์
- จิตตานุปัสสนา (จิต): ดึงข้อมูลอารมณ์และสภาพจิต หากตัดเวทนาไม่ทัน มันจะกลายเป็น “จิตมีโทสะ” (โกรธ) , “จิตมีโมหะ” (กังวล ฟุ้งซ่าน) ผู้เฝ้าดูจะ “รู้ทัน” ก้อนเมฆแห่งอารมณ์เหล่านี้ โดยไม่เข้าไปเป็นมัน
- ธรรมานุปัสสนา (ธรรม): ดึงข้อมูล “โครงสร้าง” และ “แบบแผน” ของปัญหา วิเคราะห์เหตุปัจจัย (ปฏิจจสมุปบาท) , วิเคราะห์กิเลสที่เลี้ยงปัญหา (เช่น มันเกิดจากโลภะหรือโทสะของเรา) , และวิเคราะห์ไตรลักษณ์
- ขั้นตอนที่ ๓: การตัดสินใจอย่างมีปัญญา (บทที่ ๕): เมื่อมี “แผนที่” ที่ชัดเจนจากสติปัฏฐาน ๔ แล้ว เราจะก้าวสู่การตัดสินใจเลือกทางเดิน การตัดสินใจของเราจะไม่ใช่การเลือกสิ่งที่ “ถูกใจ” แต่คือการเลือกสิ่งที่ “ถูกต้อง”
- ปราศจากอคติ ๔: ใจที่ธรรมดาจะเป็นอิสระจาก “ฉันทาคติ” (ลำเอียงเพราะรัก) , “โทสาคติ” (ลำเอียงเพราะชัง) , “โมหาคติ” (ลำเอียงเพราะหลง) , และ “ภยาคติ” (ลำเอียงเพราะกลัว) นี่คือ “การตัดสินใจที่บริสุทธิ์”
- ใช้สัปปุริสธรรม ๗ เป็นเข็มทิศ: เราจะใช้หลักของนักปราชญ์ในการตรวจสอบทางเลือก เช่น รู้จักเหตุ (ธัมมัญญุตา) , รู้จักผล/ประโยชน์ที่แท้จริง (อัตถัญญุตา) , รู้จักตน (อัตตัญญุตา) , และที่สำคัญคือ รู้จักกาลเวลาที่เหมาะสม (กาลัญญุตา)
- ความกล้าหาญทางจริยธรรม: บ่อยครั้งที่ “ทางที่ถูก” คือ “ทางที่ยาก” ใจที่ธรรมดาที่มีศีลและสมาธิเป็นกำลัง จะมีความกล้าหาญ (Courage) ที่จะเลือกทำในสิ่งที่ถูกต้อง แม้จะต้องฝืนกิเลสก็ตาม
- ขั้นตอนที่ ๔: การลงมือทำด้วยใจที่ธรรมดา (บทที่ ๖): เมื่อตัดสินใจแล้ว ก็ถึงเวลาลงมือเดิน
- สัมมาวาจา (การพูดชอบ): เราจะสื่อสารปัญหาด้วยการ พูดจริง , พูดไพเราะ , พูดมีประโยชน์ , และ พูดถูกกาลเทศะ นี่คือการแก้ปัญหาที่สร้างสรรค์ ไม่ทำลาย
- สัมมากัมมันตะ (การกระทำชอบ): การลงมือทำต้องไม่เบียดเบียนตนเองและผู้อื่น โดยยึดหลักศีล ๕
- สัมมาอาชีวะ (การเลี้ยงชีพชอบ): การจัดการปัญหาต้องตั้งอยู่บนความสุจริตและซื่อสัตย์
- หัวใจของการลงมือทำ: คือการยอมรับว่า เราควบคุม “เหตุ” (การกระทำของเรา) ได้ แต่เราไม่สามารถควบคุม “ผลลัพธ์” ได้ทั้งหมด ดังนั้น เมื่อเราทำเต็มที่แล้ว ไม่ว่าผลจะเป็นอย่างไร “ใจที่ธรรมดา” ของเราจะ “ไม่ทุกข์” เราจะยอมรับมันด้วย “อุเบกขา” (ความเป็นเช่นนั้นเอง)
ส่วนที่ ๓: การประยุกต์ใช้ในสมรภูมิจริง (บทที่ ๗-๙)
หนังสือเล่มนี้ไม่ได้หยุดแค่ทฤษฎี แต่จะพาท่านนำกระบวนการทั้งหมดไปใช้ใน ๓ สมรภูมิหลักของชีวิต:
- ปัญหาความสัมพันธ์ (บทที่ ๗): เราจะเรียนรู้ว่ารากเหง้าของปัญหาความสัมพันธ์คือ “อัตตา” (Ego) ของทั้งสองฝ่าย คือความคาดหวัง และการยึดติดความคิดตนเอง ทางแก้ที่ทรงพลังที่สุดคือการ “ฟังอย่างลึกซึ้ง” (Deep Listening) ด้วยใจที่ว่างเปล่า ไม่ตัดสิน และ “พูดด้วยเมตตาและกรุณา” เพื่อหาทางออกร่วมกัน
- ปัญหาการงานและการเงิน (บทที่ ๘): เราจะเปลี่ยนมุมมองว่า “การงานคือธรรมะ” คือ “สนามฝึกใจ” และใช้ “สัมมาอาชีวะ” (การเลี้ยงชีพชอบ) เป็นหลักประกันความมั่นคง นั่นคือ การหาทรัพย์โดยสุจริต และการ “ใช้จ่ายอย่างมีสติและพอเพียง” ไม่สร้างหนี้จากกิเลส และเราจะจัดการความกังวลทางการเงินด้วยการเห็น “อนิจจัง” และ “อนัตตา” (ทรัพย์สินไม่เที่ยงแท้และควบคุมไม่ได้)
- ปัญหาสุขภาพกายและใจ (บทที่ ๙): นี่คือบททดสอบที่ใกล้ตัวที่สุด เราทุกข์เพราะเรายึดมั่นว่า “กายนี้คือฉัน” เราจะใช้ “กายานุปัสสนา” เพื่อ “รู้” ความเจ็บปวด แต่ “ไม่เป็น” ผู้เจ็บปวด เราจะแยก “กายป่วย” ออกจาก “ใจ” เราจะรู้ทันเวทนา (ความเจ็บปวด) และรู้ทันจิต (ความกังวล ความกลัว) เป้าหมายคือ แม้ “กายจะป่วย แต่ใจไม่ป่วย”
ส่วนที่ ๔: ภูมิคุ้มกัน และบทสรุปแห่งปัญญา (บทที่ ๑๒-๑๔)
การเดินทางไม่ได้จบแค่การ “แก้” ปัญหา แต่คือการก้าวไปสู่การ “ป้องกัน” และการ “ยอมรับ” ความจริงสูงสุด
- การสร้างภูมิคุ้มกันปัญหา (บทที่ ๑๒): เราจะเปลี่ยนจากการ “ตั้งรับ” (Reactive) ไปสู่ “เชิงรุก” (Proactive) นี่คือ “ความไม่ประมาท” (อัปปมาทะ) เราจะใช้ “อิทธิบาท ๔” ในการสร้างเหตุที่ดี (เช่น ใช้วิริยะในการปิดช่องโหว่ , ใช้วิมังสาในการตรวจสอบความเสี่ยง ) และเราจะเรียนรู้จาก “แผลเก่า” หรือความผิดพลาดในอดีต ให้กลายเป็น “วัคซีน” (ปัญญา) โดยทบทวนอย่างเป็นกลาง ไม่ตัดสินโทษ
- ด่านสุดท้าย: เมื่อปัญหาแก้ไม่ได้ (บทที่ ๑๓): นี่คือด่านที่ท้าทายที่สุด เมื่อเราเจอสิ่งที่อยู่นอกเหนือการควบคุม เช่น ความเจ็บป่วยเรื้อรัง การสูญเสีย หรือความตาย “อัตตา” ของเราจะดิ้นรนและสร้างลูกศรดอกที่สองอย่างบ้าคลั่ง ณ จุดนี้เอง ที่ปัญญาขั้นสูงสุดคือ “อนัตตา” (การปล่อยวางการควบคุม) จะต้องถูกนำมาใช้ เมื่อเราทำหน้าที่ (มรรค) ของเราถึงที่สุดแล้ว เราจะเข้าสู่สภาวะ “ตถตา” (Tathatā) คือ “ความเป็นเช่นนั้นเอง” นี่ไม่ใช่การยอมแพ้แบบสิ้นหวัง แต่คือ “การยอมรับด้วยปัญญา” (Acceptance with Wisdom) เราจะสามารถอยู่กับปัญหานั้นด้วย “อุเบกขา” เรายังคง “ทำหน้าที่” แต่ “ไม่แบกด้วยใจ” เรา “ปวด” แต่ “ไม่ทุกข์” นี่คืออิสรภาพที่แท้จริง
- บทสรุปแห่งความเป็นธรรมดา (บทที่ ๑๔): ผมได้สรุปการเดินทางทั้งหมด ผ่านอุปมาของถ้วยชา “คินสึงิ” (Kintsugi) ชีวิตย่อมต้องพบกับ “รอยแตก” (ปัญหา) วิถีแห่งธรรมะคือการไม่ปกปิดรอยแตกนั้น แต่เราจะใช้ “ปัญญา” และ “เมตตา” เป็นดั่ง “ผงทองคำ” ประสานรอยแตกนั้น “ใจที่ธรรมดา” ของเราจึงเป็นดั่งถ้วยชาคินสึงิ ที่แม้จะผ่านการแตกสลาย แต่ก็กลับมา “แข็งแกร่ง” และ “งดงาม” ยิ่งกว่าเดิม รอยแตกนั้นไม่ได้กลายเป็นตำหนิ แต่กลายเป็น “ลวดลายแห่งปัญญา” นี่คือใจที่เปลี่ยน “ปัญหา” ให้กลายเป็น “ปัญญา” และเปลี่ยน “ความเจ็บปวด” ให้กลายเป็น “ความงดงาม”
คุณค่าของหนังสือ: วรรณศิลป์แห่งความธรรมดา สู่ปัญญาแห่งการหลุดพ้น
ในฐานะผู้เขียน ผม (พิพัฒน์ธรรม) ไม่ได้ตั้งใจให้หนังสือเล่มนี้เป็นตำราธรรมะที่สูงส่งหรือซับซ้อน แต่ตั้งใจให้มันเป็น “คู่มือ” ที่ผู้อ่านสามารถหยิบใช้ได้จริงในทุกขณะของชีวิต
ในเชิงวรรณศิลป์ ผมพยายามใช้ภาษาที่ “ธรรมดา” ที่สุด เพื่อสื่อสารถึงสภาวะธรรมที่ “ธรรมดา” แต่ลึกซึ้ง เราใช้การอุปมาอุปไมยที่ท่านคุ้นเคย ไม่ว่าจะเป็น “ลูกศรสองดอก” ที่เรายิงซ้ำทำร้ายตนเอง , “ผู้เฝ้าดู” ผู้เป็นกลาง , การต้อนรับ “แขกทั้งสามนามว่าเวทนา” , ไปจนถึงบทสรุปที่เป็นภาพของ “หัวใจคินสึงิ” (The Kintsugi Heart) ความงามของหนังสือเล่มนี้ จึงไม่ได้อยู่ที่ถ้อยคำที่หรูหรา แต่อยู่ที่ “ความจริง” ที่เรียบง่ายและทรงพลัง ซึ่งซ่อนอยู่ในการกระทำธรรมดาๆ ในชีวิตประจำวัน
คุณค่าที่แท้จริงของหนังสือเล่มนี้ คือการมอบ “อิสรภาพ” คืนให้กับท่าน อิสรภาพจากความทุกข์ที่เกิดจากการปรุงแต่ง อิสรภาพจากความกลัวต่อปัญหาที่ยังมาไม่ถึง และอิสรภาพในการ “เลือก” ที่จะตอบสนองต่อโลกด้วย “ปัญญา” ไม่ใช่ “กิเลส”
มันคือการเดินทางที่สมบูรณ์ จากการ “สร้าง” ใจที่ธรรมดาในเล่มแรก สู่การ “ใช้” ใจที่ธรรมดาในเล่มนี้
คำเชิญชวนสู่การเดินทาง… สู่ใจที่ธรรมดา
กัลยาณมิตรนักอ่านทุกท่านครับ
หากท่านกำลังรู้สึกเหนื่อยล้า… เหนื่อยล้ากับการวิ่งหนีปัญหา หากท่านกำลังรู้สึกเจ็บปวด… เจ็บปวดจากลูกศรดอกที่สองที่ท่านเผลอยิงใส่ตัวเองซ้ำๆ หากท่านกำลังแสวงหา “ทางออก” ที่ไม่ใช่แค่การแก้ปัญหาเฉพาะหน้า แต่คือ “สันติสุขที่ยั่งยืน”
ผมขอเรียนเชิญท่าน มาร่วมเดินทางในหนังสือ “ปัญหาแก้ได้ ด้วยใจที่ธรรมดา” เล่มนี้
นี่ไม่ใช่การเดินทางเพื่อไปแสวงหาสิ่งวิเศษนอกตัว แต่คือการเดินทาง “กลับบ้าน” กลับมาสู่ “ใจที่ธรรมดา” อันเป็นธรรมชาติที่แท้จริงของเรา เราจะเรียนรู้ที่จะ “ยิ้มรับ” ปัญหา ต้อนรับมันในฐานะ “ครู” และใช้มันเป็นเครื่องมือในการขัดเกลาจิตใจ จนกระทั่ง “ปัญหาภายนอก” ไม่สามารถสร้าง “ความทุกข์ภายในใจ” ของเราได้อีกต่อไป
เมื่อนั้น… แม้ท่านจะยังคงอยู่ท่ามกลางพายุแห่งปัญหา ท่านก็ได้บรรลุถึง “อิสรภาพ” และ “สันติสุข” ที่แท้จริงแล้ว
หนังสือเล่มนี้จัดทำขึ้นเพื่อเป็นธรรมทาน (หนังสือฟรี) ผมขอเชิญทุกท่านดาวน์โหลดฉบับเต็ม (e-book) จำนวน 97 หน้า ได้จาก Link ด้านล่างนี้ เพื่อเริ่มต้นการเดินทางอันล้ำค่านี้ไปด้วยกัน
ขอให้ทุกท่านจงเป็นผู้ที่สามารถ “แก้ปัญหาได้ ด้วยใจที่ธรรมดา” ตลอดไป
ธรรมะสวัสดีครับ
พิพัฒน์ธรรม




ใส่ความเห็น