เหนื่อยไหม… กับการ “ต้องพิเศษ” ? ค้นพบอิสรภาพที่ถูกลืม… ใน “ความธรรมดา” ที่คุณวิ่งหนี

สวัสดีครับ กัลยาณมิตรนักอ่านทุกท่าน

ผม “พิพัฒน์ธรรม” ครับ

ในห้วงเวลาที่โลกหมุนเร็วจนเราแทบตามไม่ทัน… ผมเชื่อว่าหลายท่านที่กำลังอ่านบทความนี้อยู่ อาจกำลังรู้สึกในแบบเดียวกัน…

เรารู้สึก “เหนื่อย” เรารู้สึก “ล้า” เรารู้สึก “หมดไฟ” (Burnout)

เราเหนื่อย… ไม่ใช่แค่จากการทำงานหนัก แต่เราเหนื่อยจากการ “แสวงหา” (Seeking Mode) เราถูกกระตุ้นตลอดเวลาให้ต้อง “เป็น” อะไรบางอย่างที่ “มากกว่า” ต้องเก่งกว่า รวยกว่า สวยงามกว่า หรือแม้กระทั่ง… ต้อง “มีความสุข” มากกว่าคนอื่น โลกยุคนี้ยกย่อง “ความพิเศษ” (Extraordinariness) จนกลายเป็นมาตรฐาน และผลักไส “ความธรรมดา” (Ordinariness) ให้กลายเป็นสิ่งไร้ค่า

เราต่างวิ่งไล่ล่า “ความสำเร็จ” ที่วัดค่าด้วยตัวเลขและแสงไฟ จนลืมไปว่าการ “ใช้ชีวิต” ที่แท้จริงนั้นหน้าตาเป็นอย่างไร

และเมื่อความเหนื่อยล้าทางโลกมันบีบคั้น… เราหลายคนก็หันหน้าเข้าหา “ธรรมะ”

แต่ผมอยากให้เราซื่อสัตย์กับตัวเองสักนิดเถิดครับ… ว่าเมื่อเราหันหน้าเข้าหาธรรมะ… เรากำลังนำเอา “โหมดแสวงหา” แบบเดียวกับทางโลกนั้น… ติดตัวเข้ามาในเส้นทางสายนี้ด้วยหรือไม่?

เรากำลังแสวงหา “ความพิเศษ” ทางจิตวิญญาณอยู่หรือเปล่า?

นี่คือคำถามสำคัญที่จุดประกายให้ผมเขียนหนังสือเล่มเล็กๆ ที่ชื่อว่า “ปฏิบัติธรรมด้วยความเป็นธรรมดา” ขึ้นมาครับ

ความน่าสนใจ: เมื่อ “การปฏิบัติธรรม” คือ “กับดัก” ที่งดงามที่สุด

ผมพบว่า “กับดัก” (Trap) ที่ลึกซึ้งและอันตรายที่สุดบนเส้นทางสายนี้ ไม่ได้เกิดจากความชั่ว… แต่เกิดจาก “ความดี” ที่ถูก “อัตตา” (Ego) เข้าไปยึดครอง

เราเปลี่ยนเป้าหมายจาก “อยากรวย” มาเป็น “อยากสงบ” เราเปลี่ยนจาก “อยากได้ตำแหน่ง” มาเป็น “อยากได้ฌาน” เราเปลี่ยนจาก “อยากมีชื่อเสียง” มาเป็น “อยากมีประสบการณ์ทางจิต” ที่เล่าให้คนอื่นฟังได้

เราโหยหาประสบการณ์ “ไม่ธรรมดา” … การนั่งสมาธิที่ต้อง “ดิ่งลึก” การเห็น “นิมิต” แสงสี หรือการ “บรรลุธรรม” อย่างรวดเร็วทันใจ เราตระเวนแสวงหา “ครูบาอาจารย์” ที่พิเศษที่สุด “รูปแบบ” (Technique) ที่อัศจรรย์ที่สุด

จนกระทั่ง “อัตตา” ของเรามันพองฟูขึ้นมาอย่างเงียบๆ มันกระซิบกับเราว่า… “ฉันคือผู้ปฏิบัติธรรม” “ฉันไม่เหมือนคนธรรมดาทั่วไป”

ท่านทั้งหลายครับ… นี่คือ “กรงทองแห่งความดี” (The Golden Cage of Goodness) มันคือ “มานะ” หรือความถือตัว ที่สวมเสื้อคลุมอันงดงามของ “การปฏิบัติธรรม” ธรรมะ… ซึ่งควรจะเป็น “ยา” (Medicine) ที่ใช้ “ถ่ายถอน” อัตตา กลับถูกเรานำมาใช้เป็น “เครื่องประดับ” (Ornament) เพื่อตกแต่ง “ตัวกู-ของกู” ให้งดงามยิ่งกว่าเดิม

เรา “ติดดี” และเมื่อเรา “ติดดี” เสียแล้ว… มันจึง “ออกจากกรง” ได้ยากยิ่งกว่า “ติดชั่ว” เสียอีก เพราะเรา “ไม่เห็น” ว่ามันเป็นกรง!

หนังสือ “ปฏิบัติธรรมด้วยความเป็นธรรมดา” ที่ผมเขียนขึ้นนี้… จึงเปรียบเสมือน “เสียงกระซิบ” ที่แผ่วเบาแต่หนักแน่น เพื่อเชื้อเชิญให้เรา… “กลับบ้าน”

“กลับมา” สู่ “ผืนดิน” แห่งความเป็นจริง “กลับมา” สู่ “ปัจจุบันขณะ” อันแสนธรรมดา… ที่เรามักวิ่งหนีไปจากมัน

ความน่าสนใจของหนังสือเล่มนี้ จึงไม่ใช่การ “เพิ่ม” เทคนิคพิสดารใดๆ ให้กับท่าน แต่คือการ “ทลาย” มายาคติ (บทที่ ๑) และ “พลิก” (Flip) มุมมองของท่านเสียใหม่ทั้งหมด เราจะเปลี่ยน “ภาระ” ให้เป็น “ภาวนา” เราจะเปลี่ยน “ความวุ่นวาย” ให้เป็น “แบบฝึกหัด” และเราจะค้นพบว่า… “ห้องปฏิบัติการธรรมะ” (Dhamma Laboratory) ที่ดีที่สุดในโลก… ไม่ใช่ถ้า… ไม่ใช่ป่าลึก… แต่คือ “บ้าน” “ที่ทำงาน” “ห้องครัว” “ห้องน้ำ” และ “บนท้องถนน”

นี่คือหนังสือที่จะคืน “เวลาปฏิบัติธรรม” ตลอด 24 ชั่วโมง กลับมาให้ท่าน… ในลมหายใจอันธรรมดาของท่านเอง

สรุปเนื้อหาสำคัญ: การเดินทาง 3 ภาค… คืนสู่สามัญ

หนังสือเล่มนี้ ผมได้แบ่งเนื้อหาออกเป็น 3 ภาคใหญ่ๆ ที่จะนำพาท่านเดินทางจาก “การปรับทัศนคติ” ไปสู่ “การลงมือทำ” และจบลงที่ “การเก็บเกี่ยวดอกผล”

ภาคที่ ๑: ปรับเข็มทิศ (The “Why”) (บทที่ ๑-๔)

ภาคแรกนี้ คือการปู “ฐานราก” (Foundation) ที่สำคัญที่สุด นั่นคือ “สัมมาทิฏฐิ” (Right View) ก่อนที่เราจะก้าวเดิน ถ้า “เข็มทิศ” เราชี้ผิด… ยิ่งเดิน ก็จะยิ่งหลง

  • ทลาย “กับดักแห่งความพิเศษ” (บทที่ ๑) ดังที่ผมได้กล่าวไปแล้วครับ เราจะเริ่มต้นด้วยการ “ฉีดวัคซีน” (Vaccine) ป้องกันโรค “อัตตาทางธรรม” (Spiritual Ego) เราจะมาสำรวจ “เสียงกระซิบอันหอมหวาน” ที่บอกให้เราเป็น “นักล่าประสบการณ์” (Spiritual Experience Hunter) หรือ “นักช้อปปิ้งทางธรรม” (Spiritual Shopper) และวิธีแก้ “ยาถ่าย” (Laxative) ที่ดีที่สุด ก็คือการกลับมา “รู้ทัน” (Mindful) ในประสบการณ์ที่ “ธรรมดา” ที่สุดนี่เอง
  • พลิก “พิธีกรรม” สู่ “หน้าที่” (บทที่ ๒) เราจะมาปฏิวัติความเข้าใจคำว่า “ธรรมะ” กันใหม่ คนส่วนใหญ่มัก “แยกส่วน” (Fragmented) ว่านี่คือ “พิธีกรรม” (ทำที่วัด) และนั่นคือ “ชีวิตจริง” (ที่เต็มไปด้วยกิเลส) บทนี้จะเชื่อมสองสิ่งที่ขาดออกจากกัน โดยชี้ให้เห็นว่า “ธรรมะ” ที่แท้จริงคือ “หน้าที่” (Duty) การ “เลี้ยงดูลูก” (สัมมาวาจา) การ “ทำงาน” (สัมมาอาชีวะ) การ “กิน” (กายานุปัสสนา) … ทั้งหมดนี้คือ “การปฏิบัติธรรม”
  • รู้จัก “เรา” และ “เขา” ตามความจริง (บทที่ ๓-๔) นี่คือหัวใจของสัมมาทิฏฐิครับ…
    • บทที่ ๓: น้อมพิจารณา ‘เรา’ เราจะหยุด “ทาสีรั้วบ้าน” (ภาพลักษณ์) แล้วหัน “ไฟฉายแห่งสติ” ส่องเข้ามาดู “ความจริง” ภายใน ว่าร่างกายนี้… มันก็แค่ “ถุงขยะมีชีวิต” ว่ามันคือ “รังแห่งโรค” ว่ามัน “บังคับบัญชาไม่ได้” (อนัตตา) … และจิตใจนี้… “กิเลส” คือ “อาการธรรมดา” (The Weather) เมื่อเรา “ยอมรับ” ความป่วยไข้และความธรรมดาในตนเองได้ … “อัตตา” มันจะฝ่อลง และเราจะเกิด “ความเมตตาต่อตนเอง”
    • บทที่ ๔: น้อมพิจารณา ‘เขา’ เมื่อเรา “เห็น” ความป่วยใน “เรา” แล้ว… เราจะใช้สายตาเดียวกันนั้นมอง “เขา” ผมได้นำเสนอ “อุปลักษณ์โรงพยาบาลแห่งวัฏสงสาร” ว่าเราทุกคนล้วนเป็น “ผู้ป่วย” คนที่ทำร้ายเรา… เขาก็แค่ “ผู้ป่วยที่กำลังอาละวาดเพราะพิษไข้” เมื่อท่าน (ในฐานะผู้ป่วยที่เริ่มกินยา) มองเห็น “เขา” (ผู้ป่วยที่กำลังอาการกำเริบ) … ท่านจะ “โกรธ” เขาลงกระนั้นหรือ? เปล่าเลย… ท่านจะเกิด “ความเข้าใจ” และ “ความเมตตาสงสาร” (กรุณา) “ศัตรู” จะ “หายไป” จากโลกของท่าน… เหลือเพียง “เพื่อนร่วมป่วย”

ภาคที่ ๒: ก้าวย่าง… ในผืนดินแห่งชีวิต (The “How”) (บทที่ ๕-๑๒)

เมื่อ “เข็มทิศ” (ทิฏฐิ) เราตั้งตรงแล้ว ภาคนี้คือการ “ลงมือ” (Practice) เราจะฝึกใช้เครื่องมือทั้งหมดในชีวิตประจำวันอันแสนธรรมดา

  • กายธรรมดา… ห้องปฏิบัติการชั้นยอด (บทที่ ๕) เราจะเริ่มต้นที่ “ฐานที่ตั้ง” (Home Base) ที่มั่นคงที่สุด… คือ “ร่างกาย” “จิต” มันเหมือน “ลิง” (Monkey) “กาย” มันเหมือน “ต้นไม้” (Tree) “สติ” คือ “เชือก” (Rope) เราจะฝึก “ผูก” ลิงไว้กับต้นไม้ เราจะเปลี่ยน “ห้องน้ำ” “การแปรงฟัน” “การอาบน้ำ” ให้เป็นการเจริญสติ เราจะเปลี่ยน “มื้ออาหาร” ให้เป็นชั่วโมงเรียนสติปัฏฐาน และเราจะเปลี่ยน “ความปวดเมื่อย” (Pain) ให้เป็น “ระฆังแห่งสติ” (Bell of Mindfulness) ที่ตะโกนสอน “ไตรลักษณ์” เป้าหมายคือการ “แยก” (Separation) ให้ปัญญาเห็นว่า “กาย” ก็ส่วนหนึ่ง “ใจ” (ผู้รู้) ก็อีกส่วนหนึ่ง
  • ในครัว… คือในธรรม (บทที่ ๖)นี่คือบทที่ผมเขียนเพื่อ “ทวง” เวลาปฏิบัติธรรมคืนให้ทุกท่านที่อ้างว่า “ไม่มีเวลา” เราจะ “พลิก” (Flip) “ภาระ” (Burden) ให้เป็น “ภาวนา” (Practice)
    • ณ อ่างล้างจาน: เราจะ “ล้างจาน… เพื่อล้างจาน” ไม่ใช่ “ล้าง… เพื่อให้มัน ‘เสร็จ’ ” เราจะ “รู้ทัน” “ความเบื่อ” (เวทนา) “รู้ทัน” “ใจที่ลอย” (จิต) “รู้ทัน” “มือที่เคลื่อนไหว” (กาย) 15 นาทีที่ท่าน “ล้างจาน” ด้วย “สติ” เช่นนี้… มี “ค่า” มากกว่านั่งสมาธิ 1 ชั่วโมงด้วย “ใจที่ลอย”
    • ณ กองฝุ่น: “ไม้กวาด” คือ “ครู” ผู้สอน “ไตรลักษณ์” “ฝุ่น” (Dust) คือสัญลักษณ์ของ “อนิจจัง” … กวาด… สะอาด… พรุ่งนี้ “ฝุ่น” ก็ “กลับมา” อีก! มันสอนเราว่า “อย่าโง่ไปยึดมั่นอะไรเลย… แม้แต่ ‘ความสะอาด’ … มันก็ไม่เที่ยง” “หน้าที่” (บทที่ ๒) ของเราคือ “กวาด… ด้วยใจที่รู้ว่าเดี๋ยวมันก็มาอีก” เมื่อท่าน “ปล่อยวาง” (Let go) “ผลลัพธ์” … “ใจ” ท่านจะเป็นอิสระ!
  • รับมือ “การกระทบ” (บทที่ ๗, ๑๐) เมื่อเรา “ตั้งหลัก” ในบ้าน (ค่ายมวย) ได้แล้ว… เราจะก้าวขึ้นสู่ “เวที” คือการเผชิญ “โลก” ที่ “ควบคุมไม่ได้”
    • บทที่ ๗: เสียงบ่น เสียงด่า… เสียงแห่งสติ นี่คือ “สนามรบ” ที่แท้จริง… คือ “จุดกระทบ” (ผัสสะ) ทาง ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ผมได้อธิบาย “วงจรแห่งทุกข์” (ปฏิจจสมุปบาทฉบับย่อ) ว่า “นรก” มัน “สร้าง” เสร็จใน 2 วินาทีได้อย่างไร … และ “ยาตัดวงจร” (Antidote) ที่พระพุทธองค์ประทานให้ก็คือ “สักแต่ว่า…” (Just…) “ได้ยิน… ก็ ‘สักแต่ว่าได้ยิน’ ” คือการ “ถอด” “ฉัน” (I) ผู้ตัดสิน (บทที่ ๙) ออกจากสมการ เหลือเพียง “มีเสียง… มีการได้ยิน”
    • บทที่ ๑๐: แขกผู้มาเยือน นามว่า เวทนา บทนี้จะ “ซูม” (Zoom In) เข้าไปที่ “หัวเลี้ยวหัวต่อ” ที่ “ตัณหา” (Craving) มันเกิด… นั่นคือ “เวทนา” (Feeling) เราจะมาทำความรู้จัก “แขก” ทั้ง 3 คน … 1. “แขกคนโปรด” (สุขเวทนา) 2. “แขกที่น่ารังเกียจ” (ทุกขเวทนา) 3. “แขกจอมจืดจาง” (อทุกขมสุขเวทนา) ผมได้นำเสนออุปลักษณ์ “ลูกศรดอกที่สอง” (The Second Arrow) “ลูกศรดอกที่ ๑” คือ “ความเจ็บปวด” (ทุกขเวทนา) … ซึ่ง “ธรรมดา” แต่ “ลูกศรดอกที่ ๒” คือ “การต่อต้าน” (ตัณหา) ที่เรา “ยิง” “ตัวเอง” “ซ้ำ”! “หน้าที่” ของเราคือ “ยอมรับ” ลูกศรดอกที่ ๑… แต่ “ไม่ยิง” ลูกศรดอกที่ ๒ … เราจะ “เจ็บ… แต่ไม่ทุกข์” … “กายปวด… แต่ใจไม่ปวด”
  • เครื่องมือขั้นสูง: ศีล และ สติ (บทที่ ๘, ๙)
    • บทที่ ๘: ศีล… มิใช่ ‘ข้อห้าม’ แต่คือ ‘ความปกติ’ ทำไมเรา “ดับไฟ” (โทสะ) ไม่ทัน? เพราะ “บ้าน” (จิตใจ) เรา “ราดน้ำมัน” (ทุศีล) ไว้! บทนี้จะ “พลิก” ทัศนคติ ว่า “ศีล” ไม่ใช่ “ภาระ” (Burden) แต่คือ “สุขอนามัยทางจิต” (Mental Hygiene) คือ “ความปกติ” (Normalcy) “ศีลข้อ ๕” (ไม่ดื่มสุรา) คือการประกาศว่า “ฉัน… จะ ‘อยู่’ … กับ ‘ความธรรมดา’ … ด้วย ‘ใจที่ปกติ’ (คือไม่เมา)” “ศีล” จึงสร้าง “ความเย็น” (Coolness) สร้าง “จิต” ที่ “มีกำลัง” (Strong) พร้อมรับการกระทบ
    • บทที่ ๙: สติ: ผู้เฝ้าดู… ไม่ใช่ผู้พิพากษา นี่คือ “หัวใจ” ของการปฏิบัติ เรา “เข้าใจผิด” ว่า “สติ” คือ “การบังคับ” (Forcing) เราจึงปฏิบัติด้วยบทบาทของ “ผู้พิพากษา” (The Judge) ที่คอย “ด่า” ตัวเอง (Self-attack) … “แย่จริง! เผลออีกแล้ว!” “โกรธทำไม! สอบตก!” บทนี้จะชวนท่าน “ปลด” “ผู้พิพากษา” จอมบงการนี้ออก แล้ว “แต่งตั้ง” “ผู้เฝ้าดู” (The Watcher) ผู้ “เป็นกลาง” (อุเบกขา) เข้ามาแทน “ผู้เฝ้าดู” คือ “กระจกเงา” (The Mirror) ที่ “สะท้อน” ตามจริง… โดย “ไม่เป็น” (Becoming) สิ่งที่มันสะท้อน คือ “นักวิทยาศาสตร์” (The Scientist) ที่ “อยากรู้” (Curiosity) เกี่ยวกับกิเลส คือ “คนดูหนัง” (The Moviegoer) ที่ “รู้” ว่านี่คือ “หนัง” (สภาวธรรม) ไม่ใช่ “เรื่องจริง”
  • สมรภูมิสุดท้าย: งาน และ คน (บทที่ ๑๑, ๑๒)
    • บทที่ ๑๑: ออฟฟิศ สนามรบแห่งอัตตา ที่ทำงานคือ “วัฏสงสารจำลอง” คือเวทีของ “โลกธรรม ๘” (ยศ-เสื่อมยศ, ลาภ-เสื่อมลาภ, สรรเสริญ-นินทา, สุข-ทุกข์) ที่จะพัดกระหน่ำอัตตาของเรา บทนี้คือ “คู่มือ” บูรณาการธรรมะทั้งหมด… เพื่อ “ยืน” ท่ามกลางลมนี้… อย่าง “ไม่พอง” (เมื่อถูกชม) และ “ไม่แฟบ” (เมื่อถูกด่า) เราจะฝึก “มุทิตา” (ยินดีกับผู้อื่น) เพื่อแก้ “ความริษยา” (อิสสา) เราจะเห็นว่า “การทำงาน… คือการปฏิบัติธรรม”
    • บทที่ ๑๒: ในวงสนทนา: เมื่อ เขา คือ แบบฝึกหัดนี่คือสมรภูมิที่ละเอียดอ่อนที่สุด เราจะ “พลิก” บทบาท จาก “ผู้พูด” (ผู้แสดง) มาเป็น “ผู้ฟัง” (ผู้เฝ้าดู)
      1. การฟังอย่างลึกซึ้ง (Deep Listening): คือการ “ฟัง” เพื่อ “รู้ทันใจเรา” (เห็นเวทนาที่ถูกกระทบ) และ “ฟัง” เพื่อ “เข้าใจเขา” (เห็นเขาในฐานะ “เพื่อนร่วมป่วย”) เราจะ “ได้ยิน” “ความทุกข์” ที่ซ่อนอยู่หลัง “คำอวดอ้าง” หรือ “คำบ่นว่า”
      2. การพูดด้วยสัมมาวาจา (Right Speech): คือการใช้ “ศีลข้อ ๔” อย่างสมบูรณ์ เราจะ “เช็คลิสต์” 4 ข้องก่อนพูด: มัน “จริง” หรือไม่? มัน “ไพเราะ” (เมตตา) หรือไม่? มัน “มีประโยชน์” หรือไม่? (นี่คือเครื่องตัด “วงจรนินทา”) และมัน “ถูกเวลา” หรือไม่?

ภาคที่ ๓: เก็บเกี่ยว ดอกผลแห่งปัญญา (The “Result”) (บทที่ ๑๓-๑๔)

ภาคสุดท้าย คือ “ปลายทาง” ของการเดินทาง… เราฝึกทั้งหมดนี้ไป “เพื่ออะไร”?

  • บทที่ ๑๓: เห็น ไตรลักษณ์ ในถ้วยกาแฟเป้าหมายของการ “เฝ้าดู” (บทที่ ๙)… คือเพื่อ “เห็น” (To See) “เห็น” “ความจริง” (สัจธรรม) บทนี้จะใช้ “ถ้วยกาแฟ” (หรือถ้วยชา) ที่อยู่บนหน้าปกหนังสือ … เป็น “ครู” เราจะ “เฝ้าดู” กาแฟถ้วยนั้น… จน “ปัญญา” มันผุดขึ้นมาเองว่า…
    1. อนิจจัง (ไม่เที่ยง): “ความร้อน” มัน “เย็นลง”
    2. ทุกขัง (ทนอยู่ไม่ได้): มัน “ไม่สามารถ” คงความร้อนไว้ได้
    3. อนัตตา (บังคับไม่ได้): เรา “สั่ง” (Command) ให้มัน “ร้อนตลอดไป” … “ไม่ได้” และนี่คือความจริงเดียวกับ “กาย” และ “ใจ” ของเรา! เรา “สั่ง” ร่างกายไม่ให้ “แก่” ไม่ได้ เรา “สั่ง” จิตใจไม่ให้ “คิด” ไม่ได้ เมื่อ “ปัญญา” มัน “เห็น” แจ้งว่า “มันไม่มี ‘เรา’ (อัตตา) ผู้บังคับบัญชา” … “เรา” ผู้ “แบก” ทุกอย่างไว้… ก็จะ “สลาย” ไป
  • บทที่ ๑๔ (บทสรุป): ตถตา: คืนสู่ความธรรมดา เมื่อ “ปัญญา” (บทที่ ๑๓) มัน “ยอมรับ” (Accept) “ความจริง” (ไตรลักษณ์) ที่เห็นนั้นได้อย่างสิ้นเชิง… “จิต” ที่เคย “ดิ้นรน” (ตัณหา) มันจะ “วางอาวุธ” ลง สภาวะนี้เรียกว่า “ตถตา” (Suchness) … คือ “ความเป็นเช่นนั้นเอง” “กาแฟ… มันก็ ‘เป็นเช่นนั้นเอง’ ที่ต้องเย็น” “เจ้านาย… เขาก็ ‘เป็นเช่นนั้นเอง’ ตามเหตุปัจจัยของเขา” เมื่อใจมันเห็นว่าทุกอย่าง “เป็นเช่นนั้นเอง” … ใจ มันจะ “โกรธ” ใครได้? และนี่คือ “ผลลัพธ์” สุดท้าย… คือการกำเนิด “ใจที่ธรรมดา” (The Ordinary Mind) … ซึ่ง “ไม่ธรรมดา” เลย… เพราะมันคือ “ใจที่ปกติ” (Normal) ที่ “เป็นกลาง” (Neutral) “ตั้งมั่น” (Stable) “สะอาด” (Clean) และ “เบา” (Light)

คุณค่าของหนังสือ: “วรรณศิลป์” แห่ง “ความเป็นจริง”

ในฐานะผู้เขียน ผมไม่ได้ตั้งใจเขียน “ตำรา” แต่ผมตั้งใจเขียน “คู่มือ”

คุณค่าในเชิงปฏิบัติ คือ หนังสือเล่มนี้ “ไม่บังคับ” ให้ท่านต้อง “หนี” ออกไปจากชีวิตที่วุ่นวาย แต่ให้อาวุธท่านในการ “ยืน” อยู่ท่ามกลางความวุ่นวายนั้น… ด้วย “ใจ” ที่ “ไม่วุ่นวาย” มันคือการปฏิบัติธรรมสำหรับคนยุค “Burnout” ที่แท้จริง

คุณค่าในเชิง “วรรณศิลป์” หรือความงดงาม… ผมเชื่อว่า “ธรรมะ” ที่ลึกซึ้งที่สุด ไม่ได้อยู่ในศัพท์บาลีที่แห้งแล้ง แต่อยู่ใน “อุปลักษณ์” (Metaphor) ที่มีชีวิต

ผมจึงพยายาม “วาดภาพ” ธรรมะ… ผ่านภาพของ “กรงทอง” “โรงพยาบาล” “ลิงกับต้นไม้” “นักดับเพลิง” “ผู้พิพากษา” “กระจกเงา” “นักวิทยาศาสตร์” “คนดูหนัง” “แขกผู้มาเยือน” “ลูกศรสองดอก” “สนามรบ” และท้ายที่สุด… “ถ้วยชา”

ภาพวาดสีน้ำแบบเซน (Zen) บนหน้าปกหนังสือ ที่เป็นเพียง “ถ้วยชา” (หรือชามชา) ธรรมดาๆ ไม่สมบูรณ์แบบ (Wabi-sabi) … นั่นคือ “หัวใจ” ของเรื่องราวทั้งหมด มันคือความ “ธรรมดา” มันคือความ “เรียบง่าย” (Simplicity) และมันคือ “ปัจจุบันขณะ” (The Present Moment)

เชิญชวน… ให้ “กลับบ้าน”

กัลยาณมิตรครับ…

หากท่าน “เหนื่อย” กับการวิ่งไล่ “ความพิเศษ” หากท่านรู้สึกว่า “การปฏิบัติธรรม” มัน “เครียด” มันคือ “การสู้รบ” หากท่านรู้สึกว่า “ชีวิตจริง” กับ “ธรรมะ” มันคือคนละเรื่อง หากท่าน “ไม่มีเวลา”

หนังสือเล่มนี้… คือ “คำตอบ”

ผมเขียนหนังสือเล่มนี้ขึ้น… ด้วยความปรารถนาที่จะ “ปลดแอก” เพื่อนนักปฏิบัติ… ออกจาก “กรงทอง” ที่เราสร้างขึ้นขังตัวเอง… และเชิญชวนทุกท่านให้กลับมา “ค้นพบ” (Discover) สิ่งที่เรามีอยู่แล้ว… ไม่ใช่ “แสวงหา” (Seek) สิ่งที่ยังไม่มี

…ขอจงค้นพบ “ธรรมะ”… ในลมหายใจอันธรรมดาของท่าน …ขอจงค้นพบ “ความสงบ”… ในถ้วยชาที่อยู่ตรงหน้า …และขอจงค้นพบ “อิสรภาพ”… ในการกลับคืนสู่ “ความเป็นธรรมดา” อย่างแท้จริง

หนังสือ “ปฏิบัติธรรมด้วยความเป็นธรรมดา” เล่มนี้ เป็น “หนังสือฟรี” (e-book) เพราะธรรมะของพระพุทธองค์นั้นประเมินค่ามิได้ ผมเพียงทำหน้าที่ “รวบรวมเรียบเรียง” เพื่อส่งต่อ “ยา” ชนิดนี้… ให้ถึงมือ “เพื่อนร่วมป่วย” ทุกท่าน

ผมขออนุโมทนาในกุศลเจตนาของทุกท่าน… ขอให้การเดินทางครั้งนี้… เป็นการเดินทางเพื่อ “ตื่น”

ด้วยเมตตา พิพัฒน์ธรรม


[คลิกที่นี่เพื่อดาวน์โหลดหนังสือ “ปฏิบัติธรรมด้วยความเป็นธรรมดา” (e-book ฉบับเต็ม) ได้ฟรี]

ใส่ความเห็น