เมื่อชีวิตไม่เหลือสิ่งใดให้ยึดมั่น: สละคืน “ตัวกู-ของกู” ก่อนม่านสุดท้ายจะปิดลง

ความน่าสนใจของหนังสือ: การเดินทางของฆราวาสผู้ไม่ประมาทสู่การ “ตายก่อนตาย”

หนังสือ “เมื่อข้าพเจ้า…สละคืน” ไม่ใช่คู่มือธรรมะทั่วไป แต่เป็นแผนที่ชีวิตที่กลั่นออกมาจากประสบการณ์เฉียดตายจริงของฆราวาสผู้มีภาระที่ใช้ชื่อว่า พิพัฒน์ธรรม ผู้เขียนได้ตั้งใจบรรจงปรุงหนังสือเล่มนี้ขึ้นด้วยสติสัมปชัญญะที่สมบูรณ์ ในขณะที่ยังมีลมหายใจอยู่ทุกลมหายใจ และถือกำเนิดขึ้นจากการเจริญมรณานุสสติ คือการระลึกถึงความตายอันเป็นธรรมดาของชีวิต

นี่คือ “ประวัติแห่งธรรม” ที่ไม่ได้มุ่งเน้นความน่าจดจำของตัวบุคคล แต่เป็นร่องรอยการเดินทางที่ซื่อตรงของผู้ที่เคยหลงใหลใน “โรงละครแห่งชีวิต” ผู้ซึ่งเคยพยายามเปลี่ยน “ชื่อ” และ “บทบาท” ถึงสามครั้ง (จากสมพล เป็น ภวัต และเป็น พงศ์ศรันย์) เพื่อแสวงหาความสุขที่แท้จริง จนได้ตระหนักรู้อย่างเจ็บปวดว่า ปัญหาที่แท้จริงไม่ได้อยู่ที่ “เครื่องแต่งกาย” หรือ “ชื่อตัวละคร” หากแต่มันอยู่ที่ “จิต” ที่ยังคงเต็มไปด้วยอวิชชา ตัณหา และอุปาทาน

จุดเด่นที่สุดของหนังสือเล่มนี้คือการใช้ภาษาเปรียบเทียบที่คมคายและเข้าถึงง่ายสำหรับฆราวาส เช่น การเปรียบชีวิตเป็น “โรงละคร” การมอง “ภาระ” เป็น “หินลับมีด” ของปัญญา และการใช้ประสบการณ์ใน “ห้องไอซียู” เป็นบททดสอบสุดท้ายที่นำไปสู่การ “ตายก่อนตาย” เป็นบทเรียนที่ทำให้ผู้อ่านตระหนักถึงภารกิจที่แท้จริงของมนุษย์ คือการเรียนรู้ที่จะ “สละคืน” ทุกสิ่งที่เคยยึดมั่นว่า เป็นเรา หรือ ของเรา

สรุปเนื้อหาสำคัญ: จากความสับสนในโลก สู่การตื่นรู้ในห้องวิกฤต

หนังสือเล่มนี้แบ่งการเดินทางออกเป็นบทเรียนสำคัญ ๑๒ บท โดยมีแก่นหลัก ๓ ภาค คือ:

ภาคที่ ๑: ความหลงและการแสวงหาภายนอก (บทที่ ๑-๔)

ผู้เขียนเริ่มต้นด้วยการชี้ให้เห็นถึงความทุกข์ที่เกิดจากการ “ยึดมั่น” ในสมมติสัจจะ (Conventional Truth) เช่น ชื่อ นามสกุล ตำแหน่ง ท่านเล่าถึงการเปลี่ยนชื่อเพื่อหวังเปลี่ยนชะตา แต่พบว่า “เราไม่สามารถใช้ ‘สมมติ’ ไปแก้ไข ‘ปรมัตถ์’ ได้” บทที่ ๒ ได้คลี่คลายปมขัดแย้งของฆราวาสเรื่อง “ภาระ” และ “ธรรมะ” โดยผู้เขียนได้เรียนรู้จากความสูญเสียคุณพ่อว่า “การที่ผมทำภาระแห่งความกตัญญู… นั่นแหละคือธรรมะ” ภาระจึงไม่ใช่เครื่องกีดขวาง แต่เป็น “อุปกรณ์การปฏิบัติธรรม” บทที่ ๓ เผยให้เห็นช่วงชีวิตที่ “ศีลไม่สมบูรณ์” และการเผชิญหน้ากับ “พายุ” แห่งกิเลส ซึ่งในที่สุดก็นำไปสู่การตระหนักรู้ว่า “พืชเชื้อแห่งโพธิ” (เมล็ดพันธุ์แห่งการตื่นรู้) ยังไม่ตาย และเริ่มหันมา “แสวงหาภายใน”

ภาคที่ ๒: การค้นพบและฝึกฝน “สมอเรือ” (บทที่ ๕-๖)

การแสวงหาภายในเริ่มต้นด้วยการ “ติดปิติ” จากการนั่งสมาธิ ซึ่งเป็นความผิดพลาดที่ทำให้ผู้เขียนเปลี่ยน “ธรรมะ” ให้กลายเป็น “กิเลส” และนำมาซึ่งความเครียด ความผิดพลาดนี้เองที่นำพาให้ผู้เขียนได้พบ “ครู” และ “เข็มทิศ” ที่ถูกต้อง นั่นคือแนวทางการเจริญ สติ และ วิปัสสนา ตามคำสอนของหลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชโช ซึ่งท่านได้เรียกว่า “สมอเรือ” ที่ทอดลงได้ใน “ทุกสถานการณ์” แก่นของการปฏิบัติคือการ “สักแต่ว่าผู้รู้” ดูสิ่งที่เกิดขึ้นกับขันธ์ ๕ ทำให้ “ศีล” เกิดขึ้นโดยอัตโนมัติจากการ “รู้เท่าทัน” กิเลส

ภาคที่ ๓: บททดสอบและการสละคืนที่แท้จริง (บทที่ ๗-๑๒)

จุดสูงสุดของหนังสือคือ บทที่ ๗ “ตายก่อนตาย” ในห้องไอซียู ในภาวะวิกฤตจากโควิด-๑๙ ที่แพทย์แจ้งว่า “โอกาสรอด ๕๐/๕๐” ผู้เขียนได้ประกาศการสละคืนที่ทรงพลังว่า: “ร่างกายนี้เป็นเรื่องของคุณหมอ” และ “ส่วนผมมีหน้าที่รักษาจิตอย่างเดียว” นี่คือการ “ตายจากรูปขันธ์” ก่อนตายจริง ในขณะที่ถูกวางยาสลบ “คตินิมิต” ได้ปรากฏเป็นภาพอกุศลกรรม (ถาดกาวดักหนู) ซึ่งทำให้ผู้เขียนตระหนักว่า “บุญที่ผมได้ทำมาทั้งหลายนั้น ไม่ได้ช่วยอะไรเลย” และต้องตั้ง “สัจจะ” ว่า “ถ้าผมหายดี… ผมจะบวชในช่วงเข้าพรรษา อย่างน้อย ๓ เดือน และจะศึกษาธรรมอย่างจริงจัง” นี่คือจุดเริ่มต้นของ การบวชครั้งที่สองเพื่อการตื่นรู้ และการ “บวชใจ” ตลอดชีวิตด้วยการโกนผม เป้าหมายชีวิตเปลี่ยนไปสู่ “การเข้าสู่กระแสนิพพาน” และการใช้ เมตตา เป็น “อาวุธที่อ่อนโยนที่สุด” ท้ายที่สุด ผู้เขียนได้เปลี่ยนประสบการณ์ทั้งหมดให้เป็น “ธรรมทาน” (การเขียนหนังสือธรรมะออนไลน์กว่า ๑๓๐ เล่ม) เพื่อสร้าง “มรดกกรรม” ใหม่และสอนถึงการสะสม “อริยทรัพย์” (เช่น ศรัทธา ศีล ปัญญา) ซึ่งเป็นสิ่งเดียวที่สามารถ “นำไปได้” เมื่อถึงวันที่ต้อง “สละคืน” ร่างกายนี้

คุณค่าของหนังสือ: ปัญญาและวรรณศิลป์อันเป็นมรดกธรรม

คุณค่าของ “เมื่อข้าพเจ้า…สละคืน” ไม่ได้อยู่ที่เนื้อหาทางธรรมะเพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่ “วรรณศิลป์แห่งการตื่นรู้” ที่ผู้เขียนใช้ถ่ายทอดหลักธรรมชั้นสูงด้วยภาษาที่ซื่อตรงและเข้าถึงง่าย:

  • ความซื่อสัตย์ต่อสภาวะ: ผู้เขียนไม่ซ่อนความผิดพลาดในอดีต แต่ใช้มันเป็น “บทเรียนราคาแพง” เพื่อให้ผู้อ่านที่เป็นฆราวาสรู้สึกเชื่อมโยงและกล้าเผชิญหน้ากับกิเลสของตนเอง
  • การเปรียบเทียบที่ลึกซึ้ง: การใช้คำว่า “โรงละคร” “สมอเรือ” “พายุ” และ “เพื่อนเก่าที่ชื่อความตาย” ทำให้หลักธรรมนามธรรมกลายเป็นภาพที่จับต้องได้ในชีวิตประจำวัน
  • การยืนยันสัจธรรมด้วยชีวิต: ประสบการณ์ในห้องไอซียูและการปรากฏของ “คตินิมิต” ในยามใกล้ตาย เป็นการตอกย้ำความเที่ยงตรงของ “กฎแห่งกรรม” และความสำคัญของ “สติ” ในวาระสุดท้าย ซึ่งเป็นข้อพิสูจน์ที่ทรงพลังยิ่งกว่าการท่องจำตำรา
  • มรดกธรรมแห่ง “อัปปมาทะ”: ข้อความฝากฝังสุดท้ายคือการให้ผู้อ่าน “จงเป็น ‘ผู้รู้’ อย่าเป็น ‘ผู้ถูกรู้’” และ “จงยังความไม่ประมาทให้ถึงพร้อม” โดยใช้ “ภาระ” เป็น “อุปกรณ์” สู่ความพ้นทุกข์ นี่คือ “ปัญญา” ที่กลั่นออกมาจากทุกลมหายใจของผู้ไม่ประมาท

เชิญชวนให้อ่านเล่มเต็มและสร้าง “มรดกธรรม” ร่วมกัน

เพื่อนผู้ร่วมเดินทางในสังสารวัฏทุกท่าน หากเรื่องราวการเดินทางของผมตั้งแต่ความหลงในชื่อเสียง การต่อสู้กับภาระทางโลก การติดความสุขจากสมาธิ ไปจนถึงการ “ตายก่อนตาย” ในห้องไอซียู ได้จุด “ประทีป” ดวงเล็ก ๆ แห่งปัญญาขึ้นในใจของท่านได้แม้เพียงเล็กน้อย

ผมขอเชิญชวนให้ท่านใช้ “เข็มทิศ” และ “แผนที่” แห่งธรรมะนี้ เพื่อย้อนมอง “ตัวท่านเอง” และเริ่มต้นการฝึกฝนตนเองให้เป็น “ผู้ไม่ประมาท” เพื่อเตรียมพร้อมสำหรับการ “สละคืน” ที่แท้จริง ที่จะมาถึงอย่างไม่มีนัดหมาย ธรรมะที่แท้จริงไม่ได้อยู่ในวัด ไม่ได้อยู่ในถ้ำ แต่อยู่ใน “ภาระ” ที่ท่านกำลังแบกรับอยู่นั่นเอง

การอ่านหนังสือเล่มนี้ (และหนังสือธรรมทานกว่า ๑๓๐ เล่มที่ผมได้รจนาไว้) คือการร่วมกันสร้าง “มรดกธรรม” ที่จะติดตัวข้ามภพภูมิไปได้


ดาวน์โหลดจาก Link ท้ายบทความ

ท่านสามารถอ่านหนังสือ “เมื่อข้าพเจ้า…สละคืน” และ “มรดกธรรมรจนา” ทั้งหมดของ พิพัฒน์ธรรม ได้ฟรี (ธรรมทาน ไม่คิดมูลค่า) เพื่อร่วมเป็นสะพานบุญในการเผยแผ่ธรรมะของพระพุทธองค์ ได้ที่ Link นี้

ใส่ความเห็น