ท่านเป็น ‘ลูกหนี้’ หรือ ‘เศรษฐี’ กันแน่? ชวนสำรวจ ‘บัญชีจิต’ ใน “รวยทางธรรม: เศรษฐศาสตร์แห่งการพ้นทุกข์”
ธรรมสวัสดี เพื่อนกัลยาณมิตรผู้แสวงหาความมั่งคั่งทุกท่าน
ในฐานะฆราวาส ที่ยังต้องดิ้นรนอยู่ท่ามกลางภาระหน้าที่ทางโลก ผมมีความเชื่อว่าคำถามที่ยิ่งใหญ่และกัดกินใจเราผู้ครองเรือนมากที่สุดคำถามหนึ่ง คือคำถามที่ว่า “ความมั่งคั่งที่แท้จริงของชีวิตคืออะไร?”
เราต่างถูกสอนมาทั้งชีวิตให้ “วิ่งไล่” สิ่งที่เรียกว่า “ความสำเร็จ” เราวัดคุณค่าของกันและกันด้วย “เศรษฐศาสตร์” แขนงเดียว คือการสะสม “โลกียทรัพย์” เราทุ่มเททั้งชีวิตเพื่อ “หา” และ “มี” แต่เคยหรือไม่ครับ… ที่เรายิ่ง “มี” กลับยิ่ง “เหนื่อย”? ยิ่ง “สะสม” กลับยิ่ง “กังวล”? เราอาจ “รวย” ล้นฟ้า… แต่กลับ “ยากจน” ความสงบ เราอาจ “มี” ทุกอย่าง… แต่กลับ “เป็นหนี้” ความทุกข์ท่วมท้นหัวใจ
หนังสือธรรมทานเล่มเล็กๆ ที่ชื่อ “รวยทางธรรม: เศรษฐศาสตร์แห่งการพ้นทุกข์” เล่มนี้ จึงได้ถือกำเนิดขึ้น… มันไม่ได้เกิดจากความอัจฉริยะใดๆ ของผมผู้เป็นเพียงผู้รวบรวม แต่มันเกิดจาก “ประกาย” แห่งแรงบันดาลใจเพียงจุดเดียว ที่ผมได้รับจากการสดับฟังพระธรรมเทศนาของพ่อแม่ครูบาอาจารย์ องค์หลวงพ่ออินทร์ถวาย สันตุสสโก
หลวงพ่อได้เมตตาใช้อุปลักษณ์ (คำเปรียบเทียบ) ที่เรียบง่าย แต่สั่นสะเทือนหัวใจของผมอย่างยิ่ง ท่านเปรียบว่า… “ปุถุชน” เช่นเรา… ก็เหมือนคนที่ยัง “หาเช้ากินค่ำ” ทางวิญญาณ “พระโสดาบัน”… คือผู้ที่เริ่ม “พออยู่พอกิน” “พระอนาคามี”… คือผู้ที่ “เป็นหลักเป็นแหล่ง” และ “พระอรหันต์”… คือผู้ “อุดมสมบูรณ์ กินไม่หมดจบไม่ลง”
คำถามนี้เองครับ ที่ทำให้ผมต้องกลับมาพิจารณา “บัญชี” ของตัวเองใหม่ทั้งหมด… และกลายมาเป็นการสนทนาธรรมอันลึกซึ้ง ที่พยายาม “ถักทอเศรษฐศาสตร์ทางโลก เข้ากับ เศรษฐศาสตร์ทางธรรม”
วันนี้ ผมจึงใคร่ขออนุญาตใช้พื้นที่ตรงนี้ ในฐานะผู้เขียน… เพื่อเชิญชวนเพื่อนกัลยาณมิตรทุกท่าน ให้ลองแง้มเปิด “สมุดบัญชี” เล่มนี้ดู… ผมขอรับรองว่า นี่ไม่ใช่หนังสือที่จะสอนให้ท่าน “หาเงิน” ได้มากขึ้น แต่เป็นหนังสือที่จะนำพาท่านให้ “ชำระหนี้” ที่แท้จริงให้หมดสิ้น เป็นหนังสือที่จะพาท่านเปลี่ยนสถานะจาก “ลูกหนี้แห่งกิเลส” ไปสู่ “มหาเศรษฐีแห่งอมตธรรม”
ความน่าสนใจ: เมื่อ “เศรษฐศาสตร์” ไม่ใช่เรื่องของ “เงินตรา” อีกต่อไป
ความงดงามหรือ “วรรณศิลป์” ของหนังสือเล่มนี้ (หากจะมี) ผมคิดว่ามันไม่ได้อยู่ที่ถ้อยคำที่สละสลวย แต่อยู่ที่ “อุปลักษณ์” หรือ “คำเปรียบเทียบ” ที่ผมพยายามนำมาใช้เป็น “สะพาน” เชื่อมระหว่างสองโลก
เราเป็นฆราวาส เราเข้าใจภาษาของ “ธุรกิจ” เราเข้าใจคำว่า “กำไร-ขาดทุน” เราเข้าใจคำว่า “หนี้สิน” เราเข้าใจคำว่า “กระแสเงินสด” และเราเข้าใจคำว่า “ล้มละลาย” เป็นอย่างดี…
หนังสือเล่มนี้จึงได้หยิบยืมคำศัพท์ทางโลกที่แสนเจ็บปวดเหล่านี้ มาอธิบายสภาวะทางธรรมที่ลึกซึ้ง เพื่อ “กระตุก” ให้เราตื่นจาก “มายาคติ” (The Myth) ที่โลกกำลังโฆษณาชวนเชื่อเราอยู่
หนังสือเล่มนี้จะชวนท่านมอง “กิเลส” ในฐานะ “รายจ่าย” ชวนท่านมอง “กุศล” ในฐานะ “รายรับ” และชวนท่านพิจารณา “ความโลภ” ในฐานะ “บัตรเครดิตทางจิตวิญญาณ” ที่เรา “รูด” เอาความสุขล่วงหน้ามาใช้ โดยไม่รู้ตัวว่ากำลัง “ก่อหนี้” … ชวนท่านมอง “โทสะ” ว่าเป็น “ค่าปรับแสนโหดร้าย” ที่ “เผา” เสบียงบุญที่เราอุตส่าห์สะสมมาจนมอดไหม้… และชวนท่านมอง “โมหะ” ว่าเป็น “การวางแผนการเงินที่ผิดพลาด” ที่ทำให้เรา “ลงทุน” เวลาทั้งชีวิตไปกับ “สินทรัพย์ที่เสื่อมค่า” (Depreciating Assets)
นี่คือ “เศรษฐศาสตร์แห่งการพ้นทุกข์” (Spiritual Economics) ที่ผมเชื่อว่า จะทำให้ท่านผู้อ่าน… โดยเฉพาะท่านที่เป็นนักธุรกิจ ผู้บริหาร หรือคนทำงาน… มองการใช้ชีวิตในแง่มุมที่เปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิง
สรุปเนื้อหาสำคัญ: “แผนการปรับโครงสร้างหนี้” แห่งสังสารวัฏ
หนังสือเล่มนี้ ถูกแบ่งออกเป็น 5 ภาค เปรียบเสมือน “แผนการปรับโครงสร้างหนี้” ทางจิตวิญญาณ ที่จะพาท่านยกระดับจาก “ลูกหนี้” ไปสู่ “มหาเศรษฐี”
ภาคที่ 1: การตรวจสอบสถานะ (ท่านคือ “ลูกหนี้” ผู้ล้มละลาย)
ภาคแรกคือความจริงที่เจ็บปวดครับ เราต้องยอมรับ “ฐานะ” ที่แท้จริงของเราก่อน
ผมเริ่มต้นด้วยการชวนท่านพิจารณาอุปมาเรื่อง “นักธุรกิจกับชาวประมง” เพื่อชี้ให้เห็นว่า “เศรษฐศาสตร์แห่งตัณหา” (เศรษฐศาสตร์ของนักธุรกิจ) นั้น คือการ “วิ่งไล่” สังสารวัฏอย่างเหน็ดเหนื่อย เพียงเพื่อจะกลับมายัง “จุดเริ่มต้น” ที่ความสุขเคยรออยู่ตรงหน้าอยู่แล้ว
จากนั้นใน บทที่ 2 (นิยามใหม่ของ “รวย” และ “จน”) ผมได้เสนออุปมา “คน A” และ “คน B”
- คน A: เงินเดือน 15,000 ใช้ 12,000 “เหลือเก็บ” 3,000 -> นี่คือ “คนรวย” เพราะมี “กระแสบวก” (Positive Cash Flow)
- คน B: เงินเดือน 100,000 ใช้ 110,000 “ติดลบ” -10,000 -> นี่คือ “คนจน” เพราะมี “กระแสติดลบ” (Negative Cash Flow) และ “เป็นหนี้”
และนี่คือหัวใจของภาคแรกครับ… ใน “เศรษฐศาสตร์ทางธรรม”… ปุถุชนเช่นเราทุกคน คือ “คน B”
เราอาจดูเหมือนมี “รายรับ” (ความสุขจากการดูหนัง ฟังเพลง ท่องเที่ยว) มากมาย… แต่ “รายจ่าย” (คือกิเลส 3 ตัว: โลภะ โทสะ โมหะ) ของเรานั้น… มัน “มากกว่า” เสมอ! เราจึงอยู่ในสภาวะ “กระแสจิตติดลบ” (Spiritual Negative Cash Flow) เราจึง “ยากจน” ทางจิตวิญญาณ
ไม่สิครับ… เรา “เลวร้าย” กว่า “คนจน” เพราะเราคือคนที่ “เป็นหนี้” … เรา “เป็นหนี้กรรม” (Kammic Debt) ที่ “รูด” มาใช้ล่วงหน้า รอวัน “ส่งใบแจ้งหนี้” (คือวิบากกรรม)
ใน บทที่ 3 (อุทาหรณ์ “มหาเศรษฐีผู้ยากจน”) ผมได้นำ “สุดยอดลูกหนี้” สองท่านมาเป็นกรณีศึกษา
- พระเจ้าอาชาตศัตรู : “รวย” อำนาจ แต่ “ก่อหนี้” ก้อนใหญ่ที่สุดคือ “อนันตริยกรรม” (ฆ่าพระบิดาผู้เป็นพระโสดาบัน) “ดอกเบี้ย” (ดอกเบี้ย) ที่ท่านต้องจ่ายทันทีคือ “ความหวาดผวา” (ภย) จน “บรรทมไม่หลับ” “ยากจน” แม้กระทั่งการนอนหลับ และ “ล้มละลาย” จากมรรคผล
- อปุตตกเศรษฐี : “รวย” เงินตรา (ขนเข้าคลัง 7 วัน 7 คืน) แต่กลับ “ยากจน” การใช้สอย กิน “ข้าวปลายเกวียน” นุ่ง “ผ้าเนื้อหยาบ” เพราะท่าน “เป็นหนี้” กิเลสชื่อ “มัจฉริยะ” (ความตระหนี่) สุดท้าย ทรัพย์ทั้งหมดถูก “ยึด” และจิตก็ดิ่งสู่ “นรก”
เมื่อเราคือ “คน B” ผู้มีหนี้ท่วม… บทที่ 4 จึงสรุปสภาวะของเราว่าเป็นชีวิตที่ “หาเช้ากินค่ำทางวิญญาณ” เราคือ “แรงงานรายวัน” (Daily Wager) … “หาเช้า” คือพยายาม “สร้างกุศล” (ใส่บาตร, นั่งสมาธิ) … แต่พอ “ค่ำ” (เวลาที่เหลือ) เราก็ “กิน” จนหมด… “ค่าใช้จ่ายโทสะ” (ความโกรธ) วูบเดียว “เผา” บุญที่ทำมาทั้งเช้า… “ค่าใช้จ่ายโลภะ” (ความอยากอวด) ก็ “ใช้” ความอิ่มเอมนั้นจนสิ้น…
ชีวิตเราจึง “ยังไม่เป็นมาตรฐาน” (The Lack of Quality Control) จิตของเรา “ไว้ใจไม่ได้” (อนิยตบุคคล) เดี๋ยวดีเดี๋ยวร้าย พร้อม “ไหล” ไปตาม “กระแสน้ำวน” (นิวรณ์ 5) ตลอดเวลา… และความเสี่ยงสูงสุดคือ เมื่อ “ความตาย” (มรณะ) มาเยือน… เรา “ไม่มีเงินออม” (อริยทรัพย์) ที่จะรับประกันอนาคต… “ประตูอบายภูมิ” (นรก เปรต ฯลฯ) จึงยัง “เปิดอ้า” รอรับเราอยู่เสมอ!
ภาคที่ 2: ทางแพร่งแห่งศรัทธา (ท่านกำลัง “สร้างหนี้” หรือ “ชำระหนี้”?)
เมื่อเรารู้ตัวว่า “เป็นหนี้” เราย่อมอยาก “ใช้หนี้”… แต่ช้าก่อนครับ… ใน บทที่ 5 (กับดักเศรษฐศาสตร์) ผมขอชี้ให้เห็น “ทางแพร่ง” ที่อันตรายที่สุด… นั่นคือ “ทานเพื่อ ‘เก็งกำไร’” (Speculative Merit-Making)
นี่คือการทำบุญที่ขับเคลื่อนด้วย “โลภะ” (ความโลภ) ทำบุญ 100 บาท เพื่อ “หวัง” 1,000,000 บาท … นี่ไม่ใช่ “การชำระหนี้” (คือการละกิเลส) แต่มันคือ “การก่อหนี้” ก้อนใหม่ (คือการพอกพูนตัณหา) … แทนที่จิตจะ “เบา” จิตกลับ “หนัก” ด้วยความคาดหวัง
ที่เลวร้ายที่สุด คือการทำบุญจน “เบียดเบียนตน” ถึงขั้น “กู้หนี้ยืมสิน” มาทำ… นี่คือ “ความวิปลาส” ที่สวนทางกับ “ทางสายกลาง” (มัชฌิมาปฏิปทา) อย่างสิ้นเชิง… มันคือ “การทรมานตน” (อัตตกิลมถานุโยค) ในปัจจุบัน เพื่อ “เก็งกำไร” ใน “กามสุข” (ความรวย) ในอนาคต… นี่คือ “การลงทุนที่ขาดทุนทันที”
บทที่ 6 (วิถีแห่งมหาอุบาสก/อุบาสิกา) จึงได้แสดง “มาตรฐานทองคำ” (Gold Standard) ของ “นักลงทุนอริยทรัพย์” (The Investor’s Path) ที่แท้จริง… นั่นคือท่าน “อนาถบิณฑิกเศรษฐี” และ “นางวิสาขา”
สิ่งที่แยกท่านทั้งสองออกจาก “นักเก็งกำไร” คือ “เจตนาและปัญญา” (เจตนาและปัญญา)
- นักเก็งกำไร: ทำทานเพราะ “อยากได้” (โลภะ)
- นักลงทุนอริยะ: ทำทานเพราะ “อยากให้” (จาคะ)
“จาคะ” คือหัวใจ… ทานที่ถูกต้อง คือ “การชำระหนี้” ที่เราติดค้าง “ความตระหนี่” (มัจฉริยะ) (เจ้าหนี้ที่ขังอปุตตกเศรษฐีไว้) … ในอุปมาที่ผมชอบที่สุดในหนังสือเล่มนี้ คือ:
- “นักเก็งกำไร” (แบบที่ 1)… มอง “ทาน” เหมือน “การหว่านเมล็ดพันธุ์”… เพื่อ “หวัง” ต้นไม้พันต้น
- “นักลงทุนอริยทรัพย์” (แบบที่ 2)… มอง “ทาน” เหมือน “การขนขยะ” (คือความตระหนี่) ออกจาก “บ้าน” (คือจิต)
เมื่อ “ขยะ” (ความตระหนี่) ถูก “ขน” ออกไป… “บ้าน” (จิต) ก็ “สะอาด”… “โปร่ง”… “เบา”… “ความรวย” (คือความเบาสบาย) มัน “เกิดขึ้นทันที” ณ วินาทีที่ “ปล่อย” ! … ส่วนโภคทรัพย์ที่จะได้ในอนาคต … นั่นเป็นแค่ “ผลพลอยได้” (By-product) ครับ
ภาคที่ 3-5: แผนการชำระหนี้สู่ความเป็นไท (The Path to Liberation)
เมื่อเรามี “สัมมาทิฏฐิ” (ความเห็นถูก) ในการลงทุนแล้ว… หนังสือจะพาท่านเข้าสู่ “กระบวนการชำระหนี้” ตามลำดับขั้นที่องค์หลวงพ่ออินทร์ถวายท่านได้เปรียบไว้
ขั้นที่ 1: พระโสดาบัน (ผู้ “พออยู่พอกิน”) นี่คือการ “ชำระหนี้ก้อนแรก” (การชำระหนี้ก้อนแรก) ที่น่ากลัวที่สุด… หนี้ก้อนนั้นคือ “หนี้แห่งอบายภูมิ” (หนี้แห่งอบายภูมิ) “พระโสดาบัน” คือผู้ที่ “ปิดบัญชีอบายภูมิ” (ปิดบัญชีอบายภูมิ) ได้อย่างถาวร… ท่านจะไม่มีวันล้มละลายไปเกิดใน นรก เปรต สัตว์เดรัจฉาน อีกต่อไป … นี่คือความหมายของ “พออยู่พอกิน” คือท่าน “เลี้ยงตัวเองได้” ในสังสารวัฏนี้อย่างปลอดภัยแล้ว
- ท่านชำระหนี้ก้อนนี้ด้วยอะไร? …ไม่ใช่ด้วยเงิน แต่ด้วย “ปัญญา” (ปัญญา)
- ปัญญานั้นทำอะไร? …ปัญญานั้นเข้าไป “ฉีกทำลาย” (ทำลายสัญญาหนี้) “สัญญาหนี้” (สังโยชน์) สามฉบับแรกที่ผูกเราไว้กับอบายภูมิ:
- สักกายทิฏฐิ (สัญญาหนี้ฉบับที่ 1) : ความเห็นผิดว่า “มีเรา” ผู้เป็นเจ้าของหนี้… เมื่อปัญญา “เห็นแจ้ง” (เห็นแจ้ง) ว่าร่างกายจิตใจนี้เป็นเพียง “กระบวนการตามธรรมชาติ” (กระบวนการตามธรรมชาติ) ไม่ใช่ “เรา” … เมื่อไม่มี “เรา” ผู้เป็นลูกหนี้… แล้ว “ใคร” เล่าจะเป็นผู้ไปตกนรก? หนี้ก้อนนี้จึงถูกฉีกทิ้ง
- วิจิกิจฉา (สัญญาหนี้ฉบับที่ 2) : ความลังเลสงสัยใน “แผนการชำระหนี้” (คือในพระรัตนตรัย) … พระโสดาบัน “รู้” (รู้) ด้วยตนเอง (จากการสัมผัสพระนิพพานครั้งแรก) ว่าแผนนี้ได้ผลจริง… ท่านจึงมี “ศรัทธาที่ไม่หวั่นไหว” (อจลศรัทธา) มุ่งตรงสู่การชำระหนี้ที่เหลือ
- สีลัพพตปรามาส (สัญญาหนี้ฉบับที่ 3) : การยึดมั่นใน “วิธีชำระหนี้ที่ผิด” (การชำระหนี้แบบผิดๆ) (เช่น พิธีกรรมงมงาย , การทำบุญเก็งกำไร )… เมื่อท่านประจักษ์แล้วว่า หนทางเดียวคือ “อริยมรรคมีองค์แปด” (ศีล สมาธิ ปัญญา) เท่านั้น… ท่านจึงเลิกเสียเวลากับ “ธนบัตรปลอม” เหล่านั้น
เมื่อ “ปิดหนี้” อบายภูมิได้แล้ว… ใน บทที่ 8 ท่านจะกลายเป็นเจ้าของ “ทุนรอนที่โจรปล้นไม่ได้” (ทุนรอนที่โจรปล้นไม่ได้) เป็นครั้งแรก… นั่นคือ “อริยทรัพย์ 7” (ศรัทธา, ศีล, หิริ, โอตตัปปะ, สุตะ, จาคะ, ปัญญา)
และใน บทที่ 9 (บทพิสูจน์เศรษฐี) … เราได้ทำการ “ทดสอบภาวะวิกฤต” (Stress Test) กับบัญชีของพระโสดาบัน… โดยยกกรณีที่ “ท่านอนาถบิณฑิกะ สิ้นเนื้อประดาตัว” (อนาถบิณฑิกะ สิ้นเนื้อประดาตัว) … ผลปรากฏว่า… แม้ “โลกียทรัพย์” (ทรัพย์สินภายนอก) ของท่านจะกลายเป็นศูนย์… แต่ “อริยทรัพย์” (ทุนรอนภายใน) ของท่านยังคง “ตั้งมั่น” … “ศรัทธา” (ศรัทธา) ของท่านไม่สั่นคลอน… “ปัญญา” (ปัญญา) ของท่านเข้าใจ “อนิจจัง” (อนิจจัง) … และ “จาคะ” (จาคะ) ของท่านก็ยังทำงาน (แม้จะถวายได้เพียงข้าวปลายเกวียน) … นี่คือบทพิสูจน์ว่า “จิต” ของท่านไม่ “ล้มละลาย” ตามเงินในบัญชี… นี่คือความมั่งคั่งที่แท้จริง
ขั้นที่ 2: พระสกิทาคามี (ผู้ “เลี้ยงพี่เลี้ยงน้องได้”) เมื่อท่าน “พออยู่พอกิน” (ไม่ขาดทุน) แล้ว… ท่านก็เริ่มสร้าง “กำไรส่วนเกินทางวิญญาณ” (กำไรส่วนเกินทางวิญญาณ)
- กำไรมาจากไหน? …กำไรทางธรรมไม่ได้เกิดจากการ “หาเพิ่ม” แต่เกิดจากการ “รั่วไหลน้อยลง” (รั่วไหลน้อยลง)
- ท่านเริ่ม “ลดต้นทุนดำเนินการ” (ลดต้นทุนดำเนินการ) สองตัวที่เหลืออยู่… คือ “กามราคะ” (ความใคร่) และ “ปฏิฆะ” (ความโกรธ) … โดยทำให้มัน “เบาบาง” (เบาบาง) ลงอย่างยิ่งยวด
- เมื่อ “รายจ่าย” (กิเลส) สองตัวนี้ลดลง… “พลังงานจิต” (พลังงานจิต) ที่เคยรั่วไหลไปกับความร้อนรน… ก็ถูก “เก็บออม” (เก็บออมไว้) … พลังงานนี้กลายเป็น “กำไร”
- กำไรนั้นคืออะไร? …คือ “ความสงบเย็น” (ความ เย็น) และ “ความเมตตา” (เมตตา) ที่กว้างขวาง… และ “กำไร” นี้เอง… ที่ท่านใช้ “เลี้ยงพี่เลี้ยงน้องได้” … ท่านกลายเป็น “ต้นไม้ใหญ่” (ต้นไม้ใหญ่ที่เริ่มแผ่กิ่งก้านสาขา) ที่แผ่ “ร่มเงา” (ความร่มเย็น) ไปให้ผู้คนที่อยู่รอบข้างได้พักพิง
ขั้นที่ 3: พระอนาคามี (ผู้ “เป็นหลักเป็นแหล่ง”) นี่คือการก้าวสู่ “ความเป็นไททางการเงินทางจิต” (ความเป็นไททางการเงินทางจิต)
- ท่านไม่เพียงแค่ “ลด” หนี้… แต่ท่าน “ตัดหนี้” (ตัดหนี้) สองก้อนนั้น (กามราคะ และ ปฏิฆะ) จน “ขาดสะบั้น” (ขาดสะบั้นลงอย่างสิ้นเชิง)
- ผลคืออะไร? …ท่าน “เป็นไท” จากการต้อง “ซื้อ” ความสุขจากภายนอก (กามคุณ 5) … ท่าน “ยกเลิกบัตรเครดิตแห่งกามคุณ” ทุกใบ… ท่าน “รวย” เสียจนไม่จำเป็นต้อง “เสพ” สิ่งเหล่านั้นอีกต่อไป
- แล้วท่านอยู่ได้อย่างไร? …เพราะท่านมี “สินทรัพย์ภายใน” (สินทรัพย์ภายใน) ที่ประเสริฐกว่า… นั่นคือ “ฌานสุข” (ฌานสุข) (ความสุขอิ่มเอมจากสมาธิ)… ท่านจึง “เป็นตัวของตัวได้สมบูรณ์” (เป็นตัวของตัวได้สมบูรณ์)
- เมื่อ “กามราคะ” (แรงดึงดูด) ดับ… “ปฏิฆะ” (แรงผลักไส) ก็ดับด้วย… จิตของท่านจึง “ไม่หวั่นไหว” (อเนญชา) ต่อ “ลมโลกธรรม 8” (โลกธรรมแปดประการ) (มีลาภ-เสื่อมลาภ, สรรเสริญ-นินทา ฯลฯ) … จิตของท่านจึงตั้งมั่นดุจ “ขุนเขาพระสุเมรุ” (ดุจขุนเขา) … นี่คือความหมายของ “เป็นหลักเป็นแหล่ง” (เป็นหลักเป็นแหล่ง) … และกลายเป็น “ที่พึ่งของผู้คน” (เป็นที่พึ่งของผู้คน) ได้อย่างแท้จริง
ขั้นที่ 4: พระอรหันต์ (ผู้ “อุดมสมบูรณ์ กินไม่หมดจบไม่ลง”) นี่คือ “การชำระหนี้ครั้งสุดท้าย” (การชำระหนี้ครั้งสุดท้าย) … คือการ “ปิดกิจการแห่งภพชาติ” (ปิดกิจการแห่งภพชาติ)
- ท่านได้ชำระ “หนี้ 5 ก้อนสุดท้าย” (สังโยชน์เบื้องสูง) ที่ผูกมัดท่านไว้กับภพอันประณีต… คือ ความติดใจในฌาน (รูปราคะ , อรูปราคะ ), ความถือตัว (มานะ) (ซึ่งเปรียบเหมือน “ซีอีโอของบริษัทแห่งภพ” ), ความฟุ้งซ่านละเอียด (อุทธัจจะ) และ “รากเหง้าของหนี้ทั้งปวง” คือ “อวิชชา” (อวิชชา)
- เมื่อ “หนี้” ทั้งหมดถูกชำระจนเป็น “ศูนย์” … จึงบังเกิด “ความมั่งคั่งแห่งความ ‘ไม่มี’” (ความมั่งคั่งแห่งความ “ไม่มี”)
- นี่คือจุดที่ “เศรษฐศาสตร์” กลับตาลปัตร… “ศูนย์” ในทางโลกคือ “ล้มละลาย” … แต่ “ศูนย์” ในทางธรรมคือ “ความมั่งคั่งสูงสุด”
- มันคือความมั่งคั่งของ “ความเบา” (ความเบา) … เพราะท่าน “ไม่มีหนี้” (ไม่มีหนี้) กิเลสบีบคั้น… ท่าน “ไม่มีภาระ” (ไม่มีภาระ) ขันธ์ 5 ให้ต้องแบก … และที่สำคัญที่สุด… ท่าน “ไม่มีผู้ถือครอง” (ไม่มีผู้ถือครอง) … เพราะ “ตัวตน” (อัตตา) ที่เป็นเจ้าของความทุกข์ ได้สลายไปแล้ว … เมื่อไม่มี “ผู้ทุกข์”… แล้ว “ใคร” เล่าจะเป็นทุกข์?
- “ความว่าง” (สุญญตา) นี้ จึงไม่ใช่ “ความว่างเปล่า” (Nothingness) ที่มืดมิด … แต่เป็นเหมือน “ถ้วยที่ว่างจากยาพิษ” (ถ้วยที่ว่างจากยาพิษ) … หรือ “ห้องที่ว่างจากของรก” (ห้องที่ว่างจากข้าวของที่กีดขวาง) … เมื่อจิต “ว่าง” จากกิเลส … จิตจึง “เต็มเปี่ยม” (เต็มเปี่ยม) ด้วย “ความบริสุทธิ์” (วิสุทธิ), “ความสงบ” (สันติ), และ “อิสรภาพ” (วิมุตติ)
- นี่คือ “ความรวยที่ไม่ต้องเติม” (ความรวยที่ไม่ต้องเติมอีกต่อไป) … ท่านจึง “อุดมสมบูรณ์” อย่างแท้จริง… และใน บทที่ 14 (มาตรฐานทองคำแห่งอมตธรรม) ความอุดมสมบูรณ์นี้ได้แสดงตัวออกมา…
- ความสมถะเรียบง่าย (มาตรฐานแห่งความสมถะ) : ดังที่เราเห็นในปฏิปทาของ “พ่อแม่ครูบาอาจารย์” (พ่อแม่ครูบาอาจารย์) … ท่าน “รวยธรรมะ” จน “เป็นไทจากทรัพย์” … ท่านไม่ได้ “จน” เหมือน “อปุตตกเศรษฐี” (ผู้มีแต่ใช้ไม่ได้) … แต่ท่าน “อยู่เหนือ” (อยู่เหนือ) และ “ไม่จำเป็นต้องมี” (ไม่จำเป็นต้องมี)
- การเผื่อแผ่ที่ไม่สิ้นสุด (มาตรฐานแห่งการเผื่อแผ่) : จิตที่บริสุทธิ์ของท่าน เปรียบเหมือน “ดวงอาทิตย์” (ดวงอาทิตย์) ที่ “แผ่รัศมี” (แผ่รัศมีออกไปโดยอัตโนมัติ) คือ “เมตตาและปัญญา” (ปัญญา และ เมตตา) ออกมาโดยธรรมชาติ… “ธรรมทาน” (ธรรมทานที่กินไม่หมดจบไม่ลง) ของท่าน (เช่น ของหลวงปู่ชา, หลวงตามหาบัว, ท่านพุทธทาส) จึง “เลี้ยงดูจิตใจผู้คนนับล้านๆ” … “ตักตวงไปใช้เท่าใด ก็ไม่เคยหมดสิ้น” … นี่แหละครับ คือความ “กินไม่หมดจบไม่ลง” ที่แท้จริง
บทสรุป: ขอเชิญท่านมาเริ่มต้น “การลงทุนที่แท้จริง”
เพื่อนกัลยาณมิตรที่เคารพครับ… ทั้งหมดที่ผมเล่ามานี้ คือ “พิมพ์เขียว” (พิมพ์เขียวทั้งหมด) ของการเดินทางจาก “ลูกหนี้” สู่ “มหาเศรษฐี”
“ความมั่งคั่งที่แท้จริง” จึงมิใช่ “โลกียทรัพย์” (โลกียทรัพย์) ที่เป็นเพียง “เครื่องมือ” (เครื่องมือ) อันนำมาซึ่ง “ภาระ” (ภาระ) … แต่คือ “อริยทรัพย์” (อริยทรัพย์) … คือ “ความเบาสบายของจิตที่ปลอดจากกิเลส” (ความเบาสบายของจิตที่ปลอดจากกิเลส)
คำถามสุดท้ายคือ… แล้วเราผู้ยังเป็น “ปุถุชนหาเช้ากินค่ำ” จะเริ่มต้น “การลงทุนที่แท้จริง” (การลงทุนที่แท้จริง) นี้ได้อย่างไร?
คำตอบอยู่ในบทสรุปของหนังสือครับ… การลงทุนนี้คือ “อริยมรรคมีองค์แปด” (อริยมรรคมีองค์แปด) … ซึ่งผมขอย่อมันลงมาเป็น “กองทุนหลัก 3 กองทุน” (กองทุนหลัก สามกองทุน) ที่เราทุกคนสามารถ “เริ่มต้นลงทุนได้ทันที” (เริ่มต้นลงทุนได้ทันที)
- กองทุนที่หนึ่ง: การลงทุนใน “ศีล” (The Risk Mitigation Fund) นี่คือ “กองทุนป้องกันความเสี่ยง” (กองทุนป้องกันความเสี่ยง) … ก่อนจะคิดถึง “กำไร”… ท่านต้อง “ไม่ขาดทุน” (ไม่ขาดทุนเสียก่อน) … การรักษา “ศีล 5” (ศีลห้า) คือการ “อุดรอยรั่วที่ใหญ่ที่สุด” (อุดรอยรั่วที่ใหญ่ที่สุด) คือการ “หยุดสร้างหนี้กรรมก้อนใหม่” (หยุดสร้างหนี้กรรมก้อนใหม่) ที่จะพาเรา “ล้มละลายสู่อบายภูมิ” (ล้มละลายในอบายภูมิ) … เมื่อบัญชีไม่รั่ว (หยุดการขาดทุน)… เราจึงจะเริ่มสะสมกำไรได้
- กองทุนที่สอง: การลงทุนใน “สมาธิ” (The Capital Accumulation Fund) นี่คือ “การสะสมทุนรอน” (การสะสมทุนรอน) … คือการสร้าง “กระแสเงินสดบวก” (กระแสเงินสดบวก) … เราลงทุนด้วย “เวลา” และ “ความเพียร” (เวลา และ ความเพียร) ใน “การเจริญสติ” (การเจริญสติ) … ทุกขณะที่ “สติ” (สติ) อยู่กับปัจจุบัน… คือขณะที่เรากำลัง “ออมทรัพย์” (ออมทรัพย์) พลังงานจิต… เมื่อทุนนี้มากพอ… เราจะมี “สินทรัพย์ภายใน” (สินทรัพย์ภายใน) (คือความสงบสุข) … จนเรา “เป็นไท” (เป็นไท) ไม่ต้องวิ่งหาความสุขจากกามคุณภายนอก
- กองทุนที่สาม: การลงทุนใน “ปัญญา” (The Final Debt Repayment Fund) เมื่อมีทุนที่แข็งแกร่ง (สมาธิ) … ก็ถึงเวลา “ชำระหนี้สินทั้งปวงให้หมดสิ้น” (ชำระหนี้สินทั้งปวงให้หมดสิ้น) … เราใช้สมาธิที่ตั้งมั่นนั้น ส่องดู “ไตรลักษณ์” (ไตรลักษณ์) (อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา) … เมื่อปัญญา “เห็นแจ้ง” (เห็นแจ้ง) ว่าทุกสิ่ง “ไม่ใช่ตัวเรา ไม่ใช่ของเรา” (ไม่ใช่ตัวเรา ไม่ใช่ของเรา) … จิตก็จะ “คลาย” (คลาย) ความยึดมั่น… ทุกครั้งที่จิต “คลาย”… นั่นคือการที่เรากำลัง “ชำระหนี้กิเลส” (ชำระหนี้กิเลส) … ผลกำไรคือ “ความหลุดพ้น” (วิมุตติ)
การลงทุนที่แท้จริงนี้ “ไม่ต้องใช้เงินแม้แต่บาทเดียว” (ไม่ต้องใช้เงินแม้แต่บาทเดียว) … เป็นการลงทุนที่ “รับประกันผลตอบแทน” (รับประกันผลตอบแทน) … “ไม่มีความเสี่ยง” (ไม่มีความเสี่ยง) … มีแต่ “กำไร”… นั่นคือ “ความทุกข์ที่ลดลง” (ความทุกข์ที่ลดลง) ในทุกย่างก้าวที่ปฏิบัติ
ผมขออนุโมทนาในกุศลจิตของทุกท่าน… และขอเชิญชวนท่าน ให้หยุด “วิ่งไล่” มายาคติ… และหันมาเริ่มต้น “การลงทุนที่แท้จริง” นี้เถิด
หนังสือ “รวยทางธรรม” เล่มนี้ เป็นเพียง “ประทีป” (ประทีป) ดวงเล็กๆ ที่ผมตั้งใจจุดขึ้นเพื่อเป็น “ธรรมทาน” (ธรรมทาน) … เป็น “หนังสือฟรี” (หนังสือฟรี) จำนวน 110 หน้า… หากท่านสนใจในรายละเอียด อุทาหรณ์ และขั้นตอนที่ลึกซึ้งกว่านี้…
ผมขอเรียนเชิญท่านดาวน์โหลดฉบับเต็ม (e-book) ได้จาก Link ท้ายบทความนี้ครับ
ขอให้เราท่านทั้งหลาย ได้เริ่มต้น “ออมทรัพย์ทางธรรม” (ออมทรัพย์ทางธรรม) … เพื่อสร้างความมั่งคั่งอันเป็นอมตะ… ที่ “กินไม่หมดจบไม่ลง” … อันมีพระนิพพานเป็นจุดหมายปลายทาง… ด้วยกันทุกท่านเทอญ




ใส่ความเห็น