คุณพายแพมาถึงฝั่ง เพื่อแบกแพเดินต่อหรือไม่? : คำเชื้อเชิญสู่การอ่าน ตื่นรู้ ไม่ติดรู้

ในฐานะผู้รจนาหนังสือ ตื่นรู้ ไม่ติดรู้ ผม (พิพัฒน์ธรรม) มีความปรารถนาอย่างยิ่งที่จะได้แบ่งปัน แผนที่ และ คำเตือน สำหรับการเดินทางที่สำคัญที่สุดในชีวิตของเรา นั่นคือการเดินทางออกจากห้วงมหาสมุทรแห่ง สังสารวัฏ

เราทั้งหลาย ต่างก็เป็นนักเดินทางผู้กำลังลอยคออยู่ในมหาสมุทรนี้ เราถูกคลื่นลมแห่งกิเลสซัดสาด เราเหนื่อยล้า เราหวาดกลัว เราทุกคนต่างแสวงหา ฝั่งโน้น แผ่นดินอันเกษม ปลอดภัย ที่พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงเรียกว่า พระนิพพาน

แต่คำถามสำคัญคือ เราจะข้ามไปได้อย่างไร?

คำตอบที่พระพุทธองค์ทรงมอบให้ คือ แบบแปลน ในการสร้าง ยานพาหนะ ยานพาหนะที่เรียกว่า แพ แพ ที่มีชื่อว่า อริยมรรคมีองค์ ๘ แพ ที่สร้างขึ้นจาก ศีล สมาธิ และ ปัญญา

เราในฐานะ ช่างต่อแพ เราพากเพียร เกลี่ยหญ้า ไม้ กิ่งไม้ (คือ ศีล ทาน การฟังธรรม) เรา ผูกมัดมันเข้าด้วยกัน (คือ การเจริญสติ การฝึกสมาธิ) เราใช้ ความเพียร พายฝ่าคลื่นลม (คือการเจริญวิปัสสนา) เราค่อยๆ ตื่นรู้ ทีละเล็กทีละน้อย

จนวันหนึ่ง เราพายแพมาจนถึง ฝั่ง เท้าของเราสัมผัสผืนทรายอันมั่นคง เรา ตื่นรู้ แล้ว เรา ข้ามพ้น แล้ว

ณ จุดนี้เอง สหายธรรมผู้เจริญ จุดที่ดูเหมือนว่า จบสิ้น การเดินทางแล้ว กลับกลายเป็น จุดเริ่มต้น ของ กับดัก อันประณีตที่สุด

พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสถามคำถามสำคัญไว้ใน อลคัททูปมสูตร (สูตรเปรียบด้วยอสรพิษ) อันเป็นหัวใจของหนังสือเล่มนี้ พระองค์ถามว่า บุรุษผู้ข้ามถึงฝั่งแล้ว บัดนี้ เขาควรทำอย่างไรกับ แพ ลำนั้น

  1. บุรุษผู้เขลา (ผู้ติดรู้) เขาคิดว่า แพนี้มีบุญคุณต่อเรายิ่งนัก เราพึง ทูนแพนี้ไว้บนศีรษะ หรือ แบกแพนี้ไว้บนบ่า แล้วจึงเดินทางต่อไปบนฝั่ง
  2. บัณฑิต (ผู้ไม่ติดรู้) เขาคิดว่า แพนี้มีบุญคุณต่อเราก็จริง แต่บัดนี้ กิจ ของแพได้สิ้นสุดลงแล้ว เราพึง สละแพนี้ไว้บนฝั่ง แล้วจึงเดินทางต่อไป (บนฝั่ง) ด้วยเท้าเปล่า

การแบกแพ นี่คือหัวใจของคำว่า ติดรู้ มันคือ อุปาทาน (ความยึดมั่นถือมั่น) คือการ ติดดี คือการสร้าง อัตตาตัวใหม่ ที่ใหญ่กว่าเดิม นั่นคือ อัตตาทางธรรม (Spiritual Ego)

หนังสือเล่มนี้ จึงได้ถูกรจนาขึ้น เพื่อเป็น คู่มือ และ แผนที่ สำหรับนักเดินทางผู้กล้าหาญ ที่ไม่เพียงแต่จะ สร้างแพ และ พายแพ เพื่อ ตื่นรู้ แต่ยังต้องเรียนรู้ที่จะ สละแพ เพื่อที่จะ ไม่ติดรู้


ความน่าสนใจของหนังสือ: เมื่อ การตื่นรู้ คือ การหลับใหล ที่หอมหวานที่สุด

สหายธรรมผู้เจริญ ในโลกของการปฏิบัติธรรม มีนักเดินทางจำนวนไม่น้อย ที่พากเพียรสร้าง แพ พากเพียร พาย จน ตื่นรู้ แต่ พวกเขากลับ แบกแพ นั้นไว้

พวกเขา แบก อะไร? เขา แบก ความเป็น ผู้ปฏิบัติธรรม เขา แบก ภูมิปัญญาที่เกิดจากการ รู้แจ้ง เขา แบก ว่า ฉันคือผู้รู้ ฉันคือผู้ตื่น ฉันเหนือกว่าผู้อื่น เขา แบก แม้กระทั่ง ครูบาอาจารย์ หรือ แนวทางปฏิบัติ ของตน ว่า ถูกต้องที่สุด เพียงหนึ่งเดียว

การตื่นรู้ ของเขา จึงกลายเป็นการ หลับใหล ในรูปแบบใหม่ เป็นการหลับใหลที่หอมหวานกว่า ประณีตกว่า และน่าสะพรึงกลัวกว่า เพราะมันคือการ หลง ใน ความดี มันคือการ หลง ใน ความรู้แจ้ง

ความน่าสนใจของหนังสือเล่มนี้ คือการ ชี้ ให้เห็น กับดัก เหล่านี้อย่างตรงไปตรงมา เราจะสำรวจ อาการของผู้แบกแพ เราจะสำรวจ เกาะแก่ง อันตราย ที่ชื่อ วิปัสสนูปกิเลส และเราจะส่องให้เห็น มานะ อันละเอียดอ่อน ที่ซ่อนอยู่ในความบริสุทธิ์

หนังสือเล่มนี้พยายามผสาน ปัญญา จากหลากหลายสายธาร เราจะเรียนรู้จาก โศลกสะเทือนธรรม ของท่านเว่ยหลาง (นิกายฌาน) ที่ชี้ตรงไปที่ ความว่าง เราจะเชื่อมโยงสิ่งนั้นเข้ากับ จิตประภัสสร ในพระไตรปิฎกฝ่ายเถรวาท และเราจะใช้อุปมาอันงดงามของครูบาอาจารย์สายวัดป่า (เช่น องค์หลวงพ่อชา) เพื่อทำความเข้าใจกระบวนการปฏิบัติ

นี่จึงไม่ใช่หนังสือที่บอก วิธีปฏิบัติ เพียงอย่างเดียว แต่เป็น แผนที่ ที่ชี้ให้เห็นว่า เมื่อปฏิบัติแล้ว คุณอาจ หลง ตรงไหนได้บ้าง และเมื่อ หลง แล้ว จะ ออกจากเกาะ นั้นได้อย่างไร


สรุปเนื้อหาสำคัญ: การเดินทางผ่าน ๓ ภาค (ตื่นรู้ – ติดรู้ – ไม่ติดรู้)

เนื้อหาในหนังสือ ๗๘ หน้า นี้ ถูกแบ่งออกเป็น ๓ ภาคหลัก เพื่อนำพาสหายธรรมเดินทางไปทีละขั้นตอน

ภาค ๑: ตื่นรู้ (การสร้างแพ และ การพาย)

ภาคนี้คือ รากฐาน เราจะเริ่มต้นด้วย โศลกสะเทือนธรรม อันเป็นตำนานแห่งนิกายเซน

เราจะพบกับ ท่านเชินซิ่ว (Shen-hsiu) หัวหน้านักบวชผู้คงแก่เรียน ผู้รจนาโศลกแห่ง การปฏิบัติแบบค่อยเป็นค่อยไป (Gradual Practice) ว่า:

กายคือต้นโพธิ์ ใจดุจกระจกเงาใส พึงเช็ดถูมันอยู่เสมอ อย่าให้ฝุ่นละอองจับ

นี่คือโศลกของ ผู้สร้างแพ คือการ ยอมรับ ว่ามี เรา (ผู้เช็ดถู) มี จิต (กระจก) และมี กิเลส (ฝุ่น) นี่คือการปฏิบัติที่เราคุ้นเคย คือ ศีล สมาธิ ปัญญา ซึ่ง จำเป็น อย่างยิ่งยวด

แต่แล้ว เราจะได้พบกับ ท่านเว่ยหลาง (Hui-neng) คนงานตำข้าวผู้ไม่รู้หนังสือ ผู้รจนา โศลกแก้ ที่สั่นสะเทือนโลกแห่งการปฏิบัติธรรม ว่า:

โพธิ์มิได้มีต้น กระจกเงาก็มิได้มีแท่น แต่เดิมหามีสิ่งใดไม่ ฝุ่นละอองจะลงจับอะไร

นี่คือ ระเบิด นี่คือ อนัตตา นี่คือ สุญญตา (ความว่าง) ท่านเว่ยหลางกำลัง ทุบ ทำลาย ผู้ปฏิบัติ ท่านชี้ว่า กระจก (อัตตา) ที่เราเฝ้าเช็ดนั้น มันไม่มีอยู่จริง ฝุ่น (กิเลส) มันจะไป เกาะ อะไรได้ ถ้า กระจก (ตัวกู-ของกู) มันไม่มีอยู่จริง

หนังสือเล่มนี้จะพาเราไปสำรวจว่า ความว่าง (สุญญตา) นี้ ก็คือ จิตเดิมแท้อันประภัสสร (จิตสว่างไสว) ที่พระพุทธองค์ตรัสไว้นั่นเอง เราจะใช้อุปมา เพชรในโคลน ธรรมชาติเราคือ เพชร (จิตประภัสสร) กิเลส (โคลน) เป็นเพียง แขกจร (อาคนตุก) ที่มาเปื้อนภายนอก หน้าที่เราไม่ใช่ สร้าง เพชร แต่คือ ล้างโคลน ออกไป

แล้วเราจะ ล้าง อย่างไร? เราจะมาทำความเข้าใจอุปมา การตัดต้นไม้ใหญ่ ของหลวงพ่อชา

  • การปฏิบัติ (การจามขวาน) เป็น ค่อยเป็นค่อยไป (Gradual) (นี่คือวิธีของท่านเชินซิ่ว)
  • การบรรลุธรรม (การล้มของต้นไม้) เป็น ฉับพลัน (Sudden) (นี่คือผลลัพธ์ของท่านเว่ยหลาง)

วิธีการ (การจามขวาน) ที่เราจะใช้ คือ วิธีการแห่งอจิต (No-Mind) ซึ่งในทางเถรวาท ก็คือ การรู้ทัน (To Know in Time) ดังที่ครูบาอาจารย์ (เช่น หลวงพ่อปราโมทย์) สั่งสอน คือการเปลี่ยนจากการ เป็น (Being) กิเลส มาสู่การ เห็น (Seeing) กิเลส เห็น มัน โดย ไม่ยึด

ภาค ๒: ติดรู้ (กับดัก และ เกาะแก่งกลางมหาสมุทร)

นี่คือ หัวใจ ของหนังสือเล่มนี้ เมื่อเรา พายแพ (ปฏิบัติ) จน เพชร (จิต) เริ่มส่องประกาย เมื่อ จิต สงบ สว่าง มีความสุข อัตตา ในรูปแบบใหม่ อัตตาของผู้รู้แจ้ง ก็จะปรากฏขึ้น นี่คือ การแบกแพ

หนังสือเล่มนี้จะชี้ให้เห็น อาการของผู้แบกแพ อย่างละเอียด ๔ ประการ:

  1. มานะ – ความรู้สึก เหนือกว่า ฉัน ข้ามพ้นแล้ว พวกเขา ยังหลงอยู่ นี่คือ ตัวกู ที่เปลี่ยนจากยึด กูรวย มาเป็นยึด กูรู้
  2. ทิฏฐิ – การยึดมั่นใน แผนที่ การหลงรัก วิธีการ (สีลัพพตปรามาส) ทางของฉัน ถูกต้องที่สุด กลายเป็นนัก ธรรมยุทธ์ ที่ชอบ ถกเถียง เพื่อ ชัยชนะ
  3. การพิพากษา – การขาดความเมตตาที่แท้จริง กลายเป็น เครื่องวัดภูมิธรรม คอย แจกจ่ายป้าย ตัดสินผู้อื่น ทั้งที่ การรู้ ที่แท้จริง ควรนำไปสู่ ความรัก (เมตตา)
  4. ความหนัก – ผู้ที่ วางแพ แล้ว (อรหันต์) จะ เบา (Lightness) แต่ ผู้แบกแพ (ผู้ติดรู้) จะ หนัก เพราะเขา ไม่ได้แบกธรรมะ เขา แบกอัตตาที่ยึดธรรมะ เขา หนัก เพราะต้อง รักษา สถานะ ผู้รู้ ของเขาไว้

อาการเหล่านี้เกิดขึ้น เพราะเขา สำคัญผิด (Misperception) ว่า เกาะแก่งใหญ่กลางมหาสมุทร คือ ฝั่งนิพพาน เขาจึง หยุดพาย แล้ว แบกแพเดินวนบนเกาะ

เกาะ นี้ ในทางเถรวาท คือ วิปัสสนูปกิเลส ๑๐

มันคือ เครื่องเศร้าหมอง แห่งปัญญา มันคือ ความดี ที่ กลายเป็นพิษ

หนังสือเล่มนี้จะพาเราไปสำรวจ ภูมิประเทศ ทั้ง ๑๐ ประการบนเกาะนี้ เช่น:

  • โอภาส (แสงสว่าง)
  • ญาณ (ความรู้)
  • ปีติ (ความอิ่มใจ)
  • ปัสสัทธิ (ความสงบเย็น)
  • สุข (ความสุข)
  • อุเบกขา (ความวางเฉย)

เกาะ (สภาวะ) เหล่านี้ ไม่ใช่ปัญหา แต่ ตัวการ ที่ทำให้เรา ติดเกาะ คือลำดับที่ ๑๐: นิกันติ (ความติดใจ) นิกันติ คือ มือ (อุปาทาน) ที่เอื้อมไป คว้า คือ ใจ (ตัณหา) ที่ พอใจ คือ ความสำคัญผิด ที่บอกว่า นี่แหละ ของฉัน

และ กับดัก ไม่ได้มีเพียงเท่านี้ หนังสือเล่มนี้จะพาท่านไปสำรวจ กับดักที่ประณีตที่สุด

นี่คือ เกาะ ที่สูงขึ้นไปอีก เกาะ ที่แม้แต่ พระอนาคามี (ผู้ไม่กลับมา) ผู้ละ กามราคะ (ความใคร่) และ ปฏิฆะ (ความโกรธ) ได้สิ้นเชิงแล้ว ก็ยัง เผลอติด ได้

จิต ของท่าน สะอาด และ สงบเย็น ยิ่งนัก จนท่าน สำคัญผิด ว่า นี่คือพระนิพพาน ท่าน เชื่อ ว่าท่านคือ พระอรหันต์

ทำไม? เพราะท่าน ยังเหลือ โซ่ (สังโยชน์) ๕ เส้นสุดท้าย โดยเฉพาะ โซ่ ที่มองไม่เห็น คือ:

  • อัสมิมานะ (สังโยชน์เส้นที่ ๘)
  • อวิชชา (สังโยชน์เส้นที่ ๑๐)

หนังสือเล่มนี้จะอธิบายความแตกต่างที่สำคัญยิ่ง ระหว่าง สักกายทิฏฐิ (โซ่เส้นที่ ๑) ซึ่งคือ ความเห็นผิด (The ‘View’) ว่ามีตัวตน กับ อัสมิมานะ (โซ่เส้นที่ ๘) ซึ่งคือ ความรู้สึก (The ‘Feeling’) หรือ กลิ่น ของ ตัวกู ที่ยัง รู้สึก ว่า เรามีอยู่ (I am)

พระอนาคามีผู้นี้ จึง กระโดด เข้าไป ยึด เอา ความสะอาด นั้น ฉัน คือผู้บริสุทธิ์ นี่คือ การแบกแพแห่งความบริสุทธิ์ แพ ที่ทำจาก ทองคำ แต่ ทองคำ ก็ยัง หนัก และ แพ แม้จะทำจากทองคำ ก็ยัง ไม่ใช่ฝั่ง

ภาค ๓: ไม่ติดรู้ (การสละแพ และการทำงานด้วยจิตว่าง)

เมื่อเรา เห็น กับดักทั้งหมดแล้ว ภาคสุดท้ายคือ ทางออก เราจะมาดูกันว่า บัณฑิต (ผู้ชาญฉลาด) เขา ทำอย่างไร เมื่อ เจอ เกาะวิปัสสนูปกิเลส

คำตอบคือ เขา รู้ทัน ๒ ชั้น

  1. เขารู้ทัน สภาวะ (เช่น แสงสว่าง)
  2. เขา รู้ทัน ไอ้ตัว นิกันติ (ความติดใจ) ที่กำลังจะ คว้า ความสุข

ขณะ ที่เขา เห็น (See) ไอ้ตัวที่กำลังจะไปยึด มือ (อุปาทาน) ที่กำลังจะ คว้า มันก็ ชะงัก นี่คือ การวางแพที่แบก

แล้วเขา ใช้แพเพื่อพายต่อ อย่างไร? เขา ไม่หนี และ ไม่ยึด เกาะนั้น เขา ใช้ เกาะนั้น เป็น อุปกรณ์ ในการ เจริญปัญญา (วิปัสสนา) ต่อไป! เขา พิจารณา แสงสว่าง ความสุข ความเฉย (ที่ปรากฏบนเกาะ) จน เห็น ความจริงของมัน คือ อนิจจัง (ไม่เที่ยง) ทุกขัง (บีบคั้น) และ อนัตตา (ไม่ใช่เรา)

เมื่อ ปัญญา เห็นไตรลักษณ์ นิกันติ (ความติดใจ) ก็ เกิดไม่ได้ เขา ขอบคุณ เกาะ ที่เป็นดั่ง ป้ายบอกทาง (Signpost) แล้ว พาย (ปฏิบัติ) ผ่าน มันไป จนถึง ฝั่งที่แท้จริง (พระอรหัตผล) ซึ่ง ณ ที่นั้น ผู้แบก (อัสมิมานะ) ได้ สลาย ไปแล้ว แพ (มรรค) จึง ถูกสละ ลง โดย อัตโนมัติ

และในบทสุดท้าย เราจะนำ สัจธรรม อันสูงสุดนี้ ย้อนกลับ มาสู่ ชีวิตฆราวาส ของเรา ในบทที่ ๑๒: อิสรภาพที่แท้จริง และการทำงานด้วยจิตว่าง


คุณค่าของหนังสือ: แผนที่ ที่ผสาน เซน เถรวาท และ อุปมา ที่งดงาม

สหายธรรมผู้เจริญ คุณค่า ที่สุดของหนังสือเล่มนี้ ที่ผมพยายามรจนาขึ้น คือการเป็น แผนที่ ที่ชี้ กับดัก

หนังสือธรรมะส่วนใหญ่ อาจจะสอน วิธีสร้างแพ หรือ วิธีพายแพ แต่หนังสือเล่มนี้ เน้นย้ำ วิธีสังเกตเกาะ และ วิธีที่จะไม่แบกแพ มันคือการ เตือนสติ นักปฏิบัติ ไม่ให้ ตื่น ขึ้นมา เพียงเพื่อจะ หลง ไปกับ ความตื่น นั้นเอง

ในเชิง วรรณศิลป์ หรือ ความงาม ของการนำเสนอ หนังสือเล่มนี้ ไม่ ใช่ตำราวิชาการที่แห้งแล้ง แต่เราพยายาม สนทนา กับท่านผู้อ่าน โดยใช้ อุปมา (Metaphor) เป็น ยานพาหนะ หลักในการสื่อสารธรรมะอันลึกซึ้ง:

  • อุปมาเรื่องแพ (The Raft): เป็นแกนกลางของเรื่องทั้งหมด
  • อุปมาเรื่องมหาสมุทร (The Ocean): คือ สังสารวัฏ
  • อุปมาเรื่องกระจกเงา (The Mirror): คือ จิตที่ รู้ แต่ ไม่ยึด (ท่านเว่ยหลาง และ อจิต)
  • อุปมาเรื่องเพชรในโคลน (The Diamond in the Mud): คือ จิตประภัสสร และกิเลสจร
  • อุปมาเรื่องแขกจร (The Guest): คือ กิเลส (อุปกิเลส) และจิต (เจ้าของบ้าน)
  • อุปมาเรื่องการตัดต้นไม้ (Cutting the Tree): คือ การปฏิบัติ (ค่อยเป็นค่อยไป) และการบรรลุ (ฉับพลัน)
  • อุปมาเรื่องเกาะแก่ง (The Island): คือ วิปัสสนูปกิเลส
  • อุปมาเรื่องห้องที่สะอาด (The Clean Room): คือ กับดักของพระอนาคามี (การติดในความบริสุทธิ์)

อุปมาเหล่านี้ ช่วย แปลง ปรมัตถสัจจะ (ความจริงสูงสุด) ที่ซับซ้อน ให้กลายเป็น ภาพ ที่ สัมผัส ได้ด้วยหัวใจ ทำให้เรา เห็น สภาวะของตนเอง และ เข้าใจ การเดินทางนี้ ได้อย่างชัดเจนยิ่งขึ้น


เชิญชวนให้อ่านเล่มเต็ม: การทำงาน คือ การปฏิบัติธรรม

สหายธรรมผู้เจริญ ท่านอาจจะคิดว่า เรื่อง ตื่นรู้ ติดรู้ พระอนาคามี พระอรหันต์ เป็นเรื่อง ไกลตัว เป็นเรื่องของพระ หรือนักบวช

แต่ผมขอยืนยันว่า ธรรมะ ทั้งหมดในหนังสือเล่มนี้ เกิดขึ้น กับเรา ณ ขณะนี้ ใน ชีวิตประจำวัน

เราคือ ฆราวาส มหาสมุทร ของเรา คือ ที่ทำงาน คลื่นลม ของเรา คือ การประชุมที่ตึงเครียด ยอดขายที่ต้องทำ หนี้สินที่ต้องจ่าย ความสัมพันธ์ที่ซับซ้อน

เรา ทุกข์ ไม่ใช่เพราะ ตัวงาน แต่เรา ทุกข์ เพราะเรา แบกแพ

แพ ที่เรา แบก ที่ออฟฟิศ คือ แพ ที่ชื่อ ความสำเร็จ ของฉัน แพ ที่ชื่อ หน้าตา ของฉัน แพ ที่ชื่อ ความล้มเหลว ที่ฉันกลัว

เมื่อ เจ้านาย ตำหนิ งานของเรา งาน ไม่ได้ เจ็บ แต่ แพ (อัตตา) ที่เราแบก คือ ตัวกู-ของกู มัน เจ็บ เมื่อ เพื่อนร่วมงาน ได้ดี กว่าเรา เรา (กาย-ใจ) ไม่ได้ เสีย อะไร แต่ แพ (มานะ – ความถือตัว) ที่เราแบก มัน รู้สึกพ่ายแพ้

ดังนั้น การปฏิบัติธรรม จึง ไม่ ใช่การ หนี จากงาน (นั่นคือการ หนี มหาสมุทร) แต่ การทำงาน คือ การปฏิบัติธรรม มันคือ การทำงาน ด้วยจิตว่าง

หนังสือเล่มนี้ จะชี้ให้ท่านเห็น วิธีการ วางแพ ขณะทำงาน เราจะ ใช้ การรู้ทัน (สติ) เป็น ไม้พาย

ขณะ ที่กำลัง เครียด (ทุกขเวทนา) รู้ทัน อ้อ จิตกำลังเครียด สติ (ผู้รู้) เห็น ความเครียด (แขกจร) จิต (ผู้รู้) แยก ออกจาก ความเครียด (ผู้ถูกรู้) ขณะ นั้น ตัวกู-ผู้เครียด เกิดไม่ทัน ความเครียด (แขก) เมื่อถูก เห็น ไม่มีใคร ยึด มันก็ ดับ จิต ก็ ว่าง แล้วก็ กลับ ไป พิมพ์งาน (ทำงาน) ต่อ

ขณะ ที่ ถูกตำหนิ (ปฏิฆะ) ความโกรธ (แขก) วาบ ขึ้นมา รู้ทัน อ้อ โกรธ เห็น ว่า โกรธ ก็ ไม่ใช่เรา (อนัตตา) โกรธ ดับ จิต ก็ ว่าง แล้วก็ รับฟัง คำตำหนิ ด้วย ปัญญา (เพื่อ แก้ไข งาน ไม่ใช่เพื่อ ปกป้อง กู )

การทำงาน จึง กลาย เป็น สนามรบ ที่ ฆ่า ตัวกู-ของกู ทุก ขณะ ที่เรา รู้ทัน คือเรา จามขวาน (บทที่ ๓) ฉับ หนึ่ง ทุก ขณะ ที่เรา ไม่แบก คือเรา พาย ก้าว หนึ่ง

ตื่นรู้ ไม่ติดรู้ จึงคือ ตื่น ขึ้นมา เห็น แพ ที่เรา แบก อยู่ใน ชีวิตประจำวัน และ ไม่ติดรู้ คือ การรู้ทัน (สติ) การวาง (ปัญญา) วาง ไอ้ ตัวกู-ผู้แบก ลง ณ ขณะนั้น

วาง แล้ว ทำ วาง แล้ว พูด วาง แล้ว รู้

บัดนี้ การเดินทางได้เริ่มขึ้นแล้ว ผมขอเชิญสหายธรรมผู้แสวงหาอิสรภาพทุกท่าน จงพลิกหน้ากระดาษต่อไป เพื่อเรียนรู้ที่จะ ตื่น จากความหลับใหลแห่งอวิชชา และในขณะเดียวกัน ก็เรียนรู้ที่จะ ไม่ยึดติด แม้กระทั่งใน ความตื่น นั้นเอง

ด้วยเมตตาธรรม พิพัฒน์ธรรม


(บทความนี้จัดทำขึ้นเพื่อเชิญชวน ท่านสามารถดาวน์โหลดหนังสือ ตื่นรู้ ไม่ติดรู้ ฉบับเต็ม (หนังสือฟรี) ได้ที่ Link ด้านล่างนี้)

[Link สำหรับดาวน์โหลดหนังสือ ]

ใส่ความเห็น