ในฐานะผู้เขียน และในฐานะเพื่อนร่วมเดินทางในสังสารวัฏคนหนึ่ง ผมอยากจะเริ่มต้นบทความนี้ด้วยคำถามเรียบง่ายสักหนึ่งคำถาม… ท่านเคยรู้สึกบ้างหรือไม่ว่า ในทุกย่างก้าวของชีวิต เราต่างกำลังแบกรับ “สัมภาระล่องหน” ชิ้นหนึ่งไว้บนบ่าของเราอยู่ตลอดเวลา มันคือความหนักอึ้งที่เครื่องชั่งใดๆ ในโลกก็ไม่สามารถวัดค่าได้ เป็นความเหนื่อยล้าที่เราพาเดินทางไปกับเราในทุกที่ และนำมันกลับมานอนเคียงข้างในยามค่ำคืน สัมภาระชิ้นนี้มีชื่อเรียกรวมๆ กันว่า “ความทุกข์ใจ”
สัมภาระชิ้นนี้ประกอบขึ้นจากเศษเสี้ยวของความทรงจำอันเจ็บปวดในอดีต , ความวิตกกังวลต่ออนาคตที่ยังมาไม่ถึง , ความผิดหวังในตัวผู้อื่นและความไม่ได้ดั่งใจในตนเอง , ตลอดจนความโกรธ ความกลัว และความน้อยเนื้อต่ำใจนานัปการที่เกาะกินใจเราอยู่เงียบๆ เราทุกคนต่างเป็นนักเดินทางผู้แบกสัมภาระชิ้นนี้ แต่สิ่งที่น่าเศร้าก็คือ เราส่วนใหญ่ไม่เคยตระหนักเลยว่า เรามี “สิทธิ์” ที่จะวางมันลง มิหนำซ้ำ เรากลับใช้เวลาเกือบทั้งชีวิตไปกับการยัดสิ่งของใหม่ๆ เข้าไปในสัมภาระนั้นให้มันหนักอึ้งยิ่งขึ้นไปอีก
เหตุใดจึงเป็นเช่นนั้น? คำตอบนั้นอยู่ใกล้ตัวเราเสียจนน่าใจหาย… เป็นเพราะเราไม่เคยได้รับการสอนถึงวิธีใช้ “มือแห่งใจ” ของเราอย่างถูกต้อง จิตของเรานั้นมี “มือ” ที่ทรงพลังซึ่งทำงานอยู่ตลอดเวลายี่สิบสี่ชั่วโมง มันคือมือที่คอยเอื้อมออกไป “คว้าจับ” สรรพสิ่งที่ผ่านเข้ามาในชีวิต เมื่อ “ความสำเร็จ” ลอยผ่านมา มือแห่งใจก็รีบคว้าจับมันไว้แน่นด้วยความยินดี แต่ในขณะเดียวกันก็เกิดความกลัวที่จะสูญเสียมันไป เมื่อ “คำตำหนิ” ถูกโยนเข้ามา มือแห่งใจก็เอื้อมไปรับมันเอาไว้ แล้วนำมาทิ่มแทงใจตัวเองซ้ำแล้วซ้ำเล่า และเมื่อ “ความโกรธ” ซึ่งเปรียบดั่งถ่านไฟร้อนแดงปรากฏขึ้น แทนที่เราจะปล่อยมันไป มือแห่งใจกลับไปคว้าถ่านไฟก้อนนั้นขึ้นมา หมายจะขว้างปาใส่คนอื่น แต่ก่อนที่จะได้ขว้างออกไป มือของเราเองก็ต้องพองไหม้เสียก่อน
ชีวิตของเราจึงวนเวียนอยู่กับการ “คว้า-กำ-ยึด” และ “ผลักไส” อยู่เช่นนี้ไม่รู้จบสิ้น ณ จุดนี้เอง ที่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ทรงชี้ให้เราเห็นว่า ความทุกข์ทั้งมวลไม่ได้เกิดขึ้นจาก “สิ่งที่มือไปคว้า” แต่เกิดขึ้นจาก “กิริยาที่มือเอื้อมออกไปคว้า” ต่างหาก และหนทางแห่งการดับทุกข์นั้น ก็อยู่ที่การหันกลับมาเรียนรู้ศิลปะอันเรียบง่ายทว่าลึกซึ้งที่สุด… นั่นคือศิลปะแห่ง “การวางใจ”
หนังสือธรรมทาน “วางใจเป็น….ใจเป็นวาง” ที่ผมกำลังจะแนะนำให้ท่านได้รู้จักนี้ คือความตั้งใจทั้งชีวิตของผมที่จะถ่ายทอดศิลปะอันประเสริฐนั้น มันคือคู่มือการเดินทางที่จะนำพาทุกท่านออกจาก “การแบก” ไปสู่ “การวาง” จากความหนักอึ้งไปสู่ความเบาสบาย โดยการเดินทางนี้มีอยู่สองขั้นตอนสำคัญ อันเป็นที่มาของชื่อหนังสือเล่มนี้ครับ
- การฝึกฝนจน “วางใจเป็น”: นี่คือช่วงเวลาของการเรียนรู้ คือการสร้าง “ทักษะ” ให้กับมือแห่งใจของเรา เราจะเรียนรู้ที่จะ “เห็น” ก่อนที่จะ “คว้า” โดยมี “สติ” เป็นดั่งดวงตา เราจะเรียนรู้ที่จะปรับ “ทัศนคติ” ให้ถูกต้องด้วย “สัมมาทิฏฐิ” อันเป็นดั่งแผนที่ และเราจะเรียนรู้ที่จะใช้ “ปัญญา” ในการพลิกมุมมองต่อปัญหาด้วย “โยนิโสมนสิการ”
- การเข้าถึงสภาวะที่ “ใจเป็นวาง”: เมื่อเราฝึกฝนทักษะการ “วางใจเป็น” จนชำนาญแล้ว ผลลัพธ์อันน่าอัศจรรย์จะบังเกิดขึ้นเองโดยธรรมชาติ นั่นคือการเปลี่ยนผ่านจาก “การกระทำ” ไปสู่ “สภาวะ” เป็นสภาวะที่จิตมันไม่ไป “ยึด” สิ่งใดๆ ขึ้นมาเป็นภาระแต่แรกแล้ว เปรียบดั่งนักดนตรีเอกที่เมื่อฝึกฝนจนเชี่ยวชาญแล้ว นิ้วของเขาก็จะเคลื่อนไหวไปบนเครื่องดนตรีอย่างเป็นธรรมชาติ บทเพลงอันไพเราะบังเกิดขึ้นเองโดยไม่ต้องใช้ความพยายามบีบคั้นบังคับอีกต่อไป
ผมหวังเป็นอย่างยิ่งว่า บทความชิ้นนี้จะเป็นดั่งบทนำ ที่จะเปิดประตูให้ท่านได้เห็นภาพรวมของการเดินทางอันประเสริฐนี้ และเป็นแรงบันดาลใจให้ท่านอยากที่จะก้าวเดินไปบนเส้นทางแห่งความเบาสบายนี้ด้วยกันครับ
สรุปเนื้อหาสำคัญ: จากรากเหง้าของความทุกข์ สู่ยอดภูผาแห่งอิสรภาพ
หนังสือ “วางใจเป็น…ใจเป็นวาง” ได้ถูกร้อยเรียงขึ้นเป็นลำดับ 16 บท พร้อมบทสรุป เพื่อนำพาท่านผู้อ่านเดินทางไปทีละก้าว จากการทำความเข้าใจ “ปัญหา” ไปสู่การค้นพบ “เครื่องมือ” และในที่สุดก็นำไปสู่ “ผลลัพธ์” คือความเบาสบายแห่งใจ เนื้อหาสำคัญโดยสังเขปนั้น สามารถแบ่งออกเป็นสามช่วงหลักๆ ดังนี้ครับ
ช่วงที่หนึ่ง: การชันสูตรรากเหง้าของความทุกข์ (บทที่ ๑-๒)
การเดินทางเริ่มต้นด้วยการตอบคำถามที่สำคัญที่สุดว่า “ทำไมเราจึง ‘วาง’ ไม่ลง” เราจะร่วมกันสำรวจลึกลงไปถึงต้นตอที่แท้จริงของความทุกข์ ซึ่งพระพุทธองค์ทรงชี้ไว้ว่ามีอยู่เพียงสองประการเท่านั้นคือ “อวิชชา” และ “ตัณหา”
- อวิชชา – ความมืดมิดแห่งความไม่รู้: เราจะมาทำความเข้าใจว่า “อวิชชา” ไม่ใช่แค่การไม่มีความรู้ แต่คือการ “มีความรู้ที่ผิด” เป็นความเข้าใจผิดต่อความจริงของโลก 3 ประการคือ:
- ความไม่รู้ว่าทุกสิ่งล้วน “ไม่เที่ยง” (อนิจจัง) : เราจึงพยายามยึดเหนี่ยวปราสาททรายโดยลืมไปว่าคลื่นแห่งความเปลี่ยนแปลงจะต้องซัดเข้ามาเสมอ
- ความไม่รู้ว่าสภาวะที่ถูกปรุงแต่งล้วนเป็น “ทุกข์” (ทุกขัง) : เราจึงพยายามดื่มน้ำทะเลเพื่อดับกระหาย ยิ่งดื่มก็ยิ่งทุกข์ทรมาน
- ความไม่รู้ว่าทุกสิ่งล้วน “ไม่ใช่ตัวตน” (อนัตตา) : เราจึงหลงยึดติดกับบทบาท “พระราชา” ที่เราสวมอยู่ จนลืมไปว่าแท้จริงแล้วเราเป็นเพียงนักแสดง
- ตัณหา – แรงขับเคลื่อนอันไม่สิ้นสุด: เมื่อมีความไม่รู้เป็นพื้นฐาน ก็จะเกิด “ตัณหา” หรือความทะยานอยาก 3 รูปแบบ คือ กามตัณหา (ความอยากในวัตถุ) , ภวตัณหา (ความอยากให้ตัวตนได้เป็นอย่างนั้นอย่างนี้) , และ วิภวตัณหา (ความอยากให้ตัวตนไม่ต้องเป็นอย่างนั้นอย่างนี้)
เมื่อเราวินิจฉัยโรคเจอแล้ว การรักษาก็จะเริ่มต้นขึ้นในบทถัดไป ด้วยการจุดประทีปดวงแรกที่ชื่อว่า “สัมมาทิฏฐิ” ซึ่งเปรียบเสมือน “เข็มทิศสู่ความจริง” เราจะเรียนรู้กฎของธรรมชาติ 2 ประการที่เป็นหัวใจของการมองโลกตามที่มันเป็น คือ กฎแห่งกรรม (กฎแห่งการกระทำและผลของการกระทำ) และ กฎแห่งไตรลักษณ์ (อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา) ซึ่งจะเป็นรากฐานอันมั่นคงที่สุดในการเดินทางต่อไป
ช่วงที่สอง: เครื่องมือและสนามฝึกฝน (บทที่ ๓-๑๒)
เมื่อมีแผนที่และเข็มทิศแล้ว เราจะมาเรียนรู้ถึง “เครื่องมือ” และ “วิธีการ” ในภาคปฏิบัติอย่างละเอียด
- เชื้อเพลิงของการเดินทาง (บทที่ ๓): การเดินทางจะเริ่มต้นไม่ได้หากขาดเชื้อเพลิง 2 ชนิดคือ “ศรัทธา” ความเชื่อมั่นที่ประกอบด้วยปัญญาอันเป็นดั่งแสงดาวนำทาง และ “ฉันทะ” ความพอใจในการสร้างสรรค์สิ่งที่ดีงามอันเป็นดั่งสายลมที่พัดส่งใบเรือ
- นายเรือผู้ตื่นรู้ (บทที่ ๔): เราจะมาทำความรู้จักกับหัวใจของการปฏิบัติ นั่นคือ “สติ” ในความหมายที่แท้จริงคือ “ความระลึกได้ถึงปัจจุบันขณะ” ไม่ใช่ความเคร่งเครียด แต่คือ “ความรู้สึกตัว” อย่างผ่อนคลาย และการ “แค่รู้” อย่างเป็นธรรมชาติ โดยน้อมนำคำสอนของหลวงพ่อเทียน จิตฺตสุโภ และหลวงพ่อคำเขียน สุวณฺโณ มาเป็นแนวทาง
- สนามฝึกฝนในชีวิตจริง (บทที่ ๕): เราจะนำสติมาลงสู่สนามฝึกที่ใกล้ตัวที่สุดคือ “สติปัฏฐาน ๔” คือการมีสติรู้เท่าทัน กาย (เช่น ลมหายใจ, อิริยาบถ) , เวทนา (ความรู้สึกสุข ทุกข์ เฉยๆ) , จิต (สภาพของจิตเช่น มีราคะ มีโทสะ) , และ ธรรม (การเห็นสภาวะต่างๆตามหลักธรรม)
- ศิลปะแห่งการพลิกมุมมอง (บทที่ ๖): เราจะเรียนรู้เครื่องมืออันแยบคายที่ชื่อว่า “โยนิโสมนสิการ” คือศิลปะการคิดพิจารณาในมุมที่จะนำไปสู่การดับทุกข์ เปรียบเสมือนการเป็น “พ่อครัวหลวงผู้มีปัญญา” ที่สามารถเปลี่ยนวัตถุดิบทั้งดีและร้ายให้กลายเป็นอาหารเลิศรสหรือยาบำรุงได้
- จุดพลิกผันที่สำคัญที่สุด (บทที่ ๗): เราจะเดินทางมาถึงจุดที่ต้องเปลี่ยนผ่านจาก “ความจงใจพยายาม” ไปสู่ “การยอมรับและเห็นตามจริง” โดยใช้อุปลักษณ์ของการ “หัดว่ายน้ำ” ที่ยิ่งดิ้นรนก็ยิ่งจม แต่เมื่อหยุดดิ้นรนและยอมรับในธรรมชาติของน้ำ ร่างกายก็จะลอยขึ้นมาเอง นี่คือการค้นพบความสมดุลระหว่าง “วิริยะ” และ “อุเบกขา”
- ผลลัพธ์อันงดงาม (บทที่ ๘-๑๒): เมื่อผ่านจุดพลิกผันมาแล้ว เราจะมาสำรวจถึง “ผล” ของการปฏิบัติ ได้แก่ ลักษณะของจิตที่วางลงแล้ว ซึ่งจะมีความโปร่ง เบา สบาย และเป็นอิสระ ดุจลูกโป่งที่ถูกปล่อยสู่ท้องฟ้า , พลังแห่งสมาธิและความนิ่ง ที่ทำให้เราค้นพบ “จิตผู้รู้” อันเป็นประธานผู้สงบนิ่งอยู่กลางพายุ , อุเบกขา ความสมดุลอันยิ่งใหญ่ที่ทำให้ใจเราเป็นดั่ง “ภูผาไม่ไหวเอน” แม้จะถูกลมแห่งโลกธรรม ๘ (มีลาภ-เสื่อมลาภ, มียศ-เสื่อมยศ, สรรเสริญ-นินทา, สุข-ทุกข์) พัดกระหน่ำ และเมื่อใจวางลงอย่างแท้จริงแล้ว เมตตาจึงแผ่ไพศาล พรหมวิหาร ๔ จะบังเกิดขึ้นเองดั่งน้ำที่เต็มเปี่ยมล้นออกจากภาชนะ และท้ายที่สุดคือการ ตื่นจากฝัน ด้วย “ปัญญาญาณ” ที่เห็นแจ้งว่าทุกสิ่งเป็นเพียงกระแสธารแห่งเหตุปัจจัยที่ว่างเปล่าจากตัวตน (อนัตตา)
ช่วงที่สาม: การนำธรรมะมาใช้ในสถานการณ์จริง (บทที่ ๑๓-๑๖)
ในช่วงสุดท้ายของหนังสือ เราจะนำหลักการปฏิบัติทั้งหมด มาประยุกต์ใช้กับบททดสอบที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในชีวิตของฆราวาส
- ในเรือนใจ…วางใจท่ามกลางความสัมพันธ์ (บทที่ ๑๓): ความสัมพันธ์คือห้องสอบไล่ที่แท้จริง เราจะเรียนรู้ศิลปะ 3 ประการคือ การฉีกสัญญาทิพย์ด้วยการลดความคาดหวัง, การสื่อสารด้วยใจที่วาง (การฟังอย่างลึกซึ้งและการพูดด้วยเมตตา), และการให้อภัยจากใจจริง
- ตลาดโลก ตลาดธรรม…วางใจกับการงานและการเงิน (บทที่ ๑๔): เราจะเรียนรู้วิธีเปลี่ยนที่ทำงานที่กดดันให้กลายเป็นสนามภาวนา ด้วยการแยก “งาน” ออกจาก “ฉัน” , วางใจในความสำเร็จและความล้มเหลวด้วยอุเบกขา , และย้ายฐานที่มั่นของความปลอดภัยจากตัวเลขในบัญชีเข้ามาสู่ “อริยทรัพย์” ภายใน
- เมื่อกายป่วย…แต่ใจไม่ป่วย (บทที่ ๑๕): เราจะเรียนรู้ที่จะเผชิญหน้ากับความเจ็บป่วย โดยการไม่ยิง “ลูกศรดอกที่สอง” ซ้ำเติมตัวเอง คือการใช้สติและปัญญาแยก “ความเจ็บปวดทางกาย” ออกจาก “ความทุกข์ทรมานทางใจ”
- บทเรียนสุดท้าย…วางใจเพื่อละโลกอย่างสงบ (บทที่ ๑๖): เราจะเตรียมตัวสำหรับวันสำเร็จการศึกษาของชีวิต ด้วยการเจริญ “มรณานุสติ” เพื่อคลายความยึดมั่น, เรียนรู้วิธีการปล่อยวางสัมภาระและประคองจิตดวงสุดท้าย , และวิธีช่วยเหลือบุคคลอันเป็นที่รักให้จากไปอย่างสงบ
คุณค่าของหนังสือ: แผนที่เดินทางสู่ความเบาสบายที่ใช้ได้จริง
ผมเชื่อเป็นอย่างยิ่งว่า “วางใจเป็น…ใจเป็นวาง” เล่มนี้ มีความพิเศษและแตกต่างจากหนังสือธรรมะทั่วไปในหลายมิติ ที่จะมอบเป็นคุณค่าให้แก่ท่านผู้อ่านได้
- วรรณศิลป์ที่งดงามและเข้าถึงง่าย: ผมตั้งใจอย่างยิ่งที่จะใช้ภาษาที่เรียบง่าย แต่ในขณะเดียวกันก็สอดแทรกอุปลักษณ์และภาพพจน์ที่งดงาม เพื่อให้ธรรมะที่ลึกซึ้งนั้นสามารถ “เห็นภาพ” และ “สัมผัสได้ด้วยใจ” ไม่ว่าจะเป็นภาพของ “สัมภาระล่องหน”, “มือแห่งใจ”, “นักว่ายน้ำผู้เรียนรู้ที่จะลอยตัว”, “ภูผาไม่ไหวเอน”, “ถ้วยชาที่ว่างเปล่า” หรือ “การตื่นจากฝัน” ภาพเปรียบเทียบเหล่านี้จะช่วยให้ท่านจดจำและน้อมนำหลักธรรมไปใช้ได้ง่ายขึ้น
- โครงสร้างที่เป็นระบบและนำทางอย่างเป็นขั้นตอน: หนังสือเล่มนี้ไม่ได้เป็นเพียงการรวมบทความธรรมะ แต่คือ “หลักสูตร” ที่ถูกออกแบบมาอย่างเป็นระบบ จากการวินิจฉัยปัญหา, การเรียนรู้เครื่องมือ, การลงมือปฏิบัติ, การเห็นผลลัพธ์ ไปจนถึงการประยุกต์ใช้ในชีวิตจริง ท่านจะรู้สึกเหมือนมีกัลยาณมิตรที่คอยจูงมือท่านเดินไปทีละก้าวบนเส้นทางนี้
- เน้นภาคปฏิบัติที่ใช้ได้จริงในชีวิตประจำวัน: หัวใจของหนังสือเล่มนี้คือการเชื่อมโยงธรรมะให้เข้ากับชีวิตจริงของฆราวาส เราไม่ได้พูดถึงสภาวะที่ไกลตัว แต่เราพูดถึงวิธีรับมือกับคำตำหนิของเจ้านาย, วิธีวางใจเมื่อลูกไม่เชื่อฟัง, วิธีจัดการกับความเครียดเรื่องเงิน, และวิธีเผชิญหน้ากับความเจ็บป่วยและความตาย ทุกบทเรียนล้วนเป็นสิ่งที่ท่านสามารถนำไปใช้ได้ “ทันที” ในชีวิตของท่าน
- บูรณาการคำสอนของพ่อแม่ครูอาจารย์: ผมได้น้อมนำเพชรน้ำเอกแห่งคำสอนของพ่อแม่ครูอาจารย์หลายท่านที่ผมเคารพยิ่ง เช่น หลวงพ่อเทียน จิตฺตสุโภ , หลวงพ่อคำเขียน สุวณฺโณ , หลวงปู่ดูลย์ อตุโล , และหลวงพ่อชา สุภัทโท เข้ามาผสมผสานและอธิบายขยายความ เพื่อให้ท่านผู้อ่านได้ลิ้มรสแก่นธรรมอันเป็นอมตะของท่านเหล่านั้นด้วย
- มอบ “อิสรภาพ” ไม่ใช่ “กฎเกณฑ์”: เป้าหมายสูงสุดของหนังสือเล่มนี้ ไม่ใช่การมอบกฎเกณฑ์หรือข้อบังคับให้ท่านต้องทำตาม แต่คือการมอบ “เครื่องมือ” และ “ความเข้าใจ” เพื่อให้ท่านสามารถค้นพบ “อิสรภาพ” ได้ด้วยตัวของท่านเอง อิสรภาพจากการเป็นทาสของอารมณ์, อิสรภาพจากคำพูดของคนอื่น และอิสรภาพจากความยึดมั่นถือมั่นในตัวตน
สู่การเดินทางที่แท้จริง: ทุกย่างก้าวคือความเบาสบาย
ท่านสาธุชนผู้แสวงหาความสงบเย็นทั้งหลาย…
หนังสือเล่มนี้กำลังจะจบลง… แต่การเดินทางที่แท้จริงของท่าน… กำลังจะเริ่มต้นขึ้น ความจริงอันน่าอัศจรรย์ที่เราได้ค้นพบก็คือ “ใจเป็นวาง” นั้น ไม่ใช่ยอดเขาที่อยู่ไกลตัว หากแต่ “ซ่อนอยู่ในทุกย่างก้าวของการเดินทาง” นั้นเอง
ในวินาทีที่ท่าน “รู้ทัน” ความโกรธ… ณ วินาทีนั้น… ใจของท่านก็ได้ “วาง” ลงแล้ว ในขณะที่ท่าน “ยอมรับ” ความเจ็บปวด โดยไม่ซ้ำเติม… ณ ขณะนั้น… ใจของท่านก็ได้ “วาง” ลงแล้ว
เป้าหมายสูงสุดจึงไม่ใช่การหนีออกจากโลก แต่คือการเรียนรู้ที่จะ “เต้นรำ” ไปกับโลกใบนี้ได้อย่างสง่างามและเบาสบาย และประตูสู่ชีวิตที่เบาสบายนั้น ก็ได้เปิดออกต้อนรับท่านแล้ว… ในลมหายใจเข้า… ท่านสามารถกลับมาบ้านได้, ในลมหายใจออก… ท่านสามารถวางภาระลงได้
ผมขอเรียนเชิญทุกท่านมาร่วมออกเดินทางอันประเสริฐนี้ด้วยกัน… การเดินทางที่จะปลดปล่อยท่านจากสัมภาระล่องหนที่แบกไว้เนิ่นนาน และนำพาท่านไปสู่ชีวิตที่เบาสบายดุจขนนกอันล่องลอยเป็นอิสระอยู่กลางใจตน หนังสือเล่มนี้เป็นธรรมทานที่ผมตั้งใจรจนาขึ้นเพื่อเป็นแสงสว่างนำทาง และผมเชื่อมั่นว่าทุกตัวอักษรในนี้ จะเป็นดั่งเพื่อนผู้คอยกระซิบเตือนและมอบกำลังใจให้ท่านในทุกย่างก้าวอย่างแน่นอน
บัดนี้ การเดินทางได้เริ่มต้นขึ้นแล้ว… ณ การตัดสินใจของท่านในขณะนี้
ด้วยความปรารถนาดี พิพัฒน์ธรรม
ท่านสามารถดาวน์โหลดหนังสือ “วางใจเป็น…ใจเป็นวาง” ฉบับเต็ม (E-book) โดยไม่มีค่าใช้จ่าย ได้จาก Link




ใส่ความเห็น