จาก ‘สุข’ ที่ ‘สุกไหม้’ สู่ ‘สุข’ ที่ ‘ร่มเย็น’: คำเชื้อเชิญสู่การเดินทางภายในผ่านหนังสือ “ติดสุข จึงติดทุกข์”

ในทุกครั้งที่ผมได้จรดปลายนิ้วลงบนแป้นพิมพ์เพื่อร้อยเรียงถ้อยคำในบทความแต่ละชิ้น หัวใจของผมมีความปรารถนาอยู่เพียงหนึ่งเดียว นั่นคือการได้แบ่งปันแสงสว่างแห่งปัญญาที่ผมได้รับมาจากองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าและเหล่าครูบาอาจารย์ ให้ได้สาดส่องเข้าไปในมุมต่างๆ ของชีวิตและจิตใจ เพื่อที่เราจะได้ร่วมกันเรียนรู้ที่จะอยู่บนโลกใบนี้อย่างมีความทุกข์น้อยลง และมีความสุขที่แท้จริงมากยิ่งขึ้น

ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา ผมได้สนทนากับท่านผู้อ่านผ่านบทความหลากหลายประเด็น แต่ผมยังรู้สึกอยู่เสมอว่า มีแก่นความจริงบางประการที่ลึกซึ้งและเป็นหัวใจของการปฏิบัติทั้งหมด ซึ่งจำเป็นต้องใช้พื้นที่และการลำดับเรื่องราวที่ยาวกว่าบทความทั่วไปเพื่อจะสื่อสารได้อย่างสมบูรณ์ ด้วยเหตุนี้เอง ผมจึงได้รวบรวมความคิด ความเข้าใจ และประสบการณ์ทั้งหมด กลั่นกรองออกมาเป็นหนังสือธรรมทานเล่มเล็กๆ ที่ชื่อว่า “ติดสุข จึงติดทุกข์”

วันนี้ ผมจึงขอใช้พื้นที่นี้ไม่ได้มาเขียนบทความใหม่ แต่เพื่อจะเขียน “บทความถึงหนังสือ” เล่มนี้ เพื่อเชิญชวนให้ทุกท่านได้ลองเปิดใจรับแผนที่การเดินทางฉบับนี้ไปศึกษา และหวังเป็นอย่างยิ่งว่ามันจะเป็นประโยชน์ในการนำทางชีวิตของท่าน ไม่มากก็น้อย

ความน่าสนใจของหนังสือ: เหตุใดเราจึงควรหยุดฟังเสียงกระซิบของความทุกข์ที่ซ่อนในความสุข

เราทุกคนต่างเป็นนักแสวงหา… เราออกเดินทางตั้งแต่เช้าจรดค่ำเพื่อไล่ตามผีเสื้อแสนสวยที่ชื่อว่า “ความสุข” และในขณะเดียวกันก็วิ่งหนีเงาอันน่าสะพรึงกลัวที่ชื่อว่า “ความทุกข์” อย่างไม่คิดชีวิต นี่คือเกมพื้นฐานของชีวิตที่ทุกสรรพสัตว์กำลังเล่นอยู่

โลกสมัยใหม่ได้หยิบยื่นคำสัญญาแห่งความสุขให้เราอย่างมากมายมหาศาล มันบอกเราว่าหากมีเงินทอง, มีบ้าน, มีรถ, มีคนรัก, มีสุขภาพดี, และได้ท่องเที่ยว… เราก็จะพบกับความสุขที่แท้จริง และเราก็เชื่อเช่นนั้น เราทุ่มเททั้งชีวิตเพื่อเก็บสะสมองค์ประกอบเหล่านี้ และเมื่อเราทำได้สำเร็จ ความสุขก็เกิดขึ้นจริงๆ… แต่ท่านเคยรู้สึกไหมครับว่ามันเป็นความสุขที่แปลกประหลาด เป็นความสุขที่ต้องคอยเติมอยู่เสมอ ราวกับภาชนะที่มีรอยรั่ว เป็นความสุขที่ท่ามกลางเสียงหัวเราะกลับมีความว่างเปล่าซ่อนอยู่

หนังสือเล่มนี้ถือกำเนิดขึ้นจากคำถามสำคัญที่ว่า: เหตุใดยิ่งเราพยายามไขว่คว้าและกอดรัด “ความสุข” ไว้แน่นเพียงใด ดูเหมือนว่าเรากลับยิ่งถูก “ความทุกข์” พันธนาการไว้แน่นขึ้นเพียงนั้น?

ความน่าสนใจของหนังสือเล่มนี้จึงไม่ได้อยู่ที่การปฏิเสธความสุข แต่เป็นการชวนท่านผู้อ่านมาผ่าตัดและชันสูตร “ความสุข” ที่เราคุ้นเคยกันอย่างละเอียดลออ ด้วยแว่นขยายแห่งพุทธปัญญา ผมได้หยิบยืมอุปมาอันแหลมคมของพระพุทธองค์ที่ว่าด้วย “น้ำผึ้งที่ฉาบบนคมมีด” มาเป็นแกนกลางในการเล่าเรื่อง รสหวานของน้ำผึ้งนั้นมีอยู่จริง มันคือความเพลิดเพลินใจที่เราได้รับ แต่ใต้ความหวานนั้น มีคมมีดแห่งสัจธรรม 3 ประการซ่อนอยู่ คือ อนิจจัง (ความไม่เที่ยง), ทุกขัง (ความทนอยู่สภาพเดิมไม่ได้), และ อนัตตา (ความไม่ใช่ตัวตน)

“ติดสุข จึงติดทุกข์” จะทำหน้าที่เป็นเหมือนคู่มือนำทางให้ท่านได้เห็นกลไกอันซ่อนเร้นนี้อย่างชัดเจน มันไม่ใช่หนังสือที่จะบอกให้ท่านต้องละทิ้งโลก แต่เป็นหนังสือที่จะมอบเครื่องมือให้ท่านสามารถ “เสพสุข” ได้อย่างรู้เท่าทันและเป็นอิสระ สามารถเปลี่ยนความสุขที่ “สุกไหม้” ให้กลายเป็นความสุขที่ “ร่มเย็น” ได้ ณ ภายในใจของตนเอง

สรุปเนื้อหาสำคัญ: จากต้นตอของปัญหา สู่แผนที่แห่งอิสรภาพ

เพื่อให้ท่านผู้อ่านได้เห็นภาพรวมของการเดินทางในหนังสือเล่มนี้ ผมจะขอสรุปเนื้อหาสำคัญออกเป็น 4 ส่วนหลักด้วยกัน

ส่วนที่ 1: ทำความรู้จักกลไกพื้นฐานของจิตใจ (The Mechanics of Feeling)

การเดินทางเริ่มต้นด้วยการกลับมาทำความรู้จักกับสิ่งที่ใกล้ตัวเราที่สุด นั่นคือ “ความรู้สึก” หรือที่ในทางธรรมเรียกว่า “เวทนา” ผมได้อุปมาเวทนาว่าเป็นดั่ง “เหรียญตราแห่งความรู้สึก” ที่มีสองด้านคือ “สุข” และ “ทุกข์” พร้อมกับสันขอบที่ราบเรียบคือ “ความรู้สึกเฉยๆ” เราจะได้เรียนรู้ว่าความรู้สึกเหล่านี้ไม่ได้เกิดขึ้นมาลอยๆ แต่เป็นผลโดยตรงจากกระบวนการที่เรียกว่า “ผัสสะ” หรือการกระทบกันของ ตา, หู, จมูก, ลิ้น, กาย, ใจ กับสิ่งเร้าภายนอกและภายใน ดังพุทธพจน์ที่ว่า “ผัสสปัจจยาเวทนา” (เพราะมีผัสสะเป็นปัจจัย เวทนาจึงเกิดขึ้น)

จุดสำคัญอยู่ตรงที่ปฏิกิริยาของเราหลังจากเวทนาเกิดขึ้น จิตที่ไม่ได้รับการฝึกฝนจะตอบสนองโดยอัตโนมัติ คือเมื่อเจอสุขก็จะพยายาม “ดึง” เข้ามา (ด้วยอำนาจของราคะและโลภะ) และเมื่อเจอทุกข์ก็จะพยายาม “ผลัก” ออกไป (ด้วยอำนาจของปฏิฆะและโทสะ) เกมแห่งการดึงและผลักนี้เอง คือจุดเริ่มต้นของความวุ่นวายทั้งปวงในชีวิต

ส่วนที่ 2: ชันสูตรความสุขทางโลก (The Anatomy of Worldly Happiness)

เมื่อเข้าใจกลไกพื้นฐานแล้ว เราจะไปสำรวจชีวิตของมหาบุรุษผู้เคยมี “ความสุข” ทางโลกอย่างสมบูรณ์พร้อมที่สุดเท่าที่มนุษย์คนหนึ่งจะพึงมีได้ นั่นคือ เจ้าชายสิทธัตถะ การศึกษาชีวิตของพระองค์ก่อนออกผนวช ทำให้เราเห็นว่าแม้จะถูกปรนเปรอด้วยกามคุณชั้นเลิศในปราสาทสามฤดู แต่ด้วยพระปัญญา พระองค์กลับทรง “เห็น” โทษที่ซ่อนอยู่ในความสุขเหล่านั้นผ่านการทอดพระเนตรเห็นเทวทูตทั้งสี่ (คนแก่, คนเจ็บ, คนตาย, และสมณะ)

บทเรียนนี้จะนำเราไปสู่การวิเคราะห์ความสุขทางโลก หรือ “อามิสสุข” (ความสุขที่มีเหยื่อล่อ) อย่างละเอียดในบทที่ชื่อว่า “สุข หรือ สุกไหม้” ท่านจะได้เห็น “ความร้อน” ที่ซ่อนอยู่ในความเพลิดเพลิน 3 ระยะด้วยกัน คือ:

  1. ความร้อนรนก่อนได้มา (The Heat of Seeking): ความเหนื่อยยาก, ความเครียด, ความแข่งขัน, ความกังวล
  2. ความร้อนรนขณะมีอยู่ (The Heat of Keeping): ความกลัวที่จะสูญเสีย, ภาระในการบำรุงรักษา, และความเบื่อหน่ายไม่รู้จักพอ
  3. ความร้อนรนเมื่อสิ่งนั้นจากไป (The Heat of Losing): ความโศกเศร้า, ความโกรธ, และความว่างเปล่า ทั้งหมดนี้สอดคล้องกับสัจธรรมที่พระพุทธองค์ทรงชี้ไว้ใน “อาทิตตปริยายสูตร” ว่าโลกนี้กำลังลุกเป็นไฟด้วยไฟคือราคะ โทสะ และโมหะ

ส่วนที่ 3: เปิดโปงวงจรที่ใจสร้างทุกข์และภัยในสังสารวัฏ (The Hidden Cycle of Suffering)

ในส่วนนี้ เราจะเจาะลึกลงไปถึงแก่นของปัญหา คือ “ปฏิจจสมุปบาท” หรือที่ผมเรียกว่า “วงจรล่องหน” นี่คือแผนผังที่อธิบายว่าความทุกข์เกิดขึ้นมาเป็นทอดๆ ได้อย่างไร จาก ผัสสะ→เวทนา→ตัณหา→อุปาทาน→ภพ→ชาติ (ทุกข์) เราจะได้เห็นว่าจุดพลิกผันที่สำคัญที่สุดคือรอยต่อระหว่าง “เวทนา” กับ “ตัณหา” และเครื่องมือเดียวที่จะ “ตัดวงจร” นี้ได้ก็คือ “สติ”

เมื่อเห็นวงจรที่เกิดขึ้นในใจแล้ว เราจะขยายภาพออกไปสู่ภาพใหญ่ คือ “สังสารวัฏ” การเดินทางอันไร้จุดสิ้นสุดที่ขับเคลื่อนด้วยวงจรนี้ เราจะได้เผชิญหน้ากับความจริงอันน่าสะพรึงกลัวผ่านอุปมาของพระพุทธองค์ เช่น “มหาสมุทรแห่งน้ำตา” และ “ภูผาแห่งกระดูก” ที่เราแต่ละคนได้ทิ้งไว้เบื้องหลัง และตระหนักถึงความน่าหวาดหวั่นของอบายภูมิ

แต่ท่ามกลางความน่ากลัวนั้น ก็มีแสงสว่างปรากฏขึ้น คือการตระหนักถึงคุณค่าอันมหาศาลของ “อัตภาพความเป็นมนุษย์” ซึ่งเปรียบได้กับโอกาสที่เต่าตาบอดหนึ่งร้อยปีจะโผล่ขึ้นมาสอดหัวเข้าในห่วงที่ลอยอยู่กลางมหาสมุทรได้พอดี มันคือโอกาสทองที่เราจะมัวประมาทไม่ได้อีกต่อไป

ส่วนที่ 4: หนทางสู่ความสุขอันเย็นฉ่ำและอิสรภาพที่แท้จริง (The Path to True Freedom)

เมื่อเห็นทั้งปัญหาและโอกาสแล้ว หนังสือจะนำท่านเข้าสู่ภาคปฏิบัติ คือการทำความรู้จักกับ “นิรามิสสุข” (สุขที่ไม่ต้องพึ่งพิงเหยื่อล่อ) อันเป็นความสุขที่ “เย็น” และผุดขึ้นจากภายใน ซึ่งมีหลากหลายระดับ ตั้งแต่:

  • จาคสุข: สุขจากการให้และการสละออก
  • สีลสุข: สุขจากการไม่เบียดเบียน ความโปร่งเบาสบายใจ
  • สมาธิสุข: สุขจากความสงบที่จิตได้หยุดพัก
  • ปัญญาสุข: บรมสุขแห่งการปล่อยวางจากการเห็นความจริง

จากนั้น เราจะเข้าสู่หัวใจของการปฏิบัติวิปัสสนาในบท “ศิลปะแห่งการ ‘รู้ทัน’ เวทนา” ซึ่งเป็นการฝึกเปลี่ยนสถานะจาก “ผู้เล่น” ในสนามอารมณ์ มาเป็น “ผู้ชม” บนอัฒจันทร์ ฝึกแยก “ผู้รู้” ออกจาก “สิ่งที่ถูกรู้” จนสามารถเสพสุขได้โดยไม่ติด และเผชิญทุกข์ได้โดยไม่จม

หนังสือยังได้ตอบคำถามสำคัญสำหรับผู้ครองเรือนในบท “ก้าวแรกสู่กระแสอริยะ” ว่าการปฏิบัติธรรมไม่ใช่การปฏิเสธโลก แต่คือการเข้าใจโลก และเป้าหมายแรกที่เป็นไปได้สำหรับทุกคนคือการละ “สังโยชน์” เบื้องต่ำ 3 ประการ เพื่อก้าวสู่ความเป็นพระโสดาบัน ปิดประตูอบายภูมิได้อย่างถาวร

และท้ายที่สุด หนังสือจะมอบแผนที่ฉบับสมบูรณ์สู่ความเป็นอิสระ นั่นคือ “อริยมรรคมีองค์๘” ซึ่งสรุปรวมลงใน “ไตรสิกขา” คือ ศีล, สมาธิ, ปัญญา และจบลงด้วยบทสรุปที่ว่า การเดินทางทั้งหมดนั้น มีเป้าหมายเพื่อเรียนรู้วิธีที่จะ “วางภาระ… ณ ปัจจุบันขณะ”

คุณค่าของหนังสือ: แผนที่สำหรับชีวิต วรรณศิลป์สำหรับหัวใจ

ผมตั้งใจรจนาหนังสือเล่มนี้ขึ้นมาให้มีคุณค่าใน 3 มิติด้วยกัน

  1. เป็นแผนที่การเดินทางที่ชัดเจน: เนื้อหาถูกลำดับอย่างเป็นขั้นเป็นตอน จากการทำความเข้าใจปัญหาที่หยาบที่สุด ไปสู่การแก้ปัญหาที่ละเอียดลึกซึ้งที่สุด มีการอธิบายหลักธรรมที่ซับซ้อน เช่น ปฏิจจสมุปบาท หรือ อริยมรรคมีองค์ 8 ด้วยภาษาที่คนทั่วไปสามารถเข้าใจและนำไปปรับใช้ได้จริง
  2. มีความงามในเชิงวรรณศิลป์: ผมเชื่อว่าธรรมะไม่จำเป็นต้องแห้งแล้งเสมอไป ตลอดทั้งเล่มจึงสอดแทรกด้วยอุปมาอุปไมยที่งดงามและชวนให้เห็นภาพ เช่น น้ำผึ้งบนคมมีด, เหรียญตราแห่งความรู้สึก, ปราสาททราย, กัปตันเรือผู้ชาญฉลาด, ท้องฟ้ากับก้อนเมฆ เพื่อให้การอ่านเป็นไปอย่างเพลิดเพลินและซึมซับเข้าสู่หัวใจได้ง่ายยิ่งขึ้น
  3. เป็นกำลังใจสำหรับผู้ครองเรือน: หัวใจสำคัญของหนังสือเล่มนี้คือการยืนยันว่า “ธรรมะอยู่ในชีวิตประจำวัน” หนทางสู่ความพ้นทุกข์ไม่ใช่เรื่องไกลตัวสำหรับคนที่มีครอบครัว มีหน้าที่การงาน แต่เป็นสิ่งที่สามารถเริ่มต้นได้ “ที่นี่และเดี๋ยวนี้” ในทุกขณะของชีวิต เป็นการมอบความหวังและแสดงให้เห็นถึงเป้าหมายที่เป็นไปได้จริงสำหรับพวกเราทุกคน

คำเชิญชวนสุดท้าย: จากผู้เขียนถึงผู้อ่าน

ท่านกัลยาณมิตรที่รัก… การเดินทางหมื่นลี้เริ่มต้นจากก้าวแรกฉันใด การเดินทางสู่ความดับทุกข์ก็เริ่มต้นจากการ “อ่าน” และ “พิจารณา” ด้วยโยนิโสมนสิการฉันนั้น

หนังสือ “ติดสุข จึงติดทุกข์” เล่มนี้ ไม่ได้อ้างตัวเป็นคำตอบสุดท้ายของชีวิต แต่เป็นเพียง “ประตูด่านแรก” ที่ผมปรารถนาจะเปิดออกเพื่อเชื้อเชิญให้ท่านได้ก้าวเข้ามาสู่โลกแห่งการศึกษาและปฏิบัติธรรมอย่างจริงจัง มันคือกระจกเงาบานหนึ่งที่จะช่วยสะท้อนให้ท่านได้เห็นใบหน้าที่แท้จริงของจิตใจตนเอง และเป็นคบเพลิงดวงหนึ่งที่จะช่วยส่องทางในค่ำคืนอันมืดมิดของสังสารวัฏ

ผมเชื่อมั่นว่า หากท่านได้สละเวลาอ่านหนังสือเล่มนี้ตั้งแต่ต้นจนจบด้วยหัวใจที่เปิดกว้างและพร้อมที่จะเรียนรู้ ท่านจะมอง “ความสุข” และ “ความทุกข์” ด้วยสายตาใหม่ ท่านจะพบว่าอิสรภาพที่ท่านเคยแสวงหาจากโลกภายนอกนั้น แท้จริงแล้วรอคอยการค้นพบอยู่ภายในตัวของท่านเองเสมอมา

บัดนี้ การเดินทางนั้นอยู่ในมือของท่านแล้ว… ท่านจะเลือกมันหรือไม่

ผมขอเรียนเชิญทุกท่านร่วมเดินทางไปบนเส้นทางสายนี้ด้วยกัน… เส้นทางแห่งการเปลี่ยนความสุขที่ “สุกไหม้” ให้กลายเป็นความสุขที่ “ร่มเย็น” เปลี่ยนจากการเป็น “ผู้แสวงหา” ที่เหนื่อยล้า ให้กลายเป็น “ผู้รู้แจ้ง” ที่เบิกบานและเป็นอิสระอย่างแท้จริง

ท่านสามารถดาวน์โหลดฉบับเต็มในรูปแบบ PDF ได้โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย จาก Link ที่ให้ไว้ท้ายบทความนี้ ขออนุโมทนาในกุศลเจตนาของทุกท่าน และขอให้ทุกท่านได้พบกับสันติสุขที่แท้จริง

ด้วยความปรารถนาดี

พิพัฒน์ธรรม


[Link สำหรับดาวน์โหลดหนังสือ “ติดสุข จึงติดทุกข์”]

ใส่ความเห็น