ท่านผู้อ่านเคยลองหยุดและสังเกต “เพื่อน” คนหนึ่งที่อยู่กับเราตลอดเวลาหรือไม่ครับ? เขาเป็นเสียงแรกที่ปลุกเราในยามเช้า พร้อมกับรายการสิ่งที่ต้องทำและความกังวลสารพัด เขาเป็นผู้ร่วมสนทนากับเราในทุกอิริยาบถ คอยวิพากษ์วิจารณ์ ตัดสิน และฉายละครเรื่องเดิมซ้ำแล้วซ้ำเล่าให้เราชม เพื่อนผู้ไม่เคยเหนื่อย ไม่เคยหยุดพัก และไม่เคยเงียบเสียงคนนี้… ก็คือ
“ความคิด” ของเรานั่นเอง
เราต่างคุ้นชินกับการอยู่กับเขาเสียจนลืมไปแล้วว่า เราไม่ได้เป็นอิสระจากเขาเลยแม้แต่น้อย ชีวิตของเราเปรียบเสมือนการลอยคออยู่กลางแม่น้ำสายใหญ่ที่เรียกว่า “กระแสความคิด” เมื่อกระแสน้ำพัดพาไปทางความสุข เราก็ร่าเริง เมื่อมันซัดสาดเข้าหาโขดหินแห่งความทุกข์ เราก็เจ็บปวด เราปล่อยให้สถาปนิกภายในคนนี้ เป็นผู้สร้างโลกทั้งใบให้เรา โดยที่เราไม่เคยตรวจสอบเลยว่าแบบแปลนที่เขากำลังใช้นั้น นำเราไปสู่ความสุขหรือความทุกข์กันแน่
หนังสือ “คิดให้ดี” เล่มนี้ ถือกำเนิดขึ้นจากคำถามง่ายๆ แต่ทรงพลังยิ่งนัก: เราจะเป็นอิสระจากเผด็จการเงียบที่อยู่ในหัวของเราได้อย่างไร? เราจะเปลี่ยนสถานะจาก “ทาสของความคิด” มาเป็น “นายเหนือความคิด” ได้อย่างไร?
จุดเด่นสำคัญที่ทำให้หนังสือเล่มนี้แตกต่างจากหนังสือพัฒนาตนเองทั่วไป คือการชี้ให้เห็นถึงเส้นทางสองสายที่ดูคล้ายกันแต่กลับนำไปสู่จุดหมายที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง นั่นคือระหว่าง
“การคิดบวก” (Positive Thinking) กับ “การคิดดี” หรือ “การคิดถูก” (Right Thinking) ในขณะที่ “การคิดบวก” อาจเป็นเหมือนการทาสีทับสนิมเหล็ก ที่ให้ความรู้สึกดีเพียงชั่วคราว แต่เปราะบางเมื่อเจอมรสุมชีวิตที่แท้จริง “การคิดดี” ในทางพระพุทธศาสนา กลับเป็นการสอนให้เราเผชิญหน้ากับความจริงทั้งหมดของชีวิตอย่างกล้าหาญ เป็นการขจัดสนิมออกจากเนื้อในจนหมดจด เพื่อให้เนื้อแท้แห่งความสงบเย็นได้ปรากฏออกมา
ยิ่งไปกว่านั้น ความงดงามในเชิงวรรณศิลป์ที่ผมพยายามสอดแทรกไว้ในทุกหน้ากระดาษ คือการใช้อุปมาอุปไมยและภาพเปรียบเทียบที่หลากหลาย เพื่อเปลี่ยนธรรมะที่อาจจะดูซับซ้อนให้กลายเป็นเรื่องราวที่จับต้องได้และมองเห็นภาพตามได้ง่าย ไม่ว่าจะเป็นภาพของ “นักเชิดหุ่นผู้ไร้เงา” ที่คอยบงการความคิดของเราอยู่เบื้องหลัง “แผนที่ชีวิตที่ถูกต้อง” ที่จะนำเราออกจากป่ารกชัฏแห่งความทุกข์ หรือ “แพลำหนึ่ง” ที่จะพาเราข้ามฝั่งแห่งสังสารวัฏไปสู่แดนเกษม ผมเชื่อมั่นว่าการเดินทางผ่านตัวอักษรในครั้งนี้ จะไม่เพียงมอบ “ความรู้” แต่จะมอบ “ความรู้สึก” และแรงบันดาลใจให้ท่านอยากออกเดินทางสำรวจดินแดนภายในจิตใจของตนเองอย่างจริงจัง
สรุปเนื้อหาสำคัญ: จากการวินิจฉัยโรค สู่โอสถและการเยียวยา
การเดินทางในหนังสือ “คิดให้ดี” ถูกแบ่งออกเป็น 4 ภาคหลัก เปรียบเสมือนกระบวนการของแพทย์ผู้เชี่ยวชาญในการรักษาโรคทางใจ ตั้งแต่การวินิจฉัยโรค การค้นหาสาเหตุ การมอบยา และการชี้ให้เห็นถึงสภาวะที่หายจากโรคโดยสิ้นเชิง
ภาค ๑ และ ๒: การวินิจฉัยโรคและทำความรู้จักกับยาขนานเอก
เราจะเริ่มต้นด้วยการทำความรู้จักกับ “ใบหน้าของความคิด” อย่างละเอียด เราจะมาสำรวจกันว่าความคิดทำงานอย่างไร มันพาเราไปวิ่งเล่นอยู่ใน “พิพิธภัณฑ์แห่งอดีต” และ “โรงละครแห่งอนาคต” ได้อย่างไร จนขโมยปัจจุบันขณะอันเป็นเวลาเดียวที่เรามีชีวิตอยู่จริงๆ ไปจากเรา
จากนั้น หนังสือจะพาเราดำดิ่งลึกลงไปอีก เพื่อเปิดโฉมหน้าของ “นักเชิดหุ่น” หรือ “เผด็จการเงียบ” ที่แท้จริงซึ่งคอยบงการความคิดของเราอยู่เบื้องหลัง นั่นก็คือรากเหง้าแห่งอกุศลทั้งสามตัว:
โลภะ (มือที่ไขว่คว้า) ,
โทสะ (กำปั้นที่เกร็งแน่น) , และ
โมหะ (ผ้าปิดตา) การได้รู้จักหน้าตาและกลไกการทำงานของศัตรูที่แท้จริงเหล่านี้ คือก้าวแรกที่สำคัญที่สุดของการรบครั้งนี้
เมื่อรู้จักโรคและเชื้อโรคแล้ว เราจะมาทำความรู้จักกับ “โอสถของพระพุทธองค์” ซึ่งเป็นเครื่องมือหลักสองประการในการฝึกฝนความคิด:
- สัมมาทิฏฐิ (แผนที่ชีวิตที่ถูกต้อง): นี่คือเข็มทิศที่จะทำให้การเดินทางของเราไม่หลงทาง เราจะเรียนรู้ความเห็นถูกทั้งในระดับพื้นฐานคือ “กฎแห่งกรรม” ที่เป็นรากฐานของศีลธรรม และในระดับสูงสุดคือ “อริยสัจ ๔” อันเป็นแผนที่สู่ความพ้นทุกข์โดยสิ้นเชิง
- โยนิโสมนสิการ (ศิลปะการใช้ความคิดอย่างแยบคาย): หากสัมมาทิฏฐิคือแผนที่ โยนิโสมนสิการก็คือ “ทักษะในการอ่านแผนที่” เราจะเรียนรู้วิธีคิดที่หลากหลาย เช่น การคิดแบบสืบสาวเหตุปัจจัย, การคิดแบบแยกแยะองค์ประกอบ, และการคิดแบบเห็นคุณ-โทษ-และทางออก เพื่อเปลี่ยนทุกปัญหาให้กลายเป็นปัญญา
ภาค ๓: ลงมือปรุงยาและนำไปใช้ในชีวิตจริง
นี่คือหัวใจของการปฏิบัติ เมื่อเรามีเครื่องมือแล้ว เราจะนำเครื่องมือเหล่านั้นมาประยุกต์ใช้กับสถานการณ์จริง เพื่อจัดการกับกิเลสทั้งสามตัวโดยตรง
- การคิดเพื่อ “คลาย” ความยึดมั่น (รับมือกับโลภะ): เราจะเรียนรู้วิธีดับไฟแห่งความอยาก ด้วยการพิจารณาถึงความไม่เที่ยง (อนิจจัง) , โทษภัยที่ซ่อนอยู่ (อาทีนวะ) , และความไม่งาม (อสุภะ) ของสิ่งที่เราปรารถนา เพื่อเปลี่ยนจากการ “กำแน่น” มาสู่การ “ถือไว้อย่างหลวมๆ”
- การคิดเพื่อ “เย็น” จากไฟโทสะ (รับมือกับโทสะ): เราจะเรียนรู้วิธีดับไฟเผาตนอย่างความโกรธ ด้วยน้ำทิพย์คือ “เมตตาภาวนา” , การน้อมนึกถึง “กฎแห่งกรรม” , และการเห็นความไม่เที่ยงของความโกรธเอง เพื่อเปลี่ยนถ่านไฟร้อนแดงให้กลายเป็นจิตที่เย็นสนิท
- การคิดเพื่อ “สว่าง” จากความมืดบอด (รับมือกับโมหะ): เราจะใช้คบเพลิงแห่งปัญญา ส่องเข้าไปที่แก่นกลางของความหลงผิดทั้งปวง นั่นคือ “มายาการแห่งตัวตน” (อัตตา) ด้วยการใช้เครื่องมืออันทรงพลังคือการแยกแยะ “ขันธ์ ๕” เพื่อทำลายความเห็นผิดว่ามี “เรา” หรือ “ของเรา” ให้สิ้นซาก
ภาค ๔: ผลลัพธ์และเป้าหมายสูงสุดของการเดินทาง
เมื่อการปฏิบัติเข้มข้นขึ้น หนังสือจะนำเราไปสู่การเปลี่ยนแปลงสถานะครั้งสำคัญ จากการเป็น
“ผู้คิด” (The Thinker) ที่หลอมรวมตัวเองเป็นหนึ่งเดียวกับละครแห่งความคิด ไปสู่การเป็น
“ผู้รู้” (The Knower) ผู้เป็นดั่งท้องฟ้าอันกว้างใหญ่ ที่เฝ้ามองก้อนเมฆคือความคิดและอารมณ์ลอยผ่านมาแล้วก็ผ่านไป โดยไม่แปดเปื้อน
และในบทสุดท้าย เราจะมาถึงความเข้าใจอันสูงสุดของชื่อหนังสือเล่มนี้ นั่นคือ เรา
“คิดให้ดี” ก็เพื่อที่วันหนึ่ง เราจะได้ไปถึงสภาวะที่ไม่จำเป็นต้อง “จงใจคิด” อีกต่อไป เป็นสภาวะที่ปัญญาทำงานเองโดยอัตโนมัติ เป็นสภาวะที่แม้แต่ “แพ” คือการคิดดี ก็สามารถปล่อยวางลงได้เมื่อเราข้ามถึงฝั่งฟากโพ้นคือพระนิพพานแล้ว นี่คือความหมายที่แท้จริงของคำว่า
“คิดไม่เป็นจะเย็นสบาย”
คุณค่าของหนังสือ: ไม่ใช่แค่แผนที่ แต่คือพาหนะสู่ความสงบเย็น
ท่านผู้อ่านที่รักครับ คุณค่าที่แท้จริงของหนังสือ “คิดให้ดี” เล่มนี้ ไม่ได้อยู่ที่การเป็นเพียงตำราทางวิชาการ แต่ผมตั้งใจให้มันเป็น “คู่มือปฏิบัติ” ที่ท่านสามารถนำไปใช้ได้จริงในทุกขณะของชีวิต
- เปลี่ยนทุกที่ให้เป็นสถานปฏิบัติธรรม: คุณค่าประการแรกคือการ “ทำให้ธรรมะเป็นเรื่องของชีวิต” หนังสือเล่มนี้จะสอนให้ท่านเห็นว่า ห้องครัวที่บ้าน , ออฟฟิศที่วุ่นวาย , หรือแม้แต่รถที่ติดอยู่กลางถนน ล้วนเป็น “สนามรบ” และ “ห้องปฏิบัติการ” ชั้นเลิศ ที่เราสามารถฝึกฝนจิตใจได้เสมอ ทุกปัญหาจะกลายเป็น “แบบฝึกหัด” และทุกอุปสรรคจะกลายเป็น “อุปกรณ์” ในการเจริญปัญญา
- มอบอิสรภาพที่แท้จริง: คุณค่าประการที่สองคือการ “มอบอิสรภาพ” ที่ไม่ใช่การได้มาซึ่งสิ่งที่ต้องการภายนอก แต่เป็นอิสรภาพภายในจากการ “ไม่เป็นทาส” ของความต้องการนั้นๆ เป็นความสุขที่มั่นคงและไม่ขึ้นอยู่กับดินฟ้าอากาศภายนอก เพราะเราได้ค้นพบแหล่งกำเนิดแห่งความสงบสุขที่อยู่ภายในตัวเราเองแล้ว
- นำเสนอทางออกจากความทุกข์อย่างเป็นระบบ: คุณค่าประการสุดท้ายและสำคัญที่สุด คือการมอบ “เส้นทาง” ที่ชัดเจนและเป็นลำดับขั้นตอนในการออกจากความทุกข์ จากจุดเริ่มต้นคือการตระหนักรู้ถึงปัญหา ไปจนถึงการเรียนรู้เครื่องมือ การลงมือปฏิบัติ และการเห็นผลลัพธ์ปลายทางที่แจ่มชัด เป็นการเดินทางที่สมบูรณ์พร้อมด้วยแผนที่ เข็มทิศ และเสบียงครบครัน
เชิญชวนท่านออกเดินทาง: การเดินทางที่สำคัญที่สุดในชีวิต
ผมเชื่อเสมอว่า การเดินทางที่สำคัญและคุ้มค่าที่สุดในชีวิตของมนุษย์เรา ไม่ใช่การเดินทางแสวงหาความสำเร็จภายนอก แต่คือ “การเดินทางเข้าสู่ภายในเพื่อเรียนรู้ที่จะเป็นนายเหนือความคิด”
หนังสือ “คิดให้ดี” เล่มนี้ ก็เปรียบได้กับตั๋วโดยสารและแผนที่สำหรับการเดินทางครั้งนั้น มันอาจจะไม่ใช่การเดินทางที่ง่ายดายนัก แต่ผมรับรองได้ว่ามันคือการเดินทางที่จะเปลี่ยนแปลงชีวิตของท่านไปตลอดกาล เป็นการเดินทางกลับสู่ “บ้าน” ที่แท้จริง คือความสงบเย็นและอิสรภาพภายในจิตใจของเราทุกคน
ผมได้บรรจงเรียบเรียงและกลั่นกรองเนื้อหาทั้งหมดด้วยความปรารถนาดีอย่างยิ่ง หวังให้หนังสือเล่มนี้เป็นดั่ง “แพลำน้อยที่มั่นคง” ที่จะช่วยนำพาท่านผู้อ่านผู้เป็นกัลยาณมิตรของผมทุกท่าน ได้ข้ามพ้นจากฝั่งฟากแห่งความทุกข์ ความสับสนวุ่นวายใจ ไปสู่ฝั่งฟากโพ้นแห่งปัญญา ความเบิกบาน และพระนิพพานอันเป็นแดนเกษมโดยทั่วกัน
ถึงเวลาแล้วครับ ที่เราจะเริ่มต้นการเดินทางที่สำคัญที่สุดในชีวิต… การเดินทางที่จะปลดปล่อยเราให้เป็นอิสระอย่างแท้จริง
ด้วยความรักและปรารถนาดี พิพัฒน์ธรรม
ท่านสามารถดาวน์โหลดหนังสือ “คิดให้ดี” ฉบับเต็มในรูปแบบ PDF ได้โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย จากลิงก์ด้านล่างนี้




ใส่ความเห็น