ท่านที่ติดตามงานเขียนของผมมาโดยตลอด คงจะคุ้นเคยกันดีกับบทบาทของผมในฐานะนักอ่านและนักเดินทางคนหนึ่ง ผู้พยายามจะกลั่นกรองประสบการณ์และตกผลึกทางความคิดออกมาเป็นตัวอักษรเพื่อแบ่งปันมุมมองบางอย่างต่อชีวิตและโลกใบนี้ แต่วันนี้ ผมขอสวมหมวกอีกใบหนึ่ง นั่นคือหมวกของผู้เขียน ที่จะมาบอกเล่าเรื่องราวเบื้องหลังและเชิญชวนทุกท่านให้ได้ร่วมเดินทางไปกับการค้นพบครั้งสำคัญที่สุดในชีวิต ผ่านหนังสือเล่มเล็กๆ ที่ผมตั้งใจเขียนขึ้นมาด้วยหัวใจทั้งดวง… หนังสือที่มีชื่อว่า “นายช่างผู้สร้างเรือน”

เคยสงสัยไหมครับว่า… ทำไมชีวิตของเราจึงวนเวียนอยู่กับความทุกข์? ทำไมความสุขที่เราไขว่คว้ามาได้จึงเป็นเพียงของชั่วคราวที่ผ่านมาแล้วก็ผ่านไป? อะไรคือต้นตอของความรู้สึกไม่สมบูรณ์ ความกระสับกระส่าย และความกังวลที่ซ่อนอยู่ลึกๆ ในใจของเราเสมอมา เราต่างเป็นเสมือนนักโทษที่ถูกจองจำอยู่ในเรือนจำที่มองไม่เห็น เราพยายามวิ่งหนี พยายามทุบกำแพง แต่ไม่ว่าจะไปทางไหนก็พบแต่ทางตัน โดยที่ไม่เคยรู้เลยว่า ใครคือผู้สร้างเรือนจำหลังนี้ขึ้นมา?

คำถามเหล่านี้คือจุดเริ่มต้นของการเดินทางในหนังสือเล่มนี้ครับ มันไม่ใช่การเดินทางออกไปสำรวจโลกภายนอก แต่เป็นการเดินทางที่ลึกซึ้งและท้าทายยิ่งกว่า นั่นคือการเดินทางย้อนรอยเข้าไปในจิตใจของตนเอง เพื่อตามหา “อาชญากร” ผู้เป็นต้นเหตุแห่งทุกข์ทั้งปวงที่เราเผชิญอยู่


ความน่าสนใจของหนังสือ: เมื่อธรรมะกลายเป็นการสืบสวนสอบสวน

ผมทราบดีว่าเมื่อเอ่ยถึงหนังสือธรรมะ หลายท่านอาจจะนึกถึงตำราที่เต็มไปด้วยศัพท์บาลีที่เข้าใจยาก หรือคำสอนที่ดูสูงส่งจนไกลตัว แต่ผมขอรับรองว่า “นายช่างผู้สร้างเรือน” จะมอบประสบการณ์ที่แตกต่างออกไป

จุดเด่นที่สุดของหนังสือเล่มนี้ คือการนำเสนอหัวใจของคำสอนในพระพุทธศาสนา ผ่าน อุปลักษณ์ (Metaphor) ที่ทรงพลังและเข้าใจง่ายที่สุดอย่างหนึ่ง นั่นคืออุปลักษณ์ของ “เรือน” และ “นายช่าง” ซึ่งเป็นภาพที่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ทรงเปล่งเป็นปฐมพุทธอุทานในวินาทีแห่งการตรัสรู้

หนังสือเล่มนี้จะชวนให้ท่านสวมบทบาทเป็น “นักสืบ” และ “สถาปนิก” ไปพร้อมๆ กัน เราจะเริ่มต้นจากการเป็น “นักสำรวจ” ที่เข้าไปตรวจสอบ “เรือน” ที่เราอาศัยอยู่ นั่นก็คือ “อัตภาพ” หรือร่างกายและจิตใจของเรานี่เอง เราจะสำรวจมันอย่างละเอียดในทุกแง่มุม ตั้งแต่โครงสร้างภายนอกที่ผุพังอยู่ตลอดเวลา ไปจนถึงการ “ชำแหละ” โครงสร้างภายในเพื่อดูว่ามันประกอบขึ้นมาจากอะไรบ้าง

ความงดงามในเชิงวรรณศิลป์ที่ผมพยายามสอดแทรกไว้ คือการใช้อุปมาอุปไมยที่ร่วมสมัย เพื่อให้หลักธรรมที่ลึกซึ้งกลายเป็นเรื่องราวที่จับต้องได้ ท่านจะได้พบกับการเปรียบเทียบ “ขันธ์ ๕” ว่าเป็นเสาหลักทั้งห้าของเรือน, “อายตนะ ๑๒” เป็นประตูและหน้าต่างทั้งหกพร้อมด้วยวัตถุดิบที่ไหลผ่านเข้ามา, “เวทนา” เป็นดั่งปูนซีเมนต์ที่เชื่อมประสานประสบการณ์ต่างๆ เข้าไว้ด้วยกัน

และเมื่อการสำรวจเรือนสิ้นสุดลง ภารกิจที่น่าตื่นเต้นที่สุดของเราก็จะเริ่มต้นขึ้น นั่นคือการออกตามหา “นายช่าง” ผู้ออกแบบและก่อสร้างเรือนอันเป็นที่ตั้งแห่งความทุกข์หลังนี้ขึ้นมา หนังสือจะค่อยๆ พาเราสืบเสาะไปทีละขั้นตอน ค่อยๆ เปิดโปงหลักฐาน และในที่สุดก็จะกระชากหน้ากากของ “ผู้ร้ายตัวจริง” ที่ซ่อนอยู่ในใจกลางจิตใจของเรามาโดยตลอดออกมาสู่ที่สว่าง

นี่คือการเดินทางที่ไม่ได้มีไว้เพื่อให้เชื่อ แต่มีไว้เพื่อ “พิสูจน์” และ “เห็น” ด้วยปัญญาของตนเอง เป็นการเปลี่ยนธรรมะที่เคยเป็นเรื่องของการ “ท่องจำ” ให้กลายเป็นการ “สืบสวน” ที่น่าติดตามและนำไปสู่การค้นพบที่เปลี่ยนแปลงชีวิตได้อย่างแท้จริง


สรุปเนื้อหาสำคัญ: พิมพ์เขียวแห่งการสร้างและรื้อถอนความทุกข์

เพื่อให้ท่านเห็นภาพรวมของการเดินทางในหนังสือเล่มนี้ ผมขออนุญาตสรุปเนื้อหาสำคัญในแต่ละภาคให้ได้เห็นเป็นลำดับขั้นของการสืบสวน ดังนี้ครับ

ภาคที่ ๑: สำรวจเรือน (บทที่ ๑-๔)

การเดินทางของเราเริ่มต้นด้วยการสำรวจ “ที่เกิดเหตุ” ซึ่งก็คือ “เรือน” แห่งอัตภาพนี้เอง เราจะใช้เครื่องมือที่เรียกว่า “ญาณทัสสนะ” เพื่อตรวจสอบคุณสมบัติสากล ๓ ประการของมัน คือ

อนิจจัง (ความไม่เที่ยง เหมือนเรือนที่ปลูกบนสายธาร) ,

ทุกขัง (ความทนอยู่ในสภาพเดิมไม่ได้ เหมือนเรือนที่ต้องซ่อมแซมอยู่ร่ำไป) , และ

อนัตตา (ความไม่มีเจ้าของที่แท้จริง) การสำรวจนี้จะนำเราไปสู่ข้อสรุปที่น่าตกใจว่า บ้านที่เราเคยคิดว่าปลอดภัย แท้จริงแล้วคือโครงสร้างชั่วคราวที่ไม่น่าไว้วางใจเลย

จากนั้น เราจะลงลึกไป “ชำแหละ” โครงสร้างภายในของเรือน จนเห็นว่ามันเป็นเพียงการประกอบกันของเสาหลัก ๕ ต้นที่เรียกว่า

ขันธ์ ๕ ได้แก่

รูป (ตัวเรือนที่จับต้องได้) ,

เวทนา (ผู้เสวยอารมณ์) ,

สัญญา (บรรณารักษ์ผู้จดจำ) ,

สังขาร (พ่อครัวผู้ปรุงแต่ง) , และ

วิญญาณ (ยามเฝ้าประตู) เราจะเห็นอย่างประจักษ์ว่าไม่มี “ตัวเรา” ที่เป็นแก่นสารอยู่ในกองขันธ์เหล่านี้เลย

การสืบสวนยังคงดำเนินต่อไปเพื่อหาแหล่งที่มาของ “อิฐ หิน ดิน ทราย” ที่ใช้ในการก่อสร้าง จนเราได้พบกับระบบของ

อายตนะ ๑๒ อันเปรียบเสมือน “ประตูทั้งหก” ของเรือนและ “แขกผู้มาเยือน” หกประเภทที่ผ่านเข้ามา เราจะได้เห็นวินาทีที่โลกทั้งใบถูกสร้างขึ้น นั่นคือขณะที่เกิด

ผัสสะ หรือการกระทบ และทำความรู้จักกับ

เวทนา ในฐานะ “ปูนฉาบ” ที่มอบพลังทางอารมณ์ให้กับประสบการณ์ทั้งปวง

ภาคที่ ๒: เปิดโปงโฉมหน้านายช่าง (บทที่ ๕-๖)

เมื่อรวบรวมหลักฐานทั้งหมดแล้ว ก็ถึงเวลาที่เราจะตอบคำถามที่สำคัญที่สุด:

“ใครคือฆาตกร?” หรือ “ใครคือนายช่าง?” ในบทนี้ หนังสือจะเปิดหน้ากากของเขาออกมาอย่างชัดเจนว่า เขาคือ

“ตัณหา” หรือความทะยานอยากอันไม่สิ้นสุดที่ซ่อนอยู่ในใจเรานี่เอง เราจะศึกษากลไกการทำงานของเขาที่เชื่อมต่อโดยตรงกับ “เวทนา” และเห็นว่าเขาคือ “เครื่องยนต์” ที่ขับเคลื่อนวงล้อแห่งสังสารวัฏให้หมุนต่อไปไม่หยุดยั้ง

ยิ่งไปกว่านั้น เราจะพบว่านายช่างผู้นี้เป็นอาชญากรผู้ชำชองที่สามารถปลอมแปลงโฉมหน้าของตนเองได้ถึง ๓ รูปแบบ ได้แก่

กามตัณหา (นายช่างผู้หลงใหลในการตกแต่งเรือนด้วยกามคุณ) ,

ภวตัณหา (สถาปนิกผู้ทะเยอทะยานสร้างปราสาทแห่งตัวตน) , และ

วิภวตัณหา (ผู้รับเหมาที่ปรารถนาการทำลายล้าง) การรู้จักโฉมหน้าทั้งสามนี้จะทำให้เรารู้เท่าทันเล่ห์เหลี่ยมของเขาได้ในทุกสถานการณ์

ภาคที่ ๓: ชันสูตรแบบแปลนและเครื่องมือ (บทที่ ๗-๘)

การสืบสวนของเราจะเจาะลึกลงไปอีกขั้น เพื่อค้นหาว่านายช่างตัณหาทำงานภายใต้คำสั่งของใคร? เราจะได้พบกับ “สถาปนิกใหญ่” ผู้อยู่เบื้องหลังทั้งหมด นั่นคือ

“อวิชชา” หรือความมืดบอดไม่รู้จริงในอริยสัจ ๔ เราจะทำการชันสูตร

“แบบแปลนที่ผิดพลาด” ของเขา ซึ่งเต็มไปด้วยการเห็นที่คลาดเคลื่อน (วิปลาส ๔) เช่น การเห็นของไม่เที่ยงว่าเป็นของเที่ยง หรือเห็นสิ่งที่เป็นทุกข์ว่าเป็นสุข

จากนั้น เราจะเข้าไปสำรวจ “คลังเครื่องมือ” ของนายช่าง ซึ่งก็คือ

“อุปาทาน” หรือความยึดมั่นถือมั่นทั้ง ๔ ประการ อันเปรียบได้กับเครื่องมือชิ้นสำคัญ ได้แก่

กามุปาทาน (กาวดักใจในโลกิยสุข) ,

ทิฏฐุปาทาน (ค้อนแห่งทิฏฐิและความเห็น) ,

สีลัพพัตตุปาทาน (เกรียงฉาบปูนแห่งพิธีกรรม) , และ

อัตตวาทุปาทาน (ตลับเมตรที่ใช้วัดหา “ตัวตน”)

ภาคที่ ๔: วงจรการก่อสร้างและโรงงานทั้งหมด (บทที่ ๙-๑๐ และบทสรุป)

ในภาคสุดท้ายนี้ เราจะนำจิ๊กซอว์ทั้งหมดมาต่อกันให้เห็นเป็นภาพใหญ่ที่สมบูรณ์ที่สุด นั่นคือ

“ปฏิจจสมุปบาท” หรือวงจรแห่งการก่อสร้างอันเป็นอัตโนมัติ ๑๒ ขั้นตอน ที่แสดงให้เห็นว่าทุกสิ่งอิงอาศัยกันเกิดขึ้นเป็นลูกโซ่อย่างไร ตั้งแต่ “อวิชชา” ในอดีต ส่งผลมาถึง “เวทนา” ในปัจจุบัน และการที่เราสร้าง “ตัณหา อุปาทาน” ในปัจจุบัน ก็จะส่งผลให้เกิด “ชาติ ชรา-มรณะ” ในอนาคตต่อไปไม่สิ้นสุด

และท้ายที่สุด เราจะสรุปรวบยอดว่า กระบวนการทั้งหมดนี้ ทั้งสถาปนิก นายช่าง แบบแปลน เครื่องมือ และสายพานการผลิต ล้วนเกิดขึ้นและดำเนินไปบนเวทีเดียวกัน ซึ่งก็คือ

“จิต” ของเรานี่เอง จิตที่ไม่ได้ฝึกฝนก็คือโรงงานผลิตทุกข์อันสับสนวุ่นวาย และจิตที่ฝึกดีแล้วก็คือธรรมสถานอันสงบ หนังสือจะปิดท้ายด้วยการชี้ให้เห็นถึง “คู่มือการรื้อถอนเรือน” นั่นคือ

อริยมรรคมีองค์ ๘ อันเป็นหนทางที่จะนำเราไปสู่อิสรภาพที่แท้จริง


คุณค่าของหนังสือ: จาก “ผู้อาศัย” สู่ “ผู้สร้างอิสรภาพ”

ผมกล้าพูดได้ว่า คุณค่าที่ยิ่งใหญ่ที่สุดที่ท่านจะได้รับจากหนังสือ “นายช่างผู้สร้างเรือน” ไม่ใช่เป็นเพียงความรู้ทางธรรมะที่เพิ่มขึ้น แต่คือการ “เปลี่ยนกระบวนทัศน์” ในการมองชีวิตของตนเองอย่างสิ้นเชิง

  1. การมอบอำนาจกลับคืนสู่ตนเอง: หนังสือเล่มนี้จะทำให้ท่านตระหนักว่า ความทุกข์ไม่ใช่สิ่งที่ถูกใครบันดาลให้ แต่เป็นสิ่งที่เรา “สร้าง” ขึ้นมาเองผ่านกลไกภายในจิตใจ และเมื่อเรารู้ว่าเราคือผู้สร้าง เราก็จะค้นพบความจริงที่น่าอัศจรรย์ว่า เราก็สามารถเป็น “ผู้หยุดสร้าง” หรือ “ผู้รื้อถอน” มันได้ด้วยตนเองเช่นกัน นี่คือการเปลี่ยนบทบาทจาก “เหยื่อ” ของโชคชะตา มาเป็น “ผู้กุมชะตากรรม” ทางจิตวิญญาณของตนเอง
  2. แผนที่สำหรับสำรวจใจ: อุปลักษณ์เรื่อง “เรือน” และ “นายช่าง” จะกลายเป็น “แผนที่” ที่ชัดเจนสำหรับท่านในการสังเกตและทำความเข้าใจสภาวะต่างๆ ที่เกิดขึ้นในใจของท่านในชีวิตประจำวัน เมื่อความโกรธเกิดขึ้น ท่านจะรู้ทันทีว่า “นี่คือนายช่างวิภวตัณหากำลังทำงาน” เมื่อความอยากได้สิ่งสวยงามปรากฏขึ้น ท่านจะเห็นว่า “นี่คือนายช่างกามตัณหากำลังก่ออิฐ” การมีแผนที่นี้จะทำให้การปฏิบัติธรรมไม่ใช่เรื่องเลื่อนลอยอีกต่อไป แต่เป็นการทำงานกับสิ่งที่ปรากฏตรงหน้าอย่างมีทิศทาง
  3. ความหวังและแรงบันดาลใจ: การได้เห็นกลไกของทุกข์อย่างทะลุปรุโปร่ง อาจทำให้รู้สึกท้อแท้ในตอนแรก แต่แท้จริงแล้วมันคือแสงสว่างแห่งความหวังที่เจิดจ้าที่สุด เพราะการเห็นกลไกก็เท่ากับเห็น “จุดอ่อน” และ “ช่องทาง” ในการแก้ไข การเดินทางในหนังสือเล่มนี้จะมอบความหวังว่า อิสรภาพจากความทุกข์นั้นเป็นสิ่งที่มีอยู่จริงและเข้าถึงได้ด้วยการลงมือปฏิบัติของเราเอง

เชิญชวนท่านร่วมเดินทาง… สู่การรื้อถอนเรือนแห่งทุกข์

ท่านนักอ่านที่รักครับ

การเดินทางผ่านตัวอักษรที่ผมได้สรุปมาทั้งหมดนี้ เป็นเพียงการเล่าเรื่องย่อของ “แผนที่” เท่านั้น แต่การเดินทางที่แท้จริงที่สามารถเปลี่ยนแปลงชีวิตได้ คือการที่ท่านได้หยิบแผนที่ฉบับนี้ขึ้นมา แล้วเริ่มต้นก้าวเดินสำรวจไปในภูมิประเทศแห่งจิตใจของท่านเอง

ผมเขียนหนังสือเล่มนี้ขึ้นมาด้วยความปรารถนาอย่างแรงกล้าที่จะแบ่งปัน “แสงสว่าง” ที่ผมได้รับจากการศึกษาคำสอนของพระพุทธองค์ แสงสว่างที่ช่วยให้ผมเข้าใจตัวเองและโลกรอบข้างได้ดีขึ้น แสงสว่างที่เปลี่ยนความทุกข์ที่เคยดูเหมือนเป็นศัตรูที่น่ากลัว ให้กลายเป็นเพียง “อาการของโรค” ที่เราสามารถเรียนรู้และเยียวยารักษาได้

ผมขอเชิญชวนทุกท่าน ไม่ว่าท่านจะเป็นผู้ที่เพิ่งเริ่มต้นศึกษาธรรมะ หรือเป็นผู้ที่ปฏิบัติมานานแล้วก็ตาม ให้ลองเปิดใจและร่วมเดินทางไปกับการสืบสวนครั้งสำคัญที่สุดในชีวิตนี้ด้วยกัน ผมเชื่อเป็นอย่างยิ่งว่า การได้รู้จัก “นายช่างผู้สร้างเรือน” ที่ซ่อนอยู่ในใจของเราอย่างแท้จริง จะเป็นก้าวแรกที่ทรงพลังที่สุด ที่จะนำเราไปสู่การเป็นอิสระจากอำนาจของเขาได้ในที่สุด

ขอให้การเดินทางเพื่อรื้อถอนเรือนแห่งทุกข์ของท่าน จงเป็นไปโดยสวัสดีและถึงพร้อมด้วยปัญญา ขอให้แผนที่ฉบับนี้ได้ทำหน้าที่เป็นเพื่อนร่วมทางที่ดีของท่านครับ

ด้วยความเคารพและปรารถนาดี พิพัฒน์ธรรม


ท่านสามารถดาวน์โหลดหนังสือ “นายช่างผู้สร้างเรือน” ฉบับเต็มในรูปแบบ PDF ได้โดยไม่มีค่าใช้จ่ายจาก Link

ใส่ความเห็น