ขออนุญาตเริ่มต้นบทความนี้ด้วยการเรียกขานทุกท่านอย่างสนิทสนมว่า “เพื่อนนักเดินทาง” เพราะลึกๆ แล้วผมเชื่อเป็นอย่างยิ่งว่า ไม่ว่าเราจะสวมหมวกใบไหนในสังคม เป็นนักบริหารที่กำลังนำพาองค์กรไปสู่เป้าหมายที่ยิ่งใหญ่ เป็นคนทำงานที่มุ่งมั่นสร้างสรรค์ผลงานให้เป็นเลิศ เป็นพ่อแม่ที่ทุ่มเททั้งชีวิตเพื่ออนาคตของลูก หรือเป็นศิลปินที่กำลังรังสรรค์ผลงานชิ้นเอก… เราทุกคนล้วนอยู่บนการเดินทางสายเดียวกัน นั่นคือการเดินทางเพื่อแสวงหาชีวิตที่ “ดีกว่าเดิม”
เคยมีสักครั้งไหมครับ ที่คุณหยุดยืนอยู่บนยอดของความสำเร็จ มองดูผลลัพธ์ที่คุณสร้างมากับมือ รายการสิ่งที่ต้องทำถูกขีดฆ่าออกไปจนหมดสิ้น แต่แล้วในความเงียบงันของชัยชนะ กลับมีคำถามบางอย่างผุดขึ้นในใจ… “แล้วอย่างไรต่อ” ความรู้สึกเติมเต็มที่ควรจะเอ่อล้น มันอยู่ตรงไหนกันแน่ ทำไมมันจึงดูเหมือนเป็นความสุขเพียงชั่วข้ามคืน และเมื่อรุ่งเช้ามาถึง เราก็ต้องออกวิ่งไล่ล่าเป้าหมายใหม่ที่ใหญ่กว่าเดิม สูงกว่าเดิม ไม่รู้จบ ราวกับกำลังวิ่งอยู่บนลู่วิ่งที่ทิวทัศน์รอบข้างไม่เคยเปลี่ยนแปลง
ผมเชื่อว่าความรู้สึกนี้เป็นสิ่งที่พวกเราหลายคนคุ้นเคยเป็นอย่างดี โลกทั้งใบสอนให้เราสร้าง “ปีก” ของตัวเองให้แข็งแกร่ง เราอ่านหนังสือ เข้าสัมมนา เรียนรู้เครื่องมือใหม่ๆ เพื่อจะโบยบินให้สูงขึ้นและไกลขึ้น ปีกข้างหนึ่งของเรานั้นแข็งแกร่งดุจเหล็กกล้า มันคือ “ปีกแห่งความสำเร็จทางโลก” เราเชี่ยวชาญในการสร้างผลลัพธ์ การเอาชนะปัญหา และการเล่นเกมทางโลกได้อย่างยอดเยี่ยม แต่แล้วเรากลับพบว่า ต่อให้ปีกข้างนี้แข็งแรงเพียงใด เราก็ทำได้เพียงบินวนอยู่ในที่เดิม สูงขึ้นบ้าง ต่ำลงบ้าง แต่ไม่เคยไปถึงท้องฟ้าที่กว้างใหญ่และสงบสุขอย่างแท้จริงได้เลย
นั่นเป็นเพราะเราอาจหลงลืมที่จะสร้างความแข็งแกร่งให้กับปีกอีกข้างหนึ่ง… ปีกที่ไม่ได้ใช้เพื่อ “ทะยานไปข้างหน้า” แต่ใช้เพื่อ “ประคองการบินให้สมดุล”… ปีกที่ไม่ได้สร้าง “ผลลัพธ์” แต่สร้าง “ความสงบ”… “ปีกแห่งความสงบสุขทางใจ”
หนังสือ “ทำให้ดีกว่าเดิม: จากความเป็นไปได้ใหม่ สู่อิสรภาพที่แท้จริง” เล่มนี้ คือผลรวมของการเดินทางเพื่อสร้างปีกข้างที่สองนี้ให้สมบูรณ์แข็งแรง มันไม่ได้เขียนขึ้นเพื่อปฏิเสธคุณค่าของความสำเร็จทางโลก ตรงกันข้ามครับ มันเขียนขึ้นเพื่อ “ต่อยอด” และ “เติมเต็ม” ให้ชีวิตของเราสามารถทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้าได้อย่างสมดุล สง่างาม และเป็นอิสระอย่างแท้จริง
ความน่าสนใจของหนังสือ: การเดินทางที่เชื่อมสองฟากฝั่งของปัญญา
ความพิเศษของหนังสือเล่มนี้ในมุมมองของผม คือการทำหน้าที่เป็น “สะพาน” เชื่อมระหว่างสองโลกที่ดูเหมือนจะแตกต่าง แต่แท้จริงแล้วกลับเกื้อหนุนซึ่งกันและกันได้อย่างน่าอัศจรรย์
โลกใบแรกคือโลกแห่งศาสตร์การพัฒนาตนเองสมัยใหม่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับท่านที่เคยผ่านหลักสูตรที่ทรงพลังอย่าง Landmark Forum หรือศาสตร์การโค้ชอื่นๆ ท่านจะคุ้นเคยเป็นอย่างดีกับเครื่องมือที่เฉียบคมในการแยกแยะระหว่าง “สิ่งที่เกิดขึ้นจริง” (What Happened) ออกจาก “เรื่องเล่าที่เราสร้างขึ้น” (The Story) เราได้เรียนรู้ที่จะทลายกำแพงข้อจำกัดในอดีต และลุกขึ้นมาประกาศ “ความเป็นไปได้ใหม่” (A New Possibility) ให้กับชีวิต นี่คือเครื่องมือที่ทำให้เราเป็นนายของเกมทางโลกได้อย่างไม่ต้องสงสัย
แต่โลกอีกใบหนึ่งที่หนังสือเล่มนี้จะพาท่านไปสำรวจ คือโลกแห่งปัญญาภายในของพุทธธรรม ซึ่งมีอายุยาวนานกว่า 2,600 ปี ผมเองในฐานะฆราวาสคนหนึ่งที่ต้องเผชิญกับความท้าทายของชีวิตยุคใหม่ไม่ต่างจากทุกท่าน ได้โชคดีมีโอกาสเข้าสนทนาธรรมกับพระอาจารย์ผู้เป็นกัลยาณมิตร ท่านได้เมตตาชี้ให้ผมเห็นภาพที่น่าทึ่งว่า สิ่งที่ศาสตร์สมัยใหม่เพิ่งค้นพบนั้น พระพุทธองค์ได้อธิบายไว้อย่างลึกซึ้งและสมบูรณ์แล้วมาเนิ่นนาน
- “เรื่องเล่า” ที่เราสร้างขึ้น ก็คือสิ่งที่พระองค์เรียกว่า “สังขารขันธ์” และ “สัญญาขันธ์”
- การสร้าง “ความเป็นไปได้ใหม่” ก็เทียบเคียงได้กับการสร้าง “สัมมาทิฏฐิ” และ “ฉันทะ” ในทางธรรม
และที่สำคัญที่สุด ท่านได้ชี้ให้ผมเห็นว่า การเดินทางไม่ได้จบลงแค่การ “สร้างเรื่องเล่าที่ดีกว่าเดิม” แต่มันสามารถลึกซึ้งไปถึงขั้น “การรู้เท่าทันผู้เล่าเรื่อง” จนกระทั่งเป็นอิสระจากเรื่องเล่าทั้งปวงได้
หนังสือเล่มนี้จึงเป็นการนำเสนอที่ unique อย่างยิ่ง มันคือการนำแก่นธรรมอันลึกซึ้ง มาอธิบายด้วยภาษาที่คนทำงานในยุคปัจจุบันสามารถเข้าถึงและนำไปใช้ได้จริง มันไม่ได้บอกให้คุณเลือกระหว่างความสำเร็จทางโลกหรือความสงบสุขทางใจ แต่แสดงให้เห็นว่าเราจะมีทั้งสองสิ่งนี้ไปพร้อมๆ กันได้อย่างไร ผ่านการสร้างปีกทั้งสองข้างให้แข็งแรงสมบูรณ์
ในเชิงวรรณศิลป์ ผมพยายามอย่างยิ่งที่จะไม่นำเสนอเนื้อหาในรูปแบบของตำราที่แห้งแล้ง แต่ถ่ายทอดผ่านภาษาที่เรียบง่ายและเปี่ยมด้วยภาพเปรียบเทียบที่หวังว่าจะทำให้ผู้อ่านเห็นภาพตามและเชื่อมโยงกับประสบการณ์ของตัวเองได้ ไม่ว่าจะเป็นการเปรียบชีวิตเหมือนการขับรถยนต์, การเปรียบอารมณ์เหมือนผู้โดยสารเจ้าปัญหา, หรือการเปรียบคุณธรรมต่างๆ เป็นเครื่องมือที่จับต้องได้ เพื่อให้การเดินทางผ่านตัวอักษรครั้งนี้เป็นการเดินทางที่รื่นรมย์และจุดประกายความคิดไปพร้อมๆ กัน
สรุปเนื้อหาสำคัญ: แผนที่สู่การเปลี่ยนแปลงใน 3 ภาค
การเดินทางในหนังสือ “ทำให้ดีกว่าเดิม” เล่มนี้ ถูกแบ่งออกเป็น 3 ภาคหลัก ที่จะนำพาคุณไปสู่การเปลี่ยนแปลงอย่างเป็นลำดับขั้น จากการซ่อมแซมและทำความเข้าใจตัวเอง ไปสู่การติดตั้งเครื่องมือใหม่ และท้ายที่สุดคือการชื่นชมทิวทัศน์ใหม่ของชีวิตที่เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง
ภาคที่ 1: กรงขังที่เราสร้างเอง และประตูทางออกบานแรก (บทที่ 1-3)
ในภาคแรกนี้ เราจะเริ่มต้นจากจุดที่เราคุ้นเคยกันดี คือการใช้เครื่องมือทางจิตวิทยาที่เฉียบคมเพื่อสำรวจ “โลกภายใน” ของเราอย่างจริงจัง
เราจะเริ่มต้นด้วยการทำความเข้าใจว่า หากเราไม่สร้างอนาคตของเราขึ้นมาอย่างมีสติ อนาคตของเราก็จะถูกลิขิตโดยแรงเฉื่อยจากอดีตโดยอัตโนมัติ หรือที่เรียกว่า “อนาคตตามยถากรรม” (The Default Future) จากนั้น เราจะได้เรียนรู้วิธีการ “ประกาศเจตจำนง” เพื่อสร้าง “ความเป็นไปได้ใหม่” ที่ไม่ผูกติดอยู่กับอดีต มันคือการเปลี่ยนจากการเป็นนักแสดงที่เล่นไปตามบท มาเป็นการลุกขึ้นเป็นผู้กำกับชีวิตของตัวเอง
แต่การมีเป้าหมายที่สวยงามนั้นยังไม่พอ เราจะดำดิ่งลงไปสำรวจ “ผู้โดยสารเจ้าปัญหา” ที่คอยฉุดรั้งเราไว้ ซึ่งก็คือ “เรื่องเล่า” ที่เราสร้างขึ้นนั่นเอง คุณจะได้พบกับเครื่องมือที่ทรงพลังที่สุดชิ้นหนึ่ง นั่นคือการฝึกแยกแยะระหว่าง “สิ่งที่เกิดขึ้นจริง” ที่เป็นกลาง ออกจาก “เรื่องเล่า” ที่เต็มไปด้วยการตีความและอารมณ์ เราจะมาทำความรู้จักกับ “Racket” หรือวงจรเรื่องบ่นประจำตัวที่เราติดหนึบ และค้นพบว่าเราได้รับ “ผลประโยชน์แอบแฝง” อะไรจากการบ่นเรื่องเดิมๆ ซ้ำๆ
และเพื่อทลายกรงขังนี้ให้สิ้นซาก เราจะเรียนรู้ศิลปะของ “การทำให้สมบูรณ์” (Completion) กับอดีต มันคือกระบวนการกลับไป “อุดรูรั่ว” ทางพลังงานที่เกิดจากความโกรธเคือง ความรู้สึกผิด หรือความซาบซึ้งใจที่ยังไม่เคยได้เอ่ยออกไป เพื่อทวงคืนพลังงานทั้งหมดของเรากลับมาสู่ปัจจุบันขณะ เมื่อจบภาคแรก คุณจะรู้สึก “เบา” เหมือนได้ปลดสัมภาระที่แบกมานานหลายปี และมีพื้นที่ที่สะอาดพร้อมสำหรับการสร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆ อย่างแท้จริง
ภาคที่ 2: เครื่องมือสู่การเปลี่ยนแปลงที่แท้จริง (บทที่ 4-8)
หลังจากที่เราได้เคลียร์พื้นที่ภายในแล้ว ภาคที่สองคือการ “ติดตั้งเครื่องมือ” ชุดใหม่ที่ทรงพลังยิ่งกว่าเดิม เป็นการเดินทางที่ก้าวข้ามจากมิติทางจิตวิทยาสู่มิติทางจิตวิญญาณ จากเป้าหมายแค่การมี “เรื่องเล่าที่ดีกว่า” สู่เป้าหมายที่ลึกซึ้งกว่าคือการมี “จิตใจที่บริสุทธิ์”
- อิทธิบาท 4: หัวใจแห่งความสำเร็จ เราจะมาทำความรู้จักกับ “ล้อรถยนต์ทั้งสี่” ที่จะขับเคลื่อนเราไปสู่เป้าหมายอย่างยั่งยืน คุณจะได้เรียนรู้ความแตกต่างระหว่าง “ฉันทะ” (ความรักในสิ่งที่ทำ) กับ “ตัณหา” (ความอยากในผลลัพธ์) ซึ่งเป็นหัวใจที่เปลี่ยนความเหนื่อยหน่ายให้กลายเป็นความเบิกบานในการทำงาน
- พรหมวิหาร 4: หัวใจแห่งมิตรภาพ นี่คือสุดยอดทักษะทางอารมณ์และสังคม (EQ & SQ) ที่จะเปลี่ยนปฏิสัมพันธ์ของเรากับผู้คนรอบข้าง จากการแข่งขันและความขัดแย้ง ไปสู่การเชื่อมโยงที่เปี่ยมด้วย เมตตา, กรุณา, มุทิตา, และอุเบกขา
- ศิลปะแห่งการเป็นกระจกเงา: การโค้ชเพื่อปลุกศักยภาพผู้อื่น เราจะเรียนรู้วิธีการช่วยเหลือผู้อื่นอย่างมีปัญญา ไม่ใช่ด้วยการยัดเยียดคำแนะนำ แต่ด้วยการเป็น “กัลยาณมิตร” ที่ใช้การฟังอย่างลึกซึ้งและการตั้งคำถามที่ทรงพลัง เพื่อช่วยให้เขาค้นพบคำตอบที่ดีที่สุดจากภายในตัวเอง
- ขันติและสติ: เกราะป้องกันใจ ในโลกที่เต็มไปด้วยความผันผวน เราจำเป็นต้องมีเกราะที่แข็งแกร่ง เราจะมาสร้าง “ขันติ” (ความอดทนอันทรงพลัง) และ “สติ” (ความระลึกรู้) เพื่อให้เราสามารถเผชิญหน้ากับพายุแห่งชีวิตได้อย่างสง่างามและไม่บอบช้ำ
ภาคที่ 3: ผลลัพธ์ของการเดินทาง: สู่ชีวิตที่ดีกว่าเดิมอย่างแท้จริง (บทที่ 9-11)
ในภาคสุดท้ายนี้ เราจะมาสำรวจถึง “ทิวทัศน์” อันงดงามที่ปลายทางการเดินทาง เมื่อเราได้ฝึกฝนใช้เครื่องมือต่างๆ อย่างสม่ำเสมอแล้ว ชีวิตและโลกทัศน์ของเราจะเปลี่ยนแปลงไปอย่างไร
เราจะเดินทางจาก “ตัวตนที่โดดเดี่ยว” สู่ “การเชื่อมโยงกับสรรพสิ่ง” เป็นการทลายภาพลวงตาที่ว่า “ฉัน” แยกขาดออกจากโลก และตื่นขึ้นมาพบกับความจริงที่ว่าเราทุกคนคือส่วนหนึ่งของตาข่ายแห่งชีวิตที่เชื่อมโยงถึงกัน ความรู้สึกแข่งขันจะแปรเปลี่ยนเป็นความร่วมมือ และความโดดเดี่ยวจะถูกแทนที่ด้วยความรู้สึกอบอุ่นเหมือนได้ “กลับถึงบ้าน”
จากนั้น เราจะเดินทางจาก “ใจที่คับแคบ” สู่ “ใจที่ไร้ขอบเขต” หัวใจที่เคยเป็นดั่งป้อมปราการอันหนาวเหน็บและหวาดกลัว จะค่อยๆ แผ่ขยายออกเป็นดั่งสวนสวยที่เปิดกว้าง พร้อมที่จะมอบความรักและความปรารถนาดีให้กับสรรพชีวิตอย่างไม่มีเงื่อนไข
และในบทสุดท้าย เราจะก้าวสู่ประตูบานสุดท้าย จาก “ทาสของอารมณ์” สู่ “อิสรภาพแห่งใจ” นี่คืออิสรภาพขั้นสูงสุด ไม่ใช่แค่การเป็นนายเหนืออารมณ์ลบ แต่คือการไม่ยึดติดแม้กระทั่งในอารมณ์บวก เป็นการตื่นขึ้นจากการหลับใหลและเป็นอิสระจาก “ผู้เล่าเรื่อง” โดยสิ้นเชิง ค้นพบความสงบเย็นที่ดำรงอยู่ได้ในทุกสถานการณ์ ไม่ว่าฝนจะตกหรือแดดจะออกก็ตาม
คุณค่าของหนังสือ: แผนที่สู่ชีวิตที่ไม่ได้แค่ ‘ดีขึ้น’ แต่ ‘เป็นอิสระ’
หากจะมีสิ่งใดที่ผมปรารถนาให้ผู้อ่านได้รับไปจากหนังสือเล่มนี้มากที่สุด สิ่งนั้นไม่ใช่เพียงแค่ชุดเทคนิคในการใช้ชีวิตให้เก่งขึ้น แต่คือการเปลี่ยนแปลง “กระบวนทัศน์” ในการมองโลกและมองตัวเองอย่างสิ้นเชิง
มันคือหนังสือสำหรับนักแสวงหาในยุคใหม่: ผมเขียนหนังสือเล่มนี้ขึ้นสำหรับคนอย่างพวกเรา… คนที่ประสบความสำเร็จในระดับหนึ่ง คนที่เข้าใจคุณค่าของการพัฒนาตัวเอง แต่ยังคงรู้สึกว่ามีบางสิ่งที่ขาดหายไป หนังสือเล่มนี้จะไม่ได้บอกให้คุณทิ้งความสำเร็จที่คุณสร้างมา แต่จะมอบมิติที่ลึกซึ้งยิ่งขึ้นให้กับความสำเร็จนั้น ทำให้มันเป็นความสำเร็จที่ไม่เพียงแต่เติมเต็มบัญชีธนาคาร แต่ยังเติมเต็มหัวใจของคุณด้วย
มันคือสะพานเชื่อมระหว่างการกระทำ (Doing) และการดำรงอยู่ (Being): เรามักจะถูกสอนให้หมกมุ่นกับคำถามว่า “ต้องทำอะไรอีก” เพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่ดีขึ้น แต่หนังสือเล่มนี้จะค่อยๆ นำคุณมาสู่คำถามที่ทรงพลังกว่านั้นว่า “ในขณะนี้ ฉันกำลัง ‘เป็น’ อะไรอยู่” เพราะแท้จริงแล้ว ชีวิตที่ดีกว่าเดิมไม่ใช่รางวัลใหญ่ที่รออยู่ปลายทาง แต่มันคือผลรวมของคุณภาพของ “การเป็น” ของเราในทุกๆ ขณะจิตที่ประกอบกันขึ้นมา
มันมอบอิสรภาพ ไม่ใช่แค่ความสุข: ความสุขที่ขึ้นอยู่กับปัจจัยภายนอกนั้นไม่จีรัง แต่ “อิสรภาพ” ที่เกิดจากการเข้าใจธรรมชาติของจิตใจตัวเองนั้นเป็นสิ่งที่ยั่งยืนและมั่นคง คุณค่าสูงสุดของหนังสือเล่มนี้คือการชี้ทางไปสู่อิสรภาพนั้น… อิสรภาพจากการถูกคุมขังโดยอดีต, อิสรภาพจากการเป็นทาสของอารมณ์, และในท้ายที่สุดคืออิสรภาพจากการยึดมั่นใน “ตัวตน” ที่เราสร้างขึ้นมาเอง
มันคือแผนที่ที่บอกเราว่า เราไม่จำเป็นต้องรอให้โลกภายนอกเปลี่ยนแปลงเพื่อที่เราจะมีความสุข เราสามารถค้นพบความสงบและความเบิกบานที่แท้จริงได้จากภายในใจของเราเอง… ที่นี่ และเดี๋ยวนี้
คำเชื้อเชิญสู่การเดินทางบทใหม่… ที่เป็นของคุณ
เพื่อนนักเดินทางที่รัก…
บทความที่ท่านกำลังอ่านอยู่นี้เป็นเพียง “ตัวอย่างแผนที่” เท่านั้น มันเป็นเพียงการชี้ให้เห็นภาพรวมของดินแดนอันกว้างใหญ่และงดงามที่รอให้ท่านเข้าไปสำรวจด้วยตัวเอง การเดินทางที่แท้จริงจะเริ่มต้นขึ้นเมื่อท่านได้เปิดอ่านหนังสือเล่มนี้ทีละหน้า ค่อยๆ ใคร่ครวญ และลงมือปฏิบัติไปพร้อมๆ กัน
ผมได้รวบรวมแผนที่การเดินทางทั้งหมดนี้ไว้ในหนังสือ “ทำให้ดีกว่าเดิม: จากความเป็นไปได้ใหม่ สู่อิสรภาพที่แท้จริง” ซึ่งผมมีความยินดีเป็นอย่างยิ่งที่จะมอบให้เพื่อนนักเดินทางทุกท่านได้อ่านฉบับเต็มในรูปแบบหนังสืออิเล็กทรอนิกส์ (e-book) โดยไม่มีค่าใช้จ่ายใดๆ
การเดินทางครั้งนี้อาจไม่ได้ง่ายดายเสมอไป มันต้องอาศัยความกล้าหาญที่จะเผชิญหน้ากับความจริงภายในตัวเอง ต้องอาศัยความเพียรพยายามในการฝึกฝน และต้องอาศัยความเมตตาต่อตัวเองในวันที่เราอาจจะก้าวพลาดไปบ้าง แต่ผมขอรับรองว่า ทุกย่างก้าวบนเส้นทางสายนี้คือย่างก้าวที่คุ้มค่า มันคือการลงทุนที่ให้ผลตอบแทนที่ประเมินค่าไม่ได้ นั่นคือชีวิตที่เปี่ยมด้วยความหมาย ความสงบ และอิสรภาพอย่างแท้จริง
วงสนทนาของเราผ่านตัวอักษรในบทความนี้กำลังจะจบลง แต่การเดินทางที่แท้จริงของท่านเพิ่งจะเริ่มต้นขึ้น… ผมขออวยพรให้ทุกท่านได้ค้นพบความสุขและความงดงามบนเส้นทางสายนี้ และค้นพบว่าการ “ทำให้ดีกว่าเดิม” ในความหมายสูงสุดนั้น คือการกลับคืนสู่ธรรมชาติที่แท้จริงอันบริสุทธิ์ ตื่นรู้ และเบิกบานซึ่งมีอยู่แล้วในใจของท่านเอง
ขอบคุณที่ร่วมเดินทางมาด้วยกันจนถึงบรรทัดสุดท้ายนี้ครับ
ด้วยความปรารถนาดี, พิพัฒน์ธรรม
[ท่านสามารถดาวน์โหลดหนังสือ “ทำให้ดีกว่าเดิม: จากความเป็นไปได้ใหม่ สู่อิสรภาพที่แท้จริง” ฉบับเต็ม (PDF) ได้ที่นี่] (Link สำหรับดาวน์โหลด)




ใส่ความเห็น