ในบทสนทนาครั้งก่อน เราได้ร่วมกันเปิด “แผนที่สู่โลกภายใน” ผ่านหนังสือเล่มแรก “สติ: จุดเริ่มต้นความสุขของผู้นำ” เราได้เรียนรู้ที่จะทอดสมอเรือแห่งจิตใจลงท่ามกลางพายุอารมณ์, เฝ้ามองสายน้ำแห่งความคิดโดยไม่ถูกพัดพา, และที่สำคัญที่สุด คือการได้ค้นพบความสงบสุขอันเป็นขุมทรัพย์ล้ำค่าที่อยู่ภายในตนเอง การเดินทางครั้งนั้นคือการปืนป่ายขึ้นสู่ยอดเขาแห่งการรู้จักตน (Self-Awareness) ซึ่งเป็นภารกิจที่ยิ่งใหญ่และสำคัญที่สุดสำหรับมนุษย์คนหนึ่ง
ทว่า… เมื่อขึ้นมายืนอยู่บนยอดเขาอันสงบงดงามแล้วอย่างไรต่อ?
นี่คือคำถามสำคัญที่เป็นจุดเริ่มต้นของการเดินทางครั้งใหม่ที่ท้าทายและเปี่ยมด้วยความหมายยิ่งกว่าเดิม สำหรับผู้นำที่แท้จริงแล้ว ยอดเขามิใช่ปราสาทที่จะพำนักอยู่อย่างโดดเดี่ยว แต่คือจุดชมวิวที่จะทำให้เรามองเห็นผู้คนเบื้องล่างได้ชัดเจนยิ่งขึ้น… มองเห็นทีมงานของเราที่ยังคงเหนื่อยล้า สับสน และต้องการผู้นำทาง
ด้วยเหตุนี้เอง ผมจึงได้จรดปากกาเขียนหนังสือเล่มที่สองในชุดนี้ขึ้นมาในชื่อ
“เมตตา: สื่อสารความสุขสู่ทีม” หนังสือเล่มนี้คือคู่มือสำหรับการเดินทาง “กลับลงมา” จากยอดเขา คือการเปลี่ยนบทบาทจาก “ผู้พิชิตตนเอง” มาเป็น “ผู้สร้างแรงบันดาลใจให้ผู้อื่น” เป็นการเปลี่ยนจุดโฟกัสจาก “ฉัน” (I) ผู้แสวงหาความสุขภายใน ไปสู่ “เรา” (We) ผู้ร่วมกันสร้างองค์กรแห่งความสุข
วันนี้ ผมขอทำหน้าที่เป็นเพื่อนนักอ่านอีกครั้ง ที่จะมาบอกเล่าถึงความงดงามและแก่นสารสำคัญของหนังสือเล่มที่สองนี้ เพื่อเชิญชวนท่านผู้นำทุกท่านให้ก้าวลงจากบัลลังก์ที่อาจโดดเดี่ยว แล้วมาเริ่มต้นการเดินทางครั้งใหม่ที่จะนำท่านเข้าไปนั่งอยู่ในหัวใจของทีมอย่างแท้จริง การเดินทาง “จากนาย… สู่เพื่อนร่วมทาง”
ความน่าสนใจของหนังสือ: ทำไม “เมตตา” คือสุดยอดทักษะผู้นำแห่งยุคใหม่
หากหนังสือเล่มแรกคือการสร้าง “ความแข็งแกร่งจากภายใน” (Inner Strength) หนังสือเล่มที่สองนี้ก็คือการแปรเปลี่ยนความแข็งแกร่งนั้นให้กลายเป็น
“พลังแห่งการเชื่อมโยง” (The Power of Connection) ในโลกยุคใหม่ที่ขับเคลื่อนด้วยความคิดสร้างสรรค์และความร่วมมือ รูปแบบผู้นำแบบดั้งเดิมที่เป็น “นาย” (The Boss) ผู้ควบคุมสั่งการ, ผู้รู้ทุกสิ่ง, และผู้พิพากษา ได้กลายเป็นอุปสรรคที่ใหญ่หลวงที่สุดต่อการเติบโตขององค์กร มันทำลายความคิดริเริ่ม บั่นทอนกำลังใจ และท้ายที่สุดก็สร้างความโดดเดี่ยวให้แก่ตัวผู้นำเอง
โลกธุรกิจปัจจุบันไม่ได้ต้องการ “นาย” อีกต่อไป แต่โหยหาผู้นำในรูปแบบใหม่… ผู้นำที่เป็นดั่ง
“เพื่อนร่วมทาง” (Fellow Traveler) คือผู้ที่เดินไปพร้อมกับทีม, เป็นผู้สนับสนุนและโค้ช, เป็นผู้ที่กล้ายอมรับว่าตนเองไม่รู้ และสร้างพื้นที่ปลอดภัยให้ทุกคนได้เรียนรู้และเติบโตไปด้วยกัน
แล้วอะไรคือพลังขับเคลื่อนที่ยิ่งใหญ่ที่สุดที่จะทำให้ผู้นำคนหนึ่งสามารถก้าวลงจากบัลลังก์แห่งอำนาจ มาสู่เส้นทางที่เปี่ยมด้วยความไว้วางใจนี้ได้?
คำตอบนั้นอยู่ในชื่อหนังสือเล่มนี้ครับ… “เมตตา”
ความน่าสนใจของหนังสือเล่มนี้อยู่ที่การนำเสนอ “เมตตา” ไม่ใช่ในฐานะ “ความรู้สึก” ที่อ่อนแอ แต่ในฐานะ
“ทักษะของผู้นำ” (Leadership Skill) ที่แข็งแกร่งและทรงพลังที่สุด เป็นทักษะที่สามารถฝึกฝนและพัฒนาได้
- เมตตา คือรากฐานของความกล้าที่จะเปราะบางและไว้วางใจผู้อื่น
- เมตตา คือพลังที่ทำให้เราสามารถให้ฟีดแบคที่รุนแรงได้อย่างอ่อนโยน
- เมตตา คือสิ่งที่เปลี่ยนมุมมองของเราจากที่เคยมองทีมงานเป็น “ทรัพยากร” ให้กลายเป็น “เพื่อนมนุษย์” ผู้มีหัวใจ มีความฝัน และความกลัวไม่ต่างจากเรา
หนังสือเล่มนี้จึงเป็นแผนที่ภาคปฏิบัติที่จะนำท่านไปเรียนรู้ทักษะที่เป็นรูปธรรม ซึ่งล้วนแต่เป็นการแสดงออกของ “เมตตา” ในบริบทของการทำงาน ตั้งแต่การฟัง, การพูด, การโค้ช, ไปจนถึงการสร้างผู้นำรุ่นต่อไป
สรุปเนื้อหาสำคัญ: 7 ศิลปะแห่งการเป็นเพื่อนร่วมทางที่ยอดเยี่ยม
การเดินทางใน “เมตตา: สื่อสารความสุขสู่ทีม” แบ่งออกเป็น 7 บท ซึ่งเปรียบเสมือนการฝึกฝน 7 ทักษะสำคัญที่จะเปลี่ยนท่านจาก “นาย” ให้กลายเป็น “เพื่อนร่วมทาง” ที่อยู่ในใจของทีม
บทที่ 1: พื้นที่แห่งการสดับฟัง การเดินทางเริ่มต้นด้วยทักษะที่ดูเหมือนเรียบง่ายแต่กลับถูกละเลยมากที่สุด นั่นคือ “การฟังอย่างลึกซึ้ง” (Deep Listening) ผมชี้ให้เห็นว่าการเป็นเพื่อนร่วมทางนั้นเริ่มต้นในวินาทีที่เราตระหนักว่าหน้าที่สำคัญที่สุดของเราไม่ใช่การมีคำตอบ แต่คือการสร้าง “พื้นที่ปลอดภัย” ให้ทีมงานได้ค้นพบคำตอบด้วยตนเอง ในบทนี้ ท่านจะได้เรียนรู้ที่จะเท่าทัน “อุปสรรค 3 ประการที่ปิดกั้นการฟัง” ได้แก่ จิตที่คอยพิพากษา, จิตที่คอยแก้ปัญหา, และจิตที่คอยเตรียมคำตอบ และจะได้ฝึกฝนการฟังใน 4 ระดับ ตั้งแต่การบ่มเพาะความเงียบภายใน, การฟังด้วยกายทั้งมวล, การฟังเพื่อเข้าถึงความรู้สึก, ไปจนถึงระดับสูงสุดคือการสร้างและรักษาพื้นที่ปลอดภัย การมอบความตั้งใจทั้งหมดให้แก่คนตรงหน้า คือการแสดงออกซึ่งเมตตาที่ทรงพลังที่สุด
บทที่ 2: วาจาแห่งกัลยาณมิตร เมื่อเราเปิดประตูสู่หัวใจของทีมด้วยการฟังแล้ว ขั้นต่อไปคือการใช้ “วาจา” ที่จะเยียวยาและสร้างสรรค์ ไม่ใช่ทำลาย บทนี้นำหลัก “สัมมาวาจา” ในทางพุทธศาสนามาประยุกต์ใช้เป็น “ประตู 5 ด่าน” ที่ผู้นำควรตรวจสอบคำพูดของตนก่อนปล่อยออกไปเสมอ ได้แก่:
- สัจจวาจา (ความจริง): ไม่ใช่แค่ไม่โกหก แต่รวมถึงความโปร่งใสและความซื่อตรง
- ปิยวาจา (ความไพเราะ): คือศิลปะในการห่อหุ้มความจริงด้วยความนุ่มนวล ปราศจากความหยาบคายหรือการเสียดสี
- อัตถวาจา (ความเป็นประโยชน์): ปราศจากการนินทาว่าร้ายหรือการบ่นที่ไม่สร้างสรรค์
- กาลวาจา (ความถูกกาลเทศะ): อาศัยปัญญาในการเลือกเวลาและสถานที่ที่เหมาะสม
- เมตตาวาจา (เจตนาที่ดี): เป็นหัวใจที่หล่อเลี้ยงอีก 4 ประการ คือการพูดด้วยความปรารถนาดีอย่างแท้จริง
บทที่ 3: ศิลปะการให้โอวาท : Feedback ที่สร้างสรรค์ บทนี้เจาะลึกไปยังสถานการณ์ที่ท้าทายที่สุดอย่างหนึ่งของผู้นำ นั่นคือ “การให้ฟีดแบค” โดยนำเสนอทางสายกลางที่เปลี่ยนการเผชิญหน้าที่น่าอึดอัดให้กลายเป็น “ของขวัญ” แห่งการเติบโต หัวใจสำคัญคือการเปลี่ยนมุมมองจาก “การวิจารณ์” มาเป็นการมอบ “กระจกเงา” ที่เปี่ยมด้วยเมตตา เพื่อช่วยให้ทีมงานมองเห็น “จุดบอด” ของตนเอง ท่านจะได้เรียนรู้กระบวนการเตรียมตัวก่อนสนทนา ซึ่งเป็น 90% ของความสำเร็จ ตั้งแต่การตรวจสอบเจตนาของตนเอง, การรวบรวมข้อเท็จจริงไม่ใช่คำพิพากษา, และการเลือกเวลาสถานที่ที่เหมาะสม รวมถึงโครงสร้างของบทสนทนา 6 ขั้นตอนที่สร้างสรรค์ ตั้งแต่การเริ่มต้นด้วยเมตตาไปจนถึงการร่วมกันหาทางออก
บทที่ 4: ปลาย่างไม่ไหม้ น้ำขุ่นไม่หาย : พลังแห่งคำถาม นี่คือบทที่ว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงกระบวนทัศน์ครั้งสำคัญ จากการเป็น “ผู้ให้คำตอบ” มาสู่การเป็น
“ผู้กระตุ้นการค้นพบ” โดยใช้ “คำถาม” เป็นเครื่องมือที่ทรงพลังที่สุด ผมได้ใช้คำพังเพยไทย “ปลาย่างไม่ไหม้ น้ำขุ่นไม่หาย” เพื่อเปรียบเทียบผู้นำที่ใช้ปัญญากับผู้นำที่ไร้ชั้นเชิง การรีบให้คำตอบนั้นแม้จะดูรวดเร็ว แต่จะทำให้ทีมงานหยุดคิดและตัวผู้นำจะกลายเป็นคอขวด ในทางกลับกัน คำถามที่ดีจะช่วยสร้างความเป็นเจ้าของ, พัฒนาศักยภาพ, และนำไปสู่รากของปัญหาได้ ท่านจะได้เรียนรู้ประเภทของคำถามที่ทรงพลัง 4 แบบ (เพื่อความกระจ่าง, เพื่อสำรวจทางเลือก, เพื่อกระตุ้นการไตร่ตรอง, และเพื่อสร้างการลงมือทำ) พร้อมทั้งท่วงท่าภายในของผู้ถามที่ต้องเปี่ยมด้วยความอยากรู้อยากเห็นอย่างแท้จริงและปล่อยวางจากการเป็นผู้แก้ไข
บทที่ 5: สะพานแห่งความไว้วางใจ ทักษะทั้งหมดที่ฝึกฝนมา จะถูกเชื่อมร้อยเข้าด้วยกันด้วยโครงสร้างที่มองไม่เห็นแต่สำคัญที่สุด นั่นคือ “ความไว้วางใจ” (Trust) ซึ่งมีรากฐานมาจากคุณธรรมเรื่อง “สัจจะ” คือความจริงแท้ ซื่อตรง และคงเส้นคงวา บทนี้คือคู่มือภาคปฏิบัติในการ
สร้าง, รักษา, และเยียวยา สะพานแห่งนี้
- การสร้าง: เริ่มจากการฟังก่อนพูด, รักษาคำพูดในเรื่องเล็กน้อย, และกล้าแสดงความเปราะบางยอมรับผิด
- การรักษา: ทำได้โดยการให้ความดีความชอบแก่ทีม, รับผิดชอบเมื่อเกิดข้อผิดพลาด, และตัดสินใจอย่างเป็นธรรม
- การเยียวยา: เมื่อทำผิดพลาด ท่านจะได้เรียนรู้ขั้นตอนการซ่อมแซมความไว้วางใจที่ทรงพลัง ตั้งแต่การยอมรับผิดทันทีโดยไม่มีข้อแก้ตัว, การรับฟังความรู้สึกของอีกฝ่าย, ไปจนถึงการพิสูจน์ตัวเองด้วยการกระทำที่เปลี่ยนแปลงไป
บทที่ 6: ปล่อยมือเพื่อสร้างคน : การมอบหมายงานอย่างมีปัญญา บทนี้ยกระดับการมอบหมายงาน (Delegation) จากแค่การ “แจกงาน” ไปสู่การ
“สร้างคน” ซึ่งเป็นการแสดงออกซึ่งเมตตาและความไว้วางใจอย่างสูงสุด หัวใจสำคัญคือ “ปฏิทรรศน์แห่งการควบคุม” (The Paradox of Control) ที่ว่ายิ่งเราพยายามควบคุมทุกอย่างไว้กับตัว เราจะยิ่งสูญเสียการควบคุมในภาพรวมไป ท่านจะได้สำรวจอุปสรรคภายในใจที่ขัดขวางการ “ปล่อยมือ” เช่น อัตตาแห่งความสมบูรณ์แบบและความกลัว พร้อมทั้งเรียนรู้กระบวนการมอบหมายงานอย่างมีปัญญา 7 ขั้นตอน ตั้งแต่การเลือก “คนที่ใช่” กับ “งานที่ใช่”, การกำหนด “อะไร” และ “ทำไม” ไม่ใช่ “อย่างไร”, ไปจนถึงการชื่นชมและถอดบทเรียนเมื่อจบงาน
บทที่ 7: จุดไฟในใจคน : การสื่อสารเพื่อสร้างแรงบันดาลใจ การเดินทางมาถึงทักษะชั้นสูง คือการเปลี่ยนจาก “ผู้จัดการ” สู่
“ผู้สร้างแรงบันดาลใจ” (Inspirer) ผู้นำที่ยิ่งใหญ่ไม่ได้สื่อสารแค่ “อะไร” (What) และ “อย่างไร” (How) แต่พวกเขาสื่อสารในระดับของ
“ทำไม” (Why) ซึ่งก็คือเป้าประสงค์และวิสัยทัศน์ที่อยู่เบื้องหลังการทำงานทั้งหมด บทนี้จะสอนศิลปะแห่งการ “จุดไฟในใจคน” โดยท่านจะได้เรียนรู้องค์ประกอบของวิสัยทัศน์ที่ทรงพลัง (ยิ่งใหญ่กว่าผลกำไร, ท้าทายแต่ทำได้, ชัดเจนน่าจดจำ, และเป็นของทุกคน) และศิลปะการสื่อสารเพื่อจุดไฟ เช่น การเล่าเรื่องราวไม่ใช่แค่ตัวเลข, การใช้ชีวิตตามวิสัยทัศน์, และการเชื่อมโยงงานประจำวันเข้ากับภาพใหญ่
คุณค่าของหนังสือ: จาก “คู่มือ” สู่ “มรดกที่ยั่งยืน”
เช่นเดียวกับเล่มแรก คุณค่าของ “เมตตา: สื่อสารความสุขสู่ทีม” ไม่ได้จำกัดอยู่แค่เพียงเนื้อหาสาระ แต่ยังอบอวลไปด้วยความงดงามทางวรรณศิลป์ที่ทำให้หลักธรรมลึกซึ้งกลายเป็นเรื่องที่เข้าถึงได้และน่าประทับใจ
- ภาพเปรียบเทียบที่เปลี่ยนมุมมอง: การเปลี่ยนจาก “นาย” สู่ “เพื่อนร่วมทาง”, วาจาที่เป็นดั่ง “มีดของศัลยแพทย์”, ฟีดแบคคือ “กระจกเงา”, คำถามคือ “เบ็ดตกปลา”, ความไว้วางใจคือ “สะพาน”, และท้ายที่สุดคือภาพของผู้นำในฐานะ “คนสวน” (Gardener) ผู้ไม่ได้พยายามดึงกลีบดอกไม้ให้บาน แต่ทุ่มเทให้กับการสร้างสภาวะแวดล้อมเพื่อให้เมล็ดพันธุ์แห่งศักยภาพได้งอกงามขึ้นเอง ภาพเปรียบเทียบเหล่านี้ทรงพลังและเปลี่ยนมุมมองภาวะผู้นำได้อย่างถึงราก
- ภาษาที่เปี่ยมด้วยเมตตา: ทุกตัวอักษรในหนังสือเล่มนี้ถูกรจนาขึ้นด้วยเจตนาแห่งเมตตาอย่างแท้จริง เป็นภาษาที่ให้เกียรติผู้อ่าน ชี้แนะอย่างอ่อนโยน และสร้างแรงบันดาลใจให้อยากลุกขึ้นมาเปลี่ยนแปลงตนเองเพื่อสิ่งที่ดีกว่า
- มรดกที่ยั่งยืน: คุณค่าสูงสุดของหนังสือเล่มนี้ คือการชี้นำให้ผู้นำได้ค้นพบนิยามใหม่ของความสำเร็จ ความสำเร็จที่แท้จริงไม่ได้วัดจากสิ่งที่เกิดขึ้นตอนที่ท่านยังอยู่… แต่วัดจากสิ่งที่ยังคงอยู่และงอกงามต่อไปได้ หลังจากที่ท่านจากไปแล้ว มรดกที่ยั่งยืนที่สุดคือ “ผู้คน” และ “วัฒนธรรม” ที่ท่านได้สร้างไว้ หนังสือเล่มนี้จึงไม่ใช่แค่คู่มือการบริหารงาน แต่เป็นคู่มือการสร้างมรดกที่จะคงอยู่ตลอดไป
เชิญชวนให้อ่านเล่มเต็ม: มาเป็นประทีปส่องทางให้ผู้อื่นด้วยกัน
ท่านผู้นำและเพื่อนนักอ่านที่เคารพรัก
การได้พิชิตยอดเขาแห่งตนในหนังสือเล่มแรกนั้นคือความสุขและความสำเร็จอันยิ่งใหญ่ แต่ความสุขและความอิ่มเอมใจในระดับที่สูงและประณีตกว่านั้น คือการได้กลับลงมาจูงมือเพื่อนร่วมทีม แล้วชี้ให้เขาเห็นยอดเขาที่งดงาม แล้วกระซิบที่ข้างหูว่า
“นั่นคือจุดหมายของเรา… เราจะไปพิชิตมันด้วยกัน”
หนังสือ “เมตตา: สื่อสารความสุขสู่ทีม” คือแผนที่สำหรับการเดินทางกลับลงมาสู่หัวใจของผู้คน คือการแปรเปลี่ยนความสุขภายในตนให้กลายเป็นแสงสว่างที่แผ่ขยายออกไปอย่างไม่มีที่สิ้นสุด มันคือการเดินทางจากการเป็น “วีรบุรุษ” (Hero) มาสู่การเป็น “คนสวน” (Gardener) ผู้มีความสุขที่สุดเมื่อได้เห็นต้นไม้ที่ตนฟูมฟักนั้นผลิดอกออกผลและโปรยเมล็ดพันธุ์ใหม่ๆ ต่อไปไม่สิ้นสุด
ผมขอเชิญชวนทุกท่านให้มาร่วมกันสร้างองค์กรให้กลายเป็น “คณะเดินทาง” ที่เปี่ยมด้วยความไว้วางใจและความสุข และเปลี่ยนตัวท่านเองให้กลายเป็น “ผู้นำทาง” ที่อยู่ในหัวใจของทุกคนตลอดไป
ด้วยรักและปรารถนาดี พิพัฒน์ธรรม
ท่านสามารถดาวน์โหลดหนังสืออิเล็กทรอนิกส์ (e-book) “เมตตา: สื่อสารความสุขสู่ทีม” ฉบับเต็มได้ฟรี จาก Link




ใส่ความเห็น