ในยุคสมัยที่โลกหมุนไปอย่างรวดเร็วปานพายุ เราต่างถูกผลักดันให้วิ่งไปข้างหน้าอย่างไม่หยุดย่อน เราวิ่งไล่ตามความสำเร็จในหน้าที่การงาน วิ่งไล่ตามความสุขสบายทางวัตถุ วิ่งไล่ตามการยอมรับจากสังคม เราปักธงแห่งความสุขไว้ที่เส้นชัยแห่งอนาคตอยู่เสมอ จนบางครั้ง… หรืออาจจะบ่อยครั้ง… เรากลับหลงลืมสิ่งสำคัญที่วางอยู่ตรงหน้า เราหลงลืมรอยยิ้มของแม่ที่มองมาด้วยความห่วงใย เราหลงลืมแผ่นหลังของพ่อที่ทำงานหนักเพื่อเราเสมอมา เราหลงลืมหยาดเหงื่อของชาวนาในข้าวทุกคำที่กิน เราหลงลืมความอบอุ่นของแสงแดดและอากาศบริสุทธิ์ที่เราหายใจเข้าไปทุกวินาที
สภาวะเช่นนี้ ในทัศนะของผม มันคือ
“โรคแห่งความหลงลืม” เป็นโรคระบาดทางใจที่น่ากลัวที่สุดในยุคสมัยของเรา มันทำให้หัวใจของเราเป็นดั่งภาชนะที่มีรอยรั่ว ไม่ว่าจะเติมความสุขจากภายนอกเข้าไปเท่าไหร่ ก็ไม่เคยรู้สึกเต็มอิ่มอย่างแท้จริง หนังสือเล่มที่ผมกำลังจะกล่าวถึงนี้ จึงถือกำเนิดขึ้นจากความปรารถนาอันแรงกล้าที่จะแบ่งปัน “ยาขนานเอก” ที่ผมได้ค้นพบ เพื่อเยียวยาโรคนี้ให้แก่เพื่อนร่วมเดินทางทุกท่าน ยาขนานนี้ไม่ได้อยู่ที่ไหนไกลเลยครับ… มันอยู่ในใจของเราทุกคนแล้ว รอเพียงวันที่เราจะหันกลับมามองและเรียนรู้วิธีใช้อย่างถูกต้องเท่านั้น ยานั้นมีชื่อว่า
“กตัญญุตา กตเวทิตา”
ความน่าสนใจของหนังสือ: เหรียญสองด้านที่พลิกชีวิต
หลายท่านอาจคุ้นเคยกับคำว่า “ความกตัญญู” ในฐานะคุณธรรมพื้นฐานที่ถูกพร่ำสอนกันมาตั้งแต่เด็ก แต่ผมอยากจะเรียนเชิญท่านมาทำความรู้จักกับคำคำนี้ในมิติที่ลึกซึ้งและทรงพลังกว่าที่เคย หนังสือเล่มนี้ไม่ได้นำเสนอความกตัญญูในฐานะ “หน้าที่” ที่ต้องทำเพื่อทดแทนบุญคุณอันน่าอึดอัด แต่ได้นำเสนอธรรมะสองประการนี้ในฐานะ
“เหรียญอันประเสริฐที่มีสองด้าน” ซึ่งจะเปลี่ยนมุมมองการใช้ชีวิตของเราไปตลอดกาล
ด้านแรกคือ “กตัญญุตา” – ดวงตาที่เห็นคุณค่า นี่ไม่ใช่แค่การรู้สึกขอบคุณผิวเผิน แต่คือการใช้ “ปัญญา” ในการมองทะลุเปลือกนอกของสิ่งต่างๆ เข้าไปเห็นถึงคุณความดีที่ซ่อนอยู่เบื้องหลัง เป็นดวงตาที่ทำให้เราเห็นความรักในคำบ่นของแม่ เห็นความเสียสละของบรรพบุรุษในผืนแผ่นดิน เห็นความเกื้อกูลของธรรมชาติในอากาศทุกลมหายใจ กตัญญุตาคือ “แผนที่” ที่จะชี้ทางไปสู่ขุมทรัพย์แห่งความสุขที่ถูกลืม
ด้านที่สองคือ “กตเวทิตา” – สองมือที่ตอบแทนคุณ เมื่อเรามีแผนที่แล้ว แต่ไม่เคยออกเดินทาง แผนที่นั้นย่อมไร้ความหมาย กตเวทิตาคือ “การเดินทาง” คือการเปลี่ยนความซาบซึ้งในใจให้ปรากฏออกมาเป็นการกระทำที่จับต้องได้ ไม่ว่าจะเป็นทางกาย ทางวาจา หรือทางใจ มันคือการทำให้วงจรแห่งความดีงามหมุนเวียนต่อไปอย่างไม่สิ้นสุด
ความงดงามในเชิงวรรณศิลป์ของหนังสือเล่มนี้ อยู่ที่การพยายามใช้ภาษาที่เรียบง่ายและอุปมาอุปไมยที่จับต้องได้ เพื่ออธิบายสภาวะธรรมอันลึกซึ้งให้กลายเป็นเรื่องใกล้ตัว ผมได้พยายามร้อยเรียงแนวคิดเหล่านี้ผ่านการเปรียบเปรยต่างๆ เช่น การมองพ่อแม่เป็นดั่ง
“พระอรหันต์ในบ้าน” การมองที่ทำงานเป็น
“มหาวิทยาลัยแห่งชีวิต” หรือการตระหนักถึง
“อ้อมกอดที่มองไม่เห็น” ของสังคมและแผ่นดิน เพื่อให้ท่านผู้อ่านรู้สึกราวกับกำลังเดินทางสำรวจดินแดนแห่งหัวใจของตนเองไปพร้อมๆ กัน
หนังสือเล่มนี้จึงไม่ใช่ตำราธรรมะที่แห้งแล้ง แต่เป็นบทสนทนาที่อบอุ่นระหว่างเพื่อนเดินทาง ที่จะจูงมือท่านไปปัดฝุ่นและเจียระไน “อัญมณี” ที่มีอยู่แล้วในใจของทุกคนให้กลับมาส่องประกายงดงามอีกครั้งหนึ่ง
สรุปเนื้อหาสำคัญ: การเดินทางจากจุดที่ใกล้ที่สุดสู่จักรวาลทั้งใบ
เนื้อหาในหนังสือ “กตัญญุตา กตเวทิตา” ทั้ง 79 หน้า ได้ถูกร้อยเรียงเป็นลำดับการเดินทาง 10 บท ที่จะค่อยๆ ขยายวงแห่งหัวใจของเราออกไปทีละชั้น จากจุดที่ใกล้ตัวที่สุด ไปสู่สรรพสิ่งทั้งปวง
บทที่ ๑-๒: วางรากฐานแห่งใจ ณ ศูนย์กลางชีวิต การเดินทางของเราเริ่มต้นที่ “บ้าน” กับการทำความรู้จักพระคุณของ
“พระอรหันต์ในบ้าน” นั่นคือบิดามารดา ในฐานะ “บุพการี” ผู้ทำคุณก่อนโดยไม่หวังผล “พระพรหมของบุตร” ผู้มีเมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขาเป็นที่ตั้ง และ “พระอรหันต์ของบุตร” ผู้ควรค่าแก่การบูชาสูงสุด ไม่เพียงเท่านั้น หนังสือยังพาไปสำรวจปมที่ซับซ้อนในใจหลายท่าน เช่น จะทำอย่างไรเมื่อบุพการีไม่ได้เป็นแบบอย่างที่ดี โดยชี้ให้เห็นถึงการแยกแยะระหว่าง “บทบาท” และ “ตัวบุคคล” เพื่อคลายความอึดอัดและปฏิบัติได้อย่างถูกต้อง
จากนั้น เราจะเดินทางเข้าสู่ภายใน เพื่อสร้างที่พึ่งอันเกษมสูงสุด ณ ศูนย์กลางใจ ด้วยการน้อมรำลึกถึงพระคุณของ
“พระรัตนตรัย” โดยมองพระพุทธเจ้าในฐานะ “ครู” ผู้ยิ่งใหญ่ พระธรรมในฐานะ “แผนที่ความจริง” ที่พิสูจน์ได้ และพระสงฆ์ในฐานะ “ผู้สืบทอดมรดก” อันล้ำค่า
บทที่ ๓-๖: ขยายวงใจสู่โลกกว้างและธรรมชาติ เมื่อรากฐานมั่นคงแล้ว เราจะขยายสายตาออกไปมองผู้คนรอบข้าง มองเห็น
“สถาปนิกผู้อยู่เบื้องหลังชีวิต” คือครูบาอาจารย์และกัลยาณมิตรทั้งหลาย แม้กระทั่งผู้ที่เคยสร้างความเจ็บปวดให้เรา ก็สามารถเป็นครูผู้มอบบทเรียนอันล้ำค่าได้ เราจะเปลี่ยนมุมมองต่อ
“ที่ทำงาน” จากสนามรบที่เคร่งเครียด ให้กลายเป็น “มหาวิทยาลัยแห่งชีวิต” ที่ซึ่งเราสามารถสร้างบารมีผ่านการทำงานด้วยความซื่อสัตย์และเป็นเลิศในหน้าที่
วงใจของเราจะขยายกว้างออกไปอีก จนสัมผัสได้ถึง
“อ้อมกอดที่มองไม่เห็น” ของแผ่นดินและสังคม ตระหนักว่าชีวิตเราดำรงอยู่ได้ด้วยการเสียสละของบรรพบุรุษและผู้คนมากมาย และการตอบแทนคุณที่ดีที่สุดคือการทำหน้าที่ “พลเมืองที่ดี” ท้ายที่สุด เราจะเดินทางไปสู่ความสัมพันธ์ที่ยิ่งใหญ่ที่สุด คือการ
“กตัญญูต่อธรรมชาติและสรรพสิ่ง” มองเห็นธรรมชาติในฐานะ “มารดาผู้ให้ชีวิต” และ “มหาอาจารย์ผู้ยิ่งใหญ่” ที่กำลังแสดงสัจธรรมเรื่องอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ให้เราดูอยู่ตลอดเวลา
บทที่ ๗-๑๐: การเดินทางสู่ภายในและนำไปใช้ในชีวิตจริง การเดินทางทั้งหมดจะหวนกลับมาสู่จุดที่สำคัญที่สุด คือการ
“กตัญญูต่อตนเอง” ไม่ใช่ในฐานะความเห็นแก่ตัว แต่ในฐานะการเคารพในกายและใจนี้อันเป็น
“ภาชนะรองรับธรรม” เพียงหนึ่งเดียวที่เราจะใช้สร้างคุณงามความดีได้ เราจะกล้าเผชิญหน้ากับ
“เงาสะท้อนแห่งใจ” เพื่อเรียนรู้ถึงภัยร้ายของความอกตัญญู ซึ่งมีรากเหง้ามาจาก “อัตตา” ที่พองโต โดยมีเรื่องราวของพระเทวทัตเป็นอุทาหรณ์ที่ชัดเจนที่สุด
และเพื่อให้ธรรมะไม่เป็นเพียงความรู้ที่ล่องลอย หนังสือจะมอบเครื่องมือที่นำไปใช้ได้จริงในบท
“สานธรรมในชีวิต” แนะนำวิธีฝึกฝนง่ายๆ แต่ทรงพลัง เช่น การบันทึกคุณ ๓ ประการก่อนนอน หรือการแผ่เมตตาถึงผู้มีพระคุณ และปิดท้ายด้วยบทพิเศษเพื่อคุณพ่อคุณแม่และคุณครู ในการ
“เพาะกล้ากตัญญูในใจเยาวชน” ด้วยการเป็นตัวอย่างที่ดีและสร้างสภาวะแวดล้อมที่เหมาะสม
การเดินทางทั้งหมดนี้จะจบลงใน
“บทสรุป” ที่จะทำให้เราตระหนักว่า กตัญญุตาไม่ใช่แค่ความรู้สึก แต่คือ “วิธีการมองโลก” คือการเปลี่ยนจากเลนส์แห่งความขาดแคลน สู่ “เลนส์แห่งความกตัญญู” ที่จะทำให้ชีวิตของเราเปลี่ยนไปจากภายในสู่ภายนอก
คุณค่าของหนังสือ: จากการรู้คุณ สู่ชีวิตที่เปี่ยมด้วยความหมาย
ผมเชื่อมั่นเป็นอย่างยิ่งว่า หากท่านผู้อ่านได้ร่วมเดินทางไปกับหนังสือเล่มนี้จนถึงหน้าสุดท้าย ท่านจะได้รับคุณค่าอันยิ่งใหญ่กลับไปประดับไว้ในใจอย่างแน่นอน
- ท่านจะได้พบกับความสุขที่เรียบง่ายและยั่งยืน: ท่านจะค้นพบว่าความสุขที่แท้จริงนั้นไม่ได้อยู่ไกลตัวเลย มันซ่อนอยู่ในสิ่งธรรมดาสามัญรอบตัวเรานี่เอง ท่านจะต้องการสิ่งกระตุ้นจากภายนอกน้อยลง และมีความพอใจในสิ่งที่มีอยู่มากขึ้น ซึ่งเป็นรากฐานของความสงบสุขที่แท้จริง
- ท่านจะมีภูมิต้านทานทางใจที่แข็งแกร่งขึ้น: เมื่อชีวิตต้องเผชิญกับอุปสรรค หัวใจที่รู้คุณจะมีความแข็งแกร่งมากกว่าเดิม เพราะมันมีฐานที่มั่นอันอบอุ่นอยู่ภายใน ความทุกข์จะยังคงเกิดขึ้น แต่จะไม่สามารถครอบงำหัวใจของเราได้ง่ายเหมือนเก่า
- ความสัมพันธ์ของท่านกับผู้คนรอบข้างจะดีขึ้น: หัวใจที่รู้คุณจะแผ่รังสีแห่งความอบอุ่นและความปรารถนาดีออกมาโดยไม่รู้ตัว ผู้คนย่อมอยากเข้าใกล้และหยิบยื่นโอกาสดีๆ ให้ ท่านจะกลายเป็นคนที่มีเสน่ห์จากความดีงามภายใน
- ท่านจะค้นพบเป้าหมายของชีวิตที่ชัดเจนขึ้น: เมื่อหัวใจเปี่ยมล้นด้วยความซาบซึ้งในพระคุณที่เคยได้รับมา มันย่อมเกิดความปรารถนาอย่างแรงกล้าที่จะ “ตอบแทนคุณ” กลับคืนไปสู่โลก “การรับใช้” และ “การให้” จะกลายเป็นเป้าหมายของชีวิตโดยอัตโนมัติ ทำให้ชีวิตของท่านมีทิศทางและเปี่ยมด้วยความหมายอย่างแท้จริง
เชิญชวนให้อ่านเล่มเต็ม: การเดินทางที่แท้จริงกำลังจะเริ่มต้นขึ้น
ท่านผู้อ่านที่รักครับ… บทความที่ท่านกำลังอ่านอยู่นี้เป็นเพียงเศษเสี้ยวหนึ่ง เป็นเพียงการสรุปรวบยอด “แผนที่” ที่ผมได้บรรจงวาดขึ้นเท่านั้น แต่การออกเดินไปบนเส้นทางนั้นเป็นหน้าที่ของท่านเอง การเดินทางที่แท้จริงในชีวิตของท่านกำลังจะเริ่มต้นขึ้น
ผมในฐานะผู้รจนาหนังสือเล่มนี้ ยังคงเป็นเพียงนักเดินทางคนหนึ่งบนเส้นทางสายนี้เหมือนกับทุกท่าน แต่ในวันนี้ ผมมี “เข็มทิศ” ที่ชื่อว่า “กตัญญุตา กตเวทิตา” อยู่ในมือ และผมปรารถนาจากหัวใจที่จะแบ่งปันเข็มทิศนี้ให้แก่เพื่อนร่วมเดินทางทุกท่าน
ผมขอกราบขอบพระคุณท่านผู้อ่านทุกท่านจากหัวใจ ที่ได้กรุณาสละเวลาอันมีค่าของท่านร่วมเดินทางไกลมากับผมผ่านบทความนี้ การที่ท่านได้อ่านมาจนถึงตรงนี้ คือ “กตเวทิตา” ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดที่ท่านได้มอบให้กับเจตนาดีของผมแล้ว
ผมขอเชิญชวนท่านผู้อ่านทุกท่าน ร่วมกันปัดฝุ่นและเจียระไน “อัญมณี” ที่มีอยู่แล้วในใจของเราให้กลับมาส่องประกายงดงามอีกครั้งหนึ่ง ขอให้การเดินทางในชีวิตของท่านนับจากนี้ไป เป็นการเดินทางที่เปี่ยมด้วยดวงตาที่เห็นคุณ เปี่ยมด้วยหัวใจที่ซาบซึ้ง และเปี่ยมด้วยสองมือที่พร้อมจะสร้างสรรค์และตอบแทนคุณความดีงามกลับคืนสู่โลกใบนี้
การเดินทาง… เพิ่งจะเริ่มต้นขึ้นครับ
ท่านสามารถดาวน์โหลดหนังสือ “กตัญญุตา กตเวทิตา: เยียวยาโรคแห่งความหลงลืม” ฉบับเต็ม (PDF) ได้ฟรี จาก Link




ใส่ความเห็น