มีสักกี่ครั้งในชีวิต ที่ท่านรู้สึกราวกับกำลังแสดงอยู่ใน “บทภาพยนตร์” ที่ตัวท่านเองไม่ได้เป็นคนเขียนบท… บทที่มักจะฉายภาพซ้ำๆ ถึงความผิดพลาดในอดีต บทที่มีเสียงของ “นักวิจารณ์ภายใน” คอยกระซิบซ้ำเติมว่าเรานั้นไม่ดีพอ และบทที่มักจะจบลงด้วยความรู้สึกเหนื่อยล้า อ่อนแรง และตกเป็นเหยื่อของความคิดและอารมณ์ของตนเอง

ผมเองก็เคยเป็นนักแสดงที่ติดอยู่ในบทภาพยนตร์เศร้าเรื่องนั้นมาอย่างยาวนานครับ เป็นชายผู้ที่เคยแบก “ก้อนหิน” แห่งความทุกข์ไว้แนบอกจนแผ่นหลังโค้งงอ กอดรัดมันไว้ด้วยความคุ้นชิน จนหลงลืมไปแล้วว่า แท้จริงแล้วเรามีสิทธิ์ที่จะ “วางมันลง” ได้ทุกเมื่อ

เรื่องราวทั้งหมดในหนังสือ “หักมุมลบ ในตนเอง” ได้ถือกำเนิดขึ้นจากจุดนั้น… จากเสียงกระซิบอันแผ่วเบาแต่ทรงพลังในความฝันคืนหนึ่งว่า “หักมุมลบ ในตนเอง” ถ้อยคำปริศนานั้นได้กลายเป็นจุดเริ่มต้นของการเดินทางครั้งสำคัญที่สุดในชีวิตของผม การเดินทางเพื่อค้นหาคำตอบว่าจะทำอย่างไรเราจึงจะสามารถก้าวออกมาจากการเป็นเพียง “นักแสดง” ผู้เล่นไปตามบท มาเป็น “ผู้กำกับ” และ “ผู้เขียนบท” ให้กับเรื่องราวชีวิตภายในของเราเองได้อย่างแท้จริง

วันนี้ ในฐานะเพื่อนผู้ร่วมเดินทางที่ได้ล้มลุกคลุกคลานบนเส้นทางสายนี้มาก่อน ผมจึงอยากจะขออนุญาตทำหน้าที่เป็นผู้นำชม ที่จะพาท่านไปสัมผัสกับความงดงาม ความลึกซึ้ง และคุณค่าอันประเมินมิได้ที่ซ่อนอยู่ในหนังสือเล่มเล็กๆ ที่ชื่อว่า “หักมุมลบ ในตนเอง” เล่มนี้ครับ


ความน่าสนใจของหนังสือ: แผนที่เดินทางฉบับฆราวาสสู่ฆราวาส

สิ่งแรกที่ผมอยากจะบอกกับท่านผู้อ่านก็คือ หนังสือเล่มนี้ไม่ได้ถูกเขียนขึ้นจากมุมมองของพระอาจารย์ผู้ทรงภูมิธรรม หรือกูรูผู้รู้แจ้งท่านใด แต่ถูกร้อยเรียงขึ้นจากประสบการณ์จริงของฆราวาสคนหนึ่ง เหมือนกับท่านและเหมือนกับผม… เป็นเสียงเล่าของ “ศิษย์” ที่ได้นำเอาปริศนาธรรมและความสับสนในใจตนไปกราบเรียนถามครูบาอาจารย์ผู้เปี่ยมด้วยเมตตา แล้วได้รับ “แผนที่” และ “กล่องเครื่องมือ” กลับมาทดลองใช้จริง

ความโดดเด่นของ “หักมุมลบ ในตนเอง” จึงไม่ได้อยู่ที่ทฤษฎีธรรมะอันสูงส่ง หากแต่อยู่ที่ ความสามารถในการ “แปล” หลักธรรมอันลึกซึ้งเหล่านั้น ให้กลายเป็นภาพเปรียบเทียบ (Metaphor) ที่งดงาม เรียบง่าย และจับต้องได้ ท่านจะได้พบว่าหลักธรรมที่เคยดูไกลตัวอย่าง อัตตา, สังขาร หรือ นิวรณ์ ๕ นั้น ถูกนำเสนอผ่านเรื่องเล่าของ “ปราสาททราย” , “รอยทางเก่าบนทุ่งหญ้า” , หรือ “เมฆหมอกทั้งห้าที่บดบังตะวัน” ซึ่งไม่เพียงแต่จะทำให้เข้าใจได้ง่าย แต่ยังสั่นสะเทือนความรู้สึกและเปิดมุมมองของเราได้อย่างน่าอัศจรรย์

นี่ไม่ใช่ตำราที่บอกให้ท่าน “คิดบวก” แบบผิวเผิน แต่เป็นคู่มือที่จะชวนท่านมาทำความรู้จักกับ “เงาในใจตน” อย่างกล้าหาญ เป็นเพื่อนที่จะเดินเคียงข้างท่านในวันที่พายุอารมณ์โหมกระหน่ำ และเป็นเข็มทิศที่จะชี้ทางให้ท่านค้นพบว่า ภายใต้ดงหนามแห่งความคิดลบที่รกเรื้อนั้น ยังมีผืนดินอันอุดมสมบูรณ์ที่รอคอยให้เราลงมือเพาะปลูก “สวนดอกไม้” แห่งความสุขและความสงบอยู่เสมอ


สรุปเนื้อหาสำคัญ: การเดินทาง 3 ภาคสู่การเป็นนายแห่งหัวใจ

การเดินทางในหนังสือเล่มนี้ ถูกแบ่งออกเป็น 3 ภาคใหญ่ๆ ที่ร้อยเรียงกันอย่างเป็นลำดับขั้นตอน จากการวินิจฉัยสู่การเยียวยา และนำไปสู่การสร้างสรรค์

ภาคที่ ๑: ความกล้าหาญที่จะ “มองเห็น” (รู้จักเงาในใจตน)

การเปลี่ยนแปลงใดๆ ย่อมเริ่มต้นจากการ “ยอมรับความจริง” ในภาคแรกนี้ เราจะสวมบทบาทเป็น “นักสำรวจและนักธรณีวิทยา” เพื่อสำรวจภูมิประเทศภายในใจของเราอย่างซื่อตรงที่สุด

  • เริ่มต้นจากการตระหนักรู้: เราจะเริ่มต้นด้วยการทำความเข้าใจว่าเหตุใดเราจึงติดอยู่ในมุมลบ ผ่านอุปมาเรื่อง “ชายผู้แบกก้อนหิน” และธรรมชาติของจิตที่เปรียบเหมือน “น้ำที่ไหลลงสู่ที่ต่ำ” เพื่อให้เราเลิกโทษตัวเอง และเริ่มต้นมองปัญหาอย่างเข้าใจ
  • จำแนกใบหน้าของศัตรู: จากนั้น เราจะได้เครื่องมือชิ้นแรกที่ทรงพลังอย่างยิ่ง นั่นคือ “กระจกหกด้านแห่งมุมลบ” ที่จะส่องสะท้อนให้เราเห็นแง่มุมต่างๆ ของความคิดลบที่ซ่อนอยู่ ไม่ว่าจะเป็น กระจกส่องตน (นักวิจารณ์ภายใน), กระจกส่องคน (ผู้พิพากษา), กระจกส่องโลก (นักบ่นมืออาชีพ), กระจกส่องอดีต (นักโทษแห่งกาลเวลา), กระจกส่องอนาคต (หมอดูจอมกังวล) และ กระจกส่องตัวตน (ทหารยามผู้พิทักษ์ปราสาท)
  • สร้างแผนที่ใจส่วนตัว: เมื่อเห็นภาพสะท้อนแล้ว เราจะเปลี่ยนความรู้สึกที่คลุมเครือให้กลายเป็นข้อมูลที่ชัดเจน ด้วยเครื่องมือที่ผมคิดว่าเป็นการปฏิวัติการดูแลใจตนเอง นั่นคือ “ธรรมทรรศนะ เรดาร์ 6 มิติ” ซึ่งเป็นแบบประเมินที่จะช่วยให้เราสร้าง “แผนที่” ออกมาได้ว่า แฉกของความคิดลบด้านไหนของเราที่โดดเด่นและต้องการการดูแลเป็นพิเศษ
  • ขุดลึกถึงรากเหง้า: สุดท้าย เราจะเปลี่ยนจากนักสำรวจมาเป็นนักธรณีวิทยา เพื่อขุดค้นให้ถึง “ต้นตอของธารน้ำขุ่น” ทั้ง 3 ประการตามหลักธรรมะ ได้แก่ ปราสาททรายแห่งตัวตน (อัตตา) , รอยทางเก่าบนแผนที่ใจ (สังขาร) , และ เมฆหมอกทั้งห้าที่บดบังตะวัน (นิวรณ์ ๕)

ภาคที่ ๒: ความชำนาญในการใช้ “เครื่องมือ” (เครื่องมือแห่งนักเปลี่ยนทิศ)

เมื่อเรามีแผนที่และเข้าใจถึงชั้นดินแล้ว ก็ถึงเวลาของการเปิด “กล่องเครื่องมือ” ในภาคนี้ เราจะเปลี่ยนบทบาทมาเป็น “วิศวกรและช่างฝีมือ” เพื่อสร้างและฝึกใช้เครื่องมือที่สำคัญที่สุด 2 ชิ้น

  • เครื่องมือชิ้นที่ ๑: “สติ” – นายทวารผู้ไม่เคยหลับใหล: เราจะมาทำความรู้จักกับ “สติ” ในมุมมองที่ถูกต้อง ผ่านอุปมาของ “นายทวารเฝ้าประตูเมือง” ที่ทำหน้าที่เพียง “รู้ทัน” แขกที่มาเยือน (ความคิดและอารมณ์) โดยไม่เข้าไปเป็นนักแสดงเสียเอง สติคือ “ปุ่มหยุดชั่วคราว” มหัศจรรย์ ที่จะสร้าง “ช่องว่าง” ให้เรามีอิสรภาพที่จะ “เลือก” ตอบสนองต่อสิ่งเร้าได้เป็นครั้งแรก
  • เครื่องมือชิ้นที่ ๒: “โยนิโสมนสิการ” – คมปัญญาเปลี่ยนมุมมอง: เมื่อสติสร้างช่องว่างให้เราแล้ว “โยนิโสมนสิการ” คือสิ่งที่เราจะนำไป “ทำงาน” ในช่องว่างนั้น นี่ไม่ใช่แค่การคิดบวก แต่คือ “การพิจารณาโดยแยบคาย” ซึ่งในหนังสือจะมอบ “ชุดเครื่องมือหักมุม” 4 ชิ้น ที่นำไปใช้ได้จริงทันที ได้แก่ คำถามของนักสืบ (สืบสาวหาความจริง), สูตรลับของนักเล่นแร่แปรธาตุ (มองหาประโยชน์จากปัญหา), การเปลี่ยนเส้นทางของนักเดินทาง (เปลี่ยนคำถามนำชีวิต), และ โอสถของหมอใจ (ใช้เมตตาเป็นยาถอนพิษ)

ภาคที่ ๓: ความสุขจากการ “เพาะปลูก” (บนเส้นทางสายใหม่)

เมื่อเรามีเครื่องมือจัดการกับวัชพืชแล้ว หน้าที่ที่สำคัญกว่านั้นก็คือการสร้างสรรค์ ในภาคสุดท้ายนี้ เราจะสวมบทบาทเป็น “ศิลปินและนักสวน”

  • เปลี่ยนนักรบให้เป็นนักสวน: เราจะเปลี่ยนกระบวนทัศน์จากการต่อสู้ที่ไม่สิ้นสุด มาสู่การเพาะปลูกคุณงามความดีให้งอกงามขึ้นมาแทนที่ ผ่านหลักธรรมอันงดงามอย่าง “พรหมวิหาร ๔” ซึ่งเปรียบเสมือนเมล็ดพันธุ์ดอกไม้ทิพย์ 4 ชนิด ได้แก่ เมตตา (น้ำเย็นแห่งมิตรภาพ), กรุณา (มือที่พร้อมจะโอบอุ้ม), มุทิตา (รอยยิ้มที่ยินดีด้วยใจจริง), และ อุเบกขา (ขุนเขาอันมั่นคง)
  • รับมือกับวันที่พ่ายแพ้: หนังสือเล่มนี้เข้าใจดีว่าการเดินทางไม่ได้ราบรื่นเสมอไป ในบท “เมื่อกิเลสไม่ยอมแพ้” จะสอนให้เรารู้จักกับ “อนุสัยกิเลส” หรือรากแก้วของวัชพืชที่ฝังลึก พร้อมมอบอาวุธเสริมอย่าง “ขันติ” (โล่อันแข็งแกร่ง) และ “วิริยะ” (ดาบที่ไม่เคยทื่อ) รวมถึง “ชุดปฐมพยาบาลสำหรับวันใจสลาย”
  • ชื่นชมทิวทัศน์ใหม่: ท้ายที่สุด เราจะได้เห็นภาพรวมของ “ชีวิตจากมุมมองใหม่” ที่เปรียบดั่งสระน้ำที่เคยขุ่นคลั่กได้กลับมาใสนิ่ง เราจะได้เห็นอานิสงส์ของการปฏิบัติที่เปลี่ยนแปลงชีวิตเราจากภายใน ไม่ว่าจะเป็นอิสรภาพแห่งการเลือก, ปัญญาที่มองเห็นตามจริง, การเป็นมิตรกับตนเอง, ความสุขที่เรียบง่ายมั่นคง และความสัมพันธ์ที่เบ่งบาน
  • เข็มทิศนำทางชีวิต: บทสุดท้ายจะสรุปรวบยอดการปฏิบัติทั้งหมดให้กลายเป็นหลักการง่ายๆ 3 ข้อ คือ “รู้ – ละ – เจริญ” เพื่อเป็นเข็มทิศที่เราสามารถพกติดตัวไปได้ตลอดการเดินทางของชีวิต

คุณค่าของหนังสือ: อิสรภาพในการเลือกที่จะไม่ทุกข์

หากจะมีสิ่งหนึ่งที่ผมอยากจะบอกท่านว่าคือคุณค่าสูงสุดของหนังสือเล่มนี้ สิ่งนั้นก็คือ “การมอบอำนาจคืนกลับมาสู่มือของเรา”

“หักมุมลบ ในตนเอง” จะทำให้ท่านตระหนักว่า ท่านไม่จำเป็นต้องเป็น “เหยื่อ” ของอารมณ์หรือสถานการณ์ภายนอกอีกต่อไป ท่านมีศักยภาพที่จะเป็น “ผู้สร้าง” ความสุขและความสงบจากภายในได้เสมอ หนังสือเล่มนี้ไม่ได้มอบคำตอบสำเร็จรูปให้แก่ชีวิต แต่มอบ “กระบวนการและเครื่องมือ” ที่จะทำให้ท่านสามารถค้นหาคำตอบของท่านเองได้ในทุกสถานการณ์

มันคือการเดินทางที่เปลี่ยนเราจาก “คนแปลกหน้า” ที่ไม่เคยเข้าใจกลไกในใจตนเอง ให้กลายเป็น “เพื่อนสนิท” ที่สามารถโอบกอดได้แม้ในส่วนที่มืดมนที่สุดของเรา มันเปลี่ยน “เสียงของนักวิจารณ์” ให้กลายเป็น “เสียงของกัลยาณมิตร” และเปลี่ยน “ภาระอันหนักอึ้ง” ให้กลายเป็น “บทเรียนอันล้ำค่า”


เชิญชวนท่านมาร่วม “หักมุม” ให้กับเรื่องราวของตนเอง

สหายผู้ร่วมเดินทางที่รัก…

บทความที่ท่านกำลังอ่านอยู่นี้เป็นเพียงเงาสะท้อนจางๆ ของขุมทรัพย์ทางปัญญาที่รอคอยการค้นพบจากท่านอยู่ในหนังสือฉบับเต็ม การอ่านเรื่องราวของ “ชายผู้แบกก้อนหิน” นั้นเทียบไม่ได้เลยกับการที่ท่านจะได้สัมผัสกับความรู้สึก “เบาสบาย” เมื่อท่านได้เรียนรู้วิธี “วางหิน” ของท่านเองลงด้วยมือของท่านเอง

หากท่านคือคนหนึ่งที่เหนื่อยล้ากับการต้องเล่นไปตามบทภาพยนตร์เก่าๆ… หากท่านคือคนหนึ่งที่เชื่อว่าลึกๆ แล้วเรามีศักยภาพที่จะมีความสุขและความสงบได้มากกว่าที่เป็นอยู่… และหากท่านพร้อมแล้วที่จะหยิบปากกาขึ้นมาเพื่อเริ่มต้นเขียนบทใหม่ให้กับเรื่องราวชีวิตภายในของท่าน…

ผมขอเรียนเชิญท่านด้วยหัวใจทั้งหมดของผม ให้เริ่มต้นการเดินทางเพื่อเป็นนายแห่งหัวใจของท่านเอง… ไปพร้อมๆ กัน ณ บัดนี้ครับ

ท่านสามารถเริ่มต้นการเดินทางของท่านได้ทันที โดยดาวน์โหลดหนังสือ “หักมุมลบ ในตนเอง” ฉบับเต็มในรูปแบบ PDF ได้จาก Link

ใส่ความเห็น