ในฐานะนักเขียนและเพื่อนร่วมเดินทางบนเส้นทางสายนี้ ผมมีความรู้สึกปีติยินดีอย่างยิ่งที่จะได้นำเสนอบทสนทนาว่าด้วยหนังสือเล่มล่าสุดของผม

“ปฏิเวธ: ผลลัพธ์การปฏิบัติที่รู้ได้ด้วยตนเอง” ผ่านตัวอักษร ณ ที่นี้ ผมทราบดีว่าหลายท่านที่ติดตามงานเขียนของผม ล้วนเป็นผู้มีฉันทะในการศึกษาและปฏิบัติธรรม เป็นผู้แสวงหาคำตอบต่อคำถามอันยิ่งใหญ่ของชีวิต และหลายท่านอาจมีประสบการณ์คล้ายคลึงกับที่ผมเคยเป็น นั่นคือการยืนอยู่ท่ามกลางมหาสมุทรแห่งความรู้ทางธรรม แต่กลับรู้สึกอ้างว้างและไม่แน่ใจว่าตนเองกำลังลอยคอไปในทิศทางที่ถูกต้องแล้วหรือไม่

เราหลายคนเป็นนักสะสม “แผนที่” ชั้นยอด ตู้หนังสือและห้องสมุดในใจของเรานั้นอัดแน่นไปด้วยพระไตรปิฎก อรรถกถา และหนังสือธรรมะจากพ่อแม่ครูบาอาจารย์นับไม่ถ้วน เราจดจำพุทธพจน์ได้ขึ้นใจ สามารถอธิบายหลักปรมัตถธรรมอันลึกซึ้งได้อย่างคล่องแคล่ว เราเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านเส้นทางสู่ยอดเขาพระนิพพาน เรารู้ทุกโค้ง ทุกแยก ทุกอุปสรรคที่ปรากฏอยู่บนแผ่นกระดาษนั้น แต่ท่ามกลางความรู้อันท่วมท้น คำถามหนึ่งอาจยังคงก้องสะท้อนอยู่ในความเงียบ…

แล้วเราเคยออกเดินทางจริงๆ แล้วหรือยัง?

เราอาจเป็นดั่งนักชิมผู้ยิ่งใหญ่ที่อ่านรีวิวร้านอาหารมานับพันร้าน เรารู้ว่าอาหารจานเอกของแต่ละร้านมีรสชาติอย่างไร มีส่วนผสมอะไรบ้าง แต่เรากลับไม่เคยได้ “ลิ้มรส” อาหารนั้นด้วยลิ้นของเราเองเลย ความรู้ของเราจึงเป็นความรู้ที่ “ยืม” มา เป็นความทรงจำของผู้อื่น เป็นความเข้าใจที่ยังไม่ซึมลึกลงสู่กระแสเลือดและจิตวิญญาณ นี่คือโลกอันปลอดภัยและน่าเคารพของ

“ผู้เชื่อ” (The Believer) ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นที่จำเป็นและงดงาม แต่ทว่า องค์พระบรมศาสดาเองกลับไม่เคยต้องการให้เราหยุดอยู่เพียงแค่นั้น พระองค์ทรงเชื้อเชิญให้เราก้าวเดินไปบนเส้นทางแห่งการ

“ปฏิบัติ” (The Practice) เพื่อไปให้ถึงจุดหมายปลายทางที่เรียกว่า

“ปฏิเวธ” (The Realization) คือการรู้แจ้ง คือการเห็นทิวทัศน์อันงดงามนั้นด้วยดวงตาแห่งปัญญาของเราเอง

และนี่คือหัวใจของหนังสือเล่มที่ผมกำลังจะชวนท่านอ่านครับ


ความน่าสนใจของ “ปฏิเวธ”: เมื่อแผนที่กลายเป็นแคตตาล็อกแห่งรสชาติ

หนังสือ

“ปฏิเวธ: ผลลัพธ์การปฏิบัติที่รู้ได้ด้วยตนเอง” มิได้มีเจตนาที่จะเป็น “แผนที่” อีกฉบับหนึ่งเพื่อเพิ่มเข้าไปในห้องสมุดของท่าน แต่ปรารถนาที่จะทำหน้าที่เป็นดั่ง

“สมุดบันทึกของนักเดินทาง” หรือ “แคตตาล็อกแห่งรสชาติทางจิตวิญญาณ” ที่ได้รวบรวมและบรรยายถึง “ผลลัพธ์” ที่ผู้ปฏิบัติสามารถสัมผัสได้ในทุกย่างก้าวของการเดินทาง

แทนที่จะเน้นย้ำว่าท่าน “ต้องทำ” อะไร หนังสือเล่มนี้จะชี้ให้ท่านเห็นว่าท่านจะ

“ได้รับรู้อะไร” เมื่อท่านได้ลงมือทำ มันคือการเปลี่ยนมุมมองจากการเพ่งมองไปยัง “หนทาง” ที่ยังต้องเดิน ไปสู่การชื่นชม “ดอกไม้” ที่เบ่งบานอยู่ข้างทางในทุกย่างก้าวที่เราเดินผ่านไป ดอกไม้เหล่านี้คือ “ปฏิเวธ” คือผลลัพธ์น้อยใหญ่ที่คอยเป็นกำลังใจ เป็นเครื่องยืนยันว่าเรากำลังเดินมาถูกทาง และเป็นรสชาติอันโอชาที่ทำให้การเดินทางนั้นเปี่ยมด้วยความหมายและพลังใจ

ผมเชื่อเป็นอย่างยิ่งว่า การได้ “ชิม” รสชาติของผลลัพธ์ แม้เพียงเล็กน้อย ก็มีพลังในการสร้างแรงบันดาลใจได้มากกว่าการอ่าน “สูตร” นับร้อยครั้ง เรื่องราวของ “ผลลัพธ์” ที่บรรยายไว้ในหนังสือเล่มนี้ จะเป็นดั่งเสียงกระซิบที่คอยปลุกเร้าและเชื้อเชิญให้ท่านผู้อ่านทุกท่าน ได้กล้าที่จะก้าวเดินจากโลกอันปลอดภัยของ “ผู้เชื่อ” มาสู่โลกแห่งการผจญภัยอันน่าตื่นเต้นของ

“ผู้รู้” (The Knower) ผู้พร้อมที่จะใช้กายและใจของตนเองเป็นห้องทดลอง เพื่อพิสูจน์ความจริงอันประเสริฐที่ซ่อนอยู่ภายในตัวเราทุกคน

ในเชิงวรรณศิลป์ ผมตั้งใจรจนาหนังสือเล่มนี้ให้เป็นมากกว่าตำราทางวิชาการ แต่ให้เป็นบทกวีแห่งการเดินทางภายใน ผมได้สอดแทรกอุปมาอุปไมยที่หวังว่าจะช่วยให้ท่านผู้อ่านได้เห็นภาพและสัมผัสถึงสภาวะธรรมอันลึกซึ้งได้อย่างแจ่มชัด ไม่ว่าจะเป็นภาพของ “จิตที่ไร้บ้าน” ที่ต้องพเนจรไปในโลกแห่งความคิด, ภาพของ “ความคิดที่เป็นเพียงแขกผู้มาเยือน” ซึ่งเราผู้เป็นเจ้าของบ้านไม่จำเป็นต้องวิ่งไล่ตามหรือวิ่งหนี, หรือภาพของ “ผู้เดินทางที่กลายเป็นหนทางเสียเอง” ในบทสุดท้าย ทั้งหมดนี้ก็เพื่อจะสื่อสาร “รสชาติ” ของธรรมะให้ใกล้เคียงกับประสบการณ์จริงมากที่สุดเท่าที่ตัวอักษรจะพึงอำนวยได้


สรุปเนื้อหาสำคัญ: ลิ้มรสผลลัพธ์ในทุกย่างก้าวแห่งการเดินทาง

หนังสือเล่มนี้จะนำพาท่านเดินทางผ่านปฏิเวธในแต่ละลำดับขั้น จากผลลัพธ์ที่สัมผัสได้ง่ายในชีวิตประจำวัน ไปจนถึงการประจักษ์แจ้งอันเป็นเป้าหมายสูงสุดของการปฏิบัติ

ช่วงที่ ๑: สัมผัสแรกแห่งอิสรภาพและความสงบเย็น

การเดินทางของเราเริ่มต้นด้วยการปลดโซ่ตรวนเส้นแรก คือการก้าวออกจากพันธนาการของ “ความเชื่อที่งมงาย” ด้วยการน้อมนำหลัก

“กาลามสูตร” เข้ามาสู่ใจ ปฏิเวธแรกสุดที่ท่านจะสัมผัสได้คือ

ความเบาสบายและเป็นอิสระ ที่ไม่ต้องแบกรับภาระของการต้องแสร้งเชื่อในสิ่งที่ยังไม่ประจักษ์แจ้ง เป็นการเปลี่ยนจากทาสของความเชื่อมาเป็นนายของปัญญา

จากนั้น หนังสือจะนำท่านไปลิ้มรส

“ความโปร่งเบา” อันน่าอัศจรรย์ที่เกิดขึ้นในทันทีที่เราใช้สติ “รู้ทัน” เมฆหมอกในใจที่เรียกว่า “นิวรณ์ ๕” ท่านจะได้เรียนรู้ว่าเพียงแค่ “รู้” โดยไม่ต้องเข้าไปต่อสู้หรือผลักไส ความฟุ้งซ่าน ความโกรธ หรือความง่วงเหงาหาวนอนนั้น จะสลายตัวไปเองเหมือนฟองสบู่ที่แตกโพละลง ทิ้งไว้เพียงท้องฟ้าในใจที่กลับมาสว่างไสวดังเดิม

และในระดับที่จับต้องได้ที่สุด ท่านจะได้ลิ้มรส

“ความสุขเย็น” อันเป็นผลลัพธ์โดยตรงของ “ทาน” และ “ศีล” ท่านจะค้นพบความ “เบิกบาน” ที่ฟูขึ้นในใจจากการสละออก และจะได้สัมผัสกับความ “สงบเย็น” อันเกิดจากความไม่เดือดร้อนใจ (อวิปปฏิสาร) ซึ่งเป็นผลโดยตรงของการรักษาศีลให้เป็นปกติสุข นี่คือการสร้างรากฐานแห่งความสุขที่ไม่ต้องพึ่งพิงปัจจัยภายนอกใดๆ

ช่วงที่ ๒: การกลับบ้านและค้นพบขุมทรัพย์ภายใน

เมื่อจิตใจเริ่มสงบเย็นลงแล้ว การเดินทางจะเข้าสู่มิติที่ลึกซึ้งยิ่งขึ้น คือการนำ

“จิตที่ไร้บ้าน” (The Homeless Mind) ซึ่งเคยพเนจรไปในอดีตและอนาคต ให้ได้กลับคืนสู่ “บ้าน” ที่แท้จริง นั่นคือ

“ร่างกาย” ของเราในปัจจุบันขณะ ปฏิเวธในขั้นนี้คือการประจักษ์ในความ

“มีอยู่” (Presence) ท่านจะรู้สึกถึงความ “มั่นคง” ดุจต้นไม้ที่หยั่งรากลึก จะรู้สึกว่าชีวิต “มีชีวิตชีวา” ขึ้นอย่างน่าประหลาด และจะได้พบกับการ “พักผ่อน” อย่างแท้จริงเป็นครั้งแรก

เมื่อเราได้กลับมานั่งลงในบ้านอันสงบแล้ว ประตูสู่ขุมทรัพย์ภายในก็จะเปิดออก ท่านจะได้สัมผัสกับ

“สุขอันประณีต” ที่เกิดจากจิตที่ตั้งมั่นเป็นหนึ่ง หรือ “สมาธิ” นี่คือปฏิเวธแห่งการลิ้มรส “ปีติ” และ “สุข” อันเกิดจากวิเวก เป็นการค้นพบแหล่งน้ำพุแห่งความสุขที่ผุดขึ้นได้เองจากภายใน เป็นความสุขที่ไม่ต้องซื้อหาและไม่มีใครพรากไปจากเราได้

ช่วงที่ ๓: รุ่งอรุณแห่งปัญญาและการปล่อยวาง

เมื่อจิตมีกำลังและตั้งมั่นดีแล้ว ก็ถึงเวลาของการเจริญปัญญาเพื่อการปลดแอกครั้งสำคัญที่สุด ปฏิเวธในขั้นนี้คือการประจักษ์แจ้งว่า

“ความคิดเป็นเพียงแขกผู้มาเยือน” ท่านจะได้เรียนรู้ศิลปะแห่งการเป็น “เจ้าของบ้าน” ผู้เฝ้าดูความคิดและอารมณ์ต่างๆ ผ่านเข้ามาแล้วก็ผ่านไป โดยไม่หลอมรวมตัวเองเข้าไปเป็นนักแสดงในเรื่องราวนั้นๆ ผลลัพธ์คือ

“อิสรภาพจากเรื่องราว” ที่เคยจองจำเราไว้ ท่านจะมีความทนทานทางอารมณ์เพิ่มขึ้น และมีความเมตตาต่อตนเองอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน

จากนั้น ปัญญาจะคมกล้ายิ่งขึ้น จนสามารถส่องทะลุลงไปเห็นกฎธรรมชาติอันเป็นสากลที่เรียกว่า

“ไตรลักษณ์” นี่คือปฏิเวธแห่งการ “เห็น” ว่าทุกสิ่งในกายและใจนี้เป็นเพียง “กระแสธาร” แห่งการเกิด-ดับ (อนิจจัง) การพยายามยึดมั่นในกระแสธารนั้นคือความบีบคั้น (ทุกขัง) และในกระแสธารนั้นไม่มี “ผู้ควบคุม” ที่เป็นตัวตนถาวรอยู่เลย (อนัตตา)

เมื่อเห็นความจริงเช่นนี้ซ้ำๆ จิตจะเกิดปัญญาญาณที่เรียกว่า

“นิพพิทา” คือความเบื่อหน่ายที่เกิดจากปัญญา เป็นการ “สิ้นมนต์สะกด” จากของเล่นทางอารมณ์ที่เคยวิ่งไล่ตามมาทั้งชีวิต และเมื่อเบื่อหน่าย ย่อมคลายความยึดติด (วิราคะ) ปฏิเวธที่ท่านจะสัมผัสได้อย่างชัดเจนที่สุดคือ

“ความเบาสบาย” ราวกับได้ปลดเป้ใบใหญ่มหึมาที่แบกไว้มาทั้งชีวิตลงจากบ่าเป็นครั้งแรก

ช่วงที่ ๔: สู่ความเป็นอริยะและอิสรภาพอันสมบูรณ์

การเดินทางช่วงสุดท้ายคือการถอนรากถอนโคนของความทุกข์ทั้งปวง เริ่มต้นจากการประจักษ์แจ้งว่าภาพลวงตาของ

“ตัวกู-ของกู” นั้นไม่เคยมีอยู่จริง และได้สัมผัสกับสภาวะแห่ง

“สุญญตา” ที่ว่างจากศูนย์กลางแห่งตัวตน ปฏิเวธในขั้นนี้คือ

สันติสุขอันแท้จริง ที่เกิดจากการไม่มี “ผู้รับทุกข์” อีกต่อไป

เมื่อปัญญามีกำลังถึงที่สุดแล้ว ก็จะสามารถส่องทะลุลงไปเห็น

“อนุสัยกิเลส” หรือรากเหง้าของความทุกข์ที่นอนเนื่องอยู่ในใจ และจะนำไปสู่ปฏิเวธอันยิ่งใหญ่ คือการตัด

“สังโยชน์” หรือโซ่ตรวนที่พันธนาการเราไว้กับวัฏสงสารให้ขาดสะบั้นลงไปตามลำดับ ตั้งแต่การก้าวสู่กระแสพระนิพพานเป็น

“พระโสดาบัน” ด้วยการทำลายความเห็นผิดว่ามีตัวตน, การทำให้ไฟแห่งราคะและโทสะ “เบาบาง” และ “ดับสิ้น” ไปในความเป็น

“พระสกทาคามี” และ “พระอนาคามี” , และในที่สุดคือการบรรลุถึง

“อิสรภาพอันสมบูรณ์” ของ “พระอรหันต์” ผู้ได้วางภาระทั้งปวงลงโดยสิ้นเชิง

และท้ายที่สุด หนังสือจะรวบยอดการประจักษ์แจ้งทั้งหมดลงในการเห็นภาพรวมของกฎธรรมชาติ คือ

“ปฏิจจสมุปบาท” ที่แสดงให้เห็นกลไกการเกิดทุกข์โดยไม่มีผู้สร้าง และ

“อริยสัจ ๔” ที่ทำให้ปัญหา, สาเหตุ, เป้าหมาย, และหนทาง ปรากฏขึ้นพร้อมกันในญาณทัสสนะอันบริสุทธิ์ เป็นการจบสิ้นการเดินทางจาก “ผู้เชื่อ” มาสู่ “ผู้รู้” โดยสมบูรณ์


คุณค่าของหนังสือ: เพื่อนร่วมเดินทางสู่การประจักษ์แจ้ง

ผมเชื่อว่าคุณค่าที่แท้จริงของหนังสือ “ปฏิเวธ” เล่มนี้ ไม่ได้อยู่ที่การมอบความรู้ใหม่ แต่อยู่ที่การ “สร้างแรงบันดาลใจและมอบกำลังใจ” ให้กับผู้ปฏิบัติในทุกระดับ

  • สำหรับผู้เริ่มต้น หนังสือเล่มนี้จะทำให้ท่านเห็นว่าผลลัพธ์ของการปฏิบัตินั้นไม่ใช่เรื่องไกลตัว ท่านสามารถลิ้มรสชาติแห่งความสงบเย็นและความโปร่งเบาได้นับตั้งแต่วันแรกที่เริ่มลงมือทำ
  • สำหรับผู้ที่ปฏิบัติมาแล้วระยะหนึ่งแต่กำลังรู้สึกท้อแท้หรือสับสน หนังสือเล่มนี้จะเป็นดั่ง “กัลยาณมิตร” ที่ช่วยชี้ให้ท่านเห็นถึงภูมิประเทศเบื้องหน้า ว่าสิ่งที่ท่านกำลังเผชิญอยู่นั้นเป็นส่วนหนึ่งของการเดินทาง และผลลัพธ์อันงดงามนั้นมีอยู่จริงและรอคอยท่านอยู่
  • สำหรับผู้ปฏิบัติที่ก้าวหน้า หนังสือเล่มนี้อาจเป็นดั่งกระจกเงาที่ช่วยทบทวนและยืนยันประสบการณ์ของท่าน และอาจช่วยให้ท่านเห็นแง่มุมที่ละเอียดอ่อนของปฏิเวธในขั้นสูงได้ชัดเจนยิ่งขึ้น

เหนือสิ่งอื่นใด หนังสือเล่มนี้ถูกเขียนขึ้นด้วยความปรารถนาที่จะแบ่งปัน “ความหวัง” และ “ความเป็นไปได้” ให้กับทุกท่าน เป็นการยืนยันว่าหนทางที่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ทรงชี้ไว้นั้น เป็นหนทางที่ให้ผลจริง สามารถพิสูจน์ได้ด้วยตนเอง และนำไปสู่อิสรภาพอันเกษมได้อย่างแน่นอน


เชิญชวนให้อ่านเล่มเต็ม: เมื่อท่านพร้อมที่จะออกเดินทาง

ท่านผู้อ่านที่รักครับ บัดนี้ ผมได้นำเสนอ “เมนู” และ “คำบรรยายรสชาติ” ของอาหารแต่ละจานไว้เบื้องหน้าท่านแล้ว แต่การจะรู้รสชาติที่แท้จริงได้นั้น มีหนทางเดียวคือท่านต้อง “ชิม” มันด้วยตนเอง

ผมขอเชิญชวนทุกท่านอย่าได้หยุดอยู่แค่การอ่านบทความนี้ หรือแม้กระทั่งการอ่านหนังสือเล่มนี้เพียงอย่างเดียว จงใช้ตัวอักษรเหล่านี้เป็นเพียง

“นิ้วที่ชี้ไปยังดวงจันทร์” แต่อย่าได้สำคัญผิดว่านิ้วนั้นคือดวงจันทร์ หน้าที่ของท่านคือการมองตามที่นิ้วชี้ไป เพื่อจะได้เห็นแสงจันทร์อันนวลใสงดงามด้วยดวงตาแห่งปัญญาของท่านเอง

การเดินทางที่แท้จริงของท่านกำลังจะเริ่มต้นขึ้น ณ บัดนี้…

ที่ลมหายใจเข้าและลมหายใจออกของท่านเอง

ขอให้การเดินทางภายในของท่าน จงนำมาซึ่งการประจักษ์แจ้งใน “ปฏิเวธ” อันเป็นผลลัพธ์ที่รู้ได้ด้วยตนเอง และขอให้ท่านได้สัมผัสกับสันติสุขอันเป็นอมตะ ซึ่งเป็นธรรมชาติที่แท้จริงของจิตใจเราทุกคนเทอญ

ด้วยความปรารถนาดี พิพัฒน์ธรรม


ท่านสามารถดาวน์โหลดหนังสือ “ปฏิเวธ: ผลลัพธ์การปฏิบัติที่รู้ได้ด้วยตนเอง” ฉบับเต็มในรูปแบบ E-book (PDF) โดยไม่มีค่าใช้จ่าย ได้จาก Link

ใส่ความเห็น