ท่านเคยหยุดนิ่งๆ แล้วเงี่ยโสตสดับฟังเสียงที่ดังที่สุดในชีวิตของท่านบ้างหรือไม่ครับ ผมไม่ได้หมายถึงเสียงจอแจของการจราจรบนท้องถนน ไม่ใช่เสียงเพลงที่ท่านเปิดฟัง หรือเสียงแจ้งเตือนจากโทรศัพท์มือถือที่ดังขึ้นอย่างไม่หยุดหย่อน… แต่เป็นเสียงอีกชนิดหนึ่ง เป็น “เสียงไซเรนที่ไร้สุรเสียง” ที่กำลังดังกระหึ่มอยู่ในใจกลางของชีวิตพวกเราทุกคนในยุคสมัยนี้

มันคือเสียงหึ่งๆ ของความกังวลที่ไม่เคยจางหาย คือแรงสั่นสะเทือนของความเร่งรีบที่ไม่เคยหยุดพัก คือความรู้สึก “ไม่พอ” ที่ไล่ตามเราไปในทุกหนทุกแห่ง และคือความรู้สึก “หนักอึ้ง” บนบ่าที่เราต่างคุ้นเคยกันดีจนแทบจะกลายเป็นส่วนหนึ่งของลมหายใจ เราอาจเรียกมันด้วยชื่อต่างๆ กันไป ไม่ว่าจะเป็นความเครียด, ภาวะหมดไฟ (Burnout), หรือความวิตกกังวล แต่โดยแก่นแท้แล้ว มันคือสัญญาณเตือนภัยฉุกเฉินที่ดังขึ้นจากภายใน เพื่อบอกเราว่า “มีบางสิ่งบางอย่างกำลังผิดปกติอย่างรุนแรง”

ทว่า… ที่น่าเศร้าและน่าแปลกก็คือ แม้เสียงไซเรนนี้จะดังอยู่ตลอดเวลา เราส่วนใหญ่กลับทำราวกับว่าไม่ได้ยินมัน เราวิ่งให้เร็วขึ้นเพื่อหนีจากเสียงนั้น เราเปิดเสียงอื่นให้ดังขึ้นเพื่อกลบเกลื่อนมัน เราพยายามอย่างยิ่งที่จะ “รักษา” อาการป่วยไข้ทางใจนี้ด้วยยาขนานต่างๆ ที่โลกสมัยใหม่หยิบยื่นให้ เมื่อเรารู้สึกว่างเปล่า เราก็ “รักษา” ด้วยการชอปปิงออนไลน์ เมื่อเรารู้สึกโดดเดี่ยว เราก็ “รักษา” ด้วยการไถหน้าจอโซเชียลมีเดียเป็นชั่วโมงๆ เมื่อเรารู้สึกผิดหวัง เราก็ “รักษา” ด้วยการเสพความบันเทิงจนหลับไป

ยาเหล่านี้… ซึ่งดูเหมือนจะเป็นยาขนานเอกของยุคสมัย… อาจช่วยบรรเทาอาการได้ชั่วขณะ เหมือนยาแก้ปวดที่ทำให้เราลืมความเจ็บปวดไปได้ชั่วคราว แต่พวกมันไม่เคย “รักษาโรค” ที่ต้นตอได้เลย ไม่นานนัก เสียงไซเรนที่เคยแผ่วลงก็จะกลับดังขึ้นมาอีก และบ่อยครั้งที่มันดังยิ่งกว่าเดิม เพราะบัดนี้เราได้เพิ่มเอาก้อนหินแห่ง “ความเหนื่อยล้าจากการต่อสู้” และ “ความผิดหวังจากการรักษาที่ไม่เคยได้ผล” ใส่เข้าไปในใจของเราด้วย

ณ จุดนี้เองครับ ที่ผมเชื่อว่าพวกเราหลายคนเริ่มตระหนักรู้… หรือบางที ปัญหาอาจไม่ได้อยู่ที่ “โลกภายนอก” ที่วุ่นวาย แต่อยู่ที่ “วิธีการรับมือ” ของเราเอง หรือบางที การรักษาที่แท้จริงอาจไม่ได้มาจากการ “เติม” สิ่งใหม่ๆ เข้ามา แต่มาจากการเรียนรู้ที่จะ “วาง” สิ่งที่ไม่จำเป็นลงไป

นี่คือจุดเริ่มต้นและหัวใจของหนังสือที่ผมตั้งใจรจนาขึ้นด้วยความปรารถนาดีอย่างยิ่ง… หนังสือที่มีชื่อว่า

“ธรรมโอสถ: คู่มือรับความทุกข์ ฉบับประจำใจ”


ความน่าสนใจของหนังสือ: เมื่อพระพุทธองค์คือพระบรมครูแพทย์ และธรรมะคือโอสถทิพย์

ความงดงามในเชิงวรรณศิลป์ประการแรกที่ผมตั้งใจสอดแทรกไว้ในหนังสือเล่มนี้ คือการอุปมาให้เห็นภาพอย่างชัดเจนว่า องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงเป็นดั่ง

“พระบรมครูแพทย์” ผู้ยิ่งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ของมนุษยชาติ เมื่อกว่าสองพันหกร้อยปีก่อน พระองค์ได้ทรงทำการ “วินิจฉัย” โรคทางใจอันเป็นสากลนี้ไว้อย่างทะลุปรุโปร่งแล้ว พระองค์ทรงค้นพบว่า ต้นตอของความทุกข์ทั้งปวงนั้น ไม่ได้มาจากเหตุการณ์ภายนอก แต่มาจาก “ปฏิกิริยาภายใน” ของเราเอง

พระองค์ทรงเปรียบเทียบไว้อย่างลึกซึ้งและเฉียบคมว่า ปุถุชนคนธรรมดานั้นเปรียบเสมือนคนที่ถูกยิงด้วย

“ลูกศรสองดอก” อยู่เสมอ

ลูกศรดอกแรก คือความเจ็บปวดที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติของโลก เป็นสิ่งที่ไม่มีใครหลีกเลี่ยงได้ ไม่ว่าจะเป็นคำวิจารณ์ ความผิดหวัง ความเจ็บป่วย หรือการพลัดพรากจากสิ่งที่รัก… นี่คือ “ทุกขเวทนา” ที่เป็นธรรมดาของชีวิต

แต่แทนที่เราจะรับมือกับบาดแผลจากลูกศรดอกแรกนั้นอย่างมีสติ เรากลับทำสิ่งที่น่าเศร้ายิ่งกว่า คือการหยิบ

“ลูกศรดอกที่สอง” ขึ้นมา แล้วยิงซ้ำเข้าไปที่แผลเดิมของตัวเองอย่างรุนแรง ลูกศรดอกที่สองนี้คืออะไร? มันคือ “ความคิดปรุงแต่ง” ของเราเอง มันคือเสียงในหัวที่ร้องโวยวายว่า “ทำไมต้องเป็นฉัน!” “มันไม่ยุติธรรมเลย!” มันคือการสร้างเรื่องราวแห่งความเจ็บปวด การกล่าวโทษตนเองและผู้อื่น และการจมอยู่ในวังวนของอารมณ์ลบ

ความทุกข์ทรมานที่แท้จริงและยาวนานที่เราประสบนั้น ไม่ได้มาจากลูกศรดอกแรก แต่มาจากลูกศรดอกที่สองที่เรายิงใส่ตัวเองซ้ำแล้วซ้ำเล่านี่เอง

การค้นพบนี้คือแสงสว่างที่ปลายอุโมงค์ครับ เพราะมันบอกเราว่า แม้เราอาจจะควบคุมลูกศรดอกแรกที่พุ่งมาจากภายนอกไม่ได้ แต่เรามี

“อำนาจ” และ “อิสรภาพ” อย่างเต็มเปี่ยมที่จะ “เลือก” ที่จะไม่ยิงลูกศรดอกที่สองใส่ตัวเอง

หนังสือ “ธรรมโอสถ” เล่มนี้ จึงไม่ได้มีเป้าหมายที่จะมอบ “ยาแก้ปวด” ขนานใหม่ให้แก่ท่าน แต่คือ

“คู่มือปฐมพยาบาลทางจิตวิญญาณ” ที่จะสอนให้ท่านรู้จักวิธี “ถอดถอนลูกศรดอกที่สอง” และ “เยียวยาบาดแผล” ที่เกิดขึ้นในใจของท่านเอง ผมตั้งใจให้หนังสือเล่มนี้เปรียบเสมือน

“ตู้ยาธรรมะประจำใจ” ที่ทุกท่านสามารถเปิดใช้ได้ทันทีเมื่อเกิดอาการป่วยไข้ทางใจฉุกเฉิน โดยมีผมทำหน้าที่เป็นดั่ง

“เภสัชกรกัลยาณมิตร” ที่จะแนะนำท่านให้รู้จักยาแต่ละขนานอย่างละเอียด ตั้งแต่การวินิจฉัยโรค การรู้จักตัวยา วิธีการใช้ยาที่ถูกต้อง ไปจนถึงผลลัพธ์ที่จะเกิดขึ้นหลังการรักษา


สรุปเนื้อหาสำคัญ: เปิดตำรับยา ๔ ขนาน สำหรับ ๔ อาการป่วยแห่งยุคสมัย

ภายในตู้ยาเล่มนี้ ผมได้คัดสรรและจัดเตรียม “ธรรมโอสถ” สี่ขนานหลัก ที่สามารถรักษาอาการป่วยฉุกเฉินทางใจที่พบบ่อยที่สุดในชีวิตของพวกเราได้โดยตรง โดยในแต่ละบท จะถูกรจนาขึ้นตาม

“สถาปัตยกรรมแห่งการเยียวยา” ๕ ขั้นตอน ที่เป็นมาตรฐานเดียวกันทั้งหมด คือ:

เปิดฉากสถานการณ์ (เพื่อให้ท่านเชื่อมโยงได้), การวินิจฉัยโรคด้วยธรรมทรรศนะ (เพื่อให้เห็นต้นตอ), การจ่ายยาธรรมโอสถ (เพื่อระบุทางแก้), วิธีการใช้ยาภาคปฏิบัติ (เพื่อให้ท่านนำไปใช้ได้จริง), และ ผลหลังการรักษา (เพื่อสร้างกำลังใจ)

ยาหลักทั้งสี่ขนานประกอบด้วย:

๑. โอสถขนานที่หนึ่ง: ดับไฟโกรธ (สำหรับอาการโทสะ)

ภาคนี้เปรียบเสมือนห้องฉุกเฉินสำหรับรักษาอาการร้อนรุ่มที่เกิดจากพิษของ “โทสะ” ผมได้หยิบยกสถานการณ์ที่เปรียบเสมือนสมรภูมิในชีวิตประจำวันของพวกเราทุกคนมาเป็นกรณีศึกษา:

  • ห้องผ่าตัดบนท้องถนน (กรณีถูกขับรถปาดหน้า): เราจะเรียนรู้วิธีเปลี่ยนความหัวเสียที่พลุ่งขึ้นในสามวินาที ให้กลายเป็นการภาวนาเคลื่อนที่ ด้วยยาขนานเอกคือ “ขันติ” (เกราะป้องกัน) และ “เมตตา” (ยาปฏิชีวนะ)
  • เกราะป้องกันใจในที่ประชุม (กรณีถูกวิจารณ์อย่างไม่เป็นธรรม): เมื่อคำพูดของผู้อื่นกลายเป็นลูกศรที่ทิ่มแทงอัตตา เราจะเรียนรู้วิธีสร้างเกราะทิพย์ด้วย “สติ” และใช้ดาบแห่งปัญญาคือ “โยนิโสมนสิการ” เพื่อชำแหละคำวิจารณ์ แยกเนื้อหาออกจากอารมณ์ และเปลี่ยนวิกฤตให้เป็นโอกาสในการเติบโต
  • ดับไฟในบ้าน (กรณีความขัดแย้งกับคนในครอบครัว): สมรภูมิที่น่าเศร้าที่สุดเพราะเกิดจากความคาดหวัง เราจะเรียนรู้วิธีใช้น้ำเย็นแห่ง “กรุณา” เพื่อมองให้เห็นความทุกข์ที่ซ่อนอยู่หลังคำพูดที่ก้าวร้าวของอีกฝ่าย และเรียนรู้ศิลปะในการใช้ “สัมมาวาจา” เพื่อสร้างสะพานแทนที่จะสร้างกำแพง
  • เมื่อหงุดหงิดกับเรื่องเล็กๆ น้อยๆ: ตั้งแต่อินเทอร์เน็ตช้าไปจนถึงการรอคิวที่ยาวนาน เราจะเรียนรู้วิธีรับมือกับ “บาดแผลเล็กๆ นับพัน” เหล่านี้ด้วยยาที่สุขุมที่สุดคือ “อุเบกขา” (ความวางใจเป็นกลาง) และ “อนิจจสัญญา” (การระลึกถึงความไม่เที่ยง) เพื่อเปลี่ยนเวลาที่ต้องรอให้กลายเป็นเวลาแห่งการตื่นรู้

๒. โอสถขนานที่สอง: บรรเทาคลื่นความอยาก (สำหรับอาการโลภะ)

ภาคนี้จะนำท่านไปสำรวจกลไกของ “ความอยาก” ที่เป็นเชื้อเพลิงขับเคลื่อนโลกยุคบริโภคนิยม และเรียนรู้วิธีเหยียบเบรกให้ทันก่อนที่ใจจะถูกพัดพาไป:

  • ยาถอนพิษโซเชียลมีเดีย (กรณีเห็นเพื่อนมีชีวิตที่ดีกว่า): เมื่อการไถหน้าจอกลายเป็นการดื่มยาพิษแห่ง “การเปรียบเทียบ” เราจะเรียนรู้วิธีถอนพิษแห่งความริษยา (อิสสา) ด้วยยาแก้โดยตรงคือ “มุทิตา” (การพลอยยินดี) และใช้ “ปัญญา” ที่รู้เท่าทันว่าโซเชียลมีเดียคือเวทีละครที่ทุกคนเลือกแสดงแต่ฉากที่ดีที่สุด
  • เบรกฉุกเฉินก่อนช้อปปิ้ง (กรณีเผชิญสิ่งยั่วยุ): เมื่อยืนอยู่หน้าสินค้าใหม่ล่าสุดที่ปลุกเร้ากิเลส เราจะเรียนรู้วิธีใช้ “เวทนานุปัสสนา” เพื่อดู “ความรู้สึกอยาก” ให้เป็นเพียงคลื่นที่เกิดขึ้นแล้วดับไป และใช้ “ปฏิกูลมนสิการ” ในมุมมองร่วมสมัย คือการพิจารณาถึง “โทษ” และภาระที่จะตามมา เพื่อทวงคืนอิสรภาพทางการเงินและจิตใจ
  • เมื่อเสพติดความสุขชั่วคราว (การกิน, ดูซีรีส์): เราจะวินิจฉัยอาการ “หนีความจริง” ที่เราใช้ความสุขฉาบฉวยเป็นยาแก้ปวด และเรียนรู้วิธีกลับมาเผชิญหน้ากับความรู้สึกของตนเองอย่างอ่อนโยนด้วย “สัมปชัญญะ” (การรู้ตัวทั่วพร้อม) และการตั้งเจตนาที่จะแสวงหาความสุขที่ประณีตกว่าคือ “เนกขัมมสังกัปปะ”
  • เมื่อโหยหาการยอมรับและคำชื่นชม: เราจะผ่าตัดเข้าไปที่ใจกลางของ “อัตตาที่หิวโหย” ซึ่งต้องคอยเป็นขอทานทางอารมณ์ และเรียนรู้วิธีสร้างแหล่งพลังงานภายในด้วยหลัก “อตฺตา หิ อตฺตโน นาโถ” (ตนเป็นที่พึ่งแห่งตน) และหัดลิ้มรสความสุขที่ยั่งยืนกว่าคือ “วิมุตติรส” (รสแห่งความสงบภายใน)

๓. โอสถขนานที่สาม: สลายหมอกกังวล (สำหรับอาการโมหะ)

ภาคนี้คือการเยียวยาจิตที่หลงทาง ซึ่งมักจะเดินทางไปในอดีตที่แก้ไขไม่ได้ หรืออนาคตที่ยังมาไม่ถึง จนลืมที่จะอยู่กับ “บ้าน” อันแสนปลอดภัย:

  • เมื่อกังวลเรื่องอนาคต: เราจะเรียนรู้วิธีหยุด “ภาพยนตร์ผี” ที่จิตสร้างขึ้นมาหลอกหลอนตัวเอง ด้วยการ “ทิ้งสมอเรือ” อันหนักแน่นคือ “กายคตาสติ” โดยเฉพาะอย่างยิ่ง “อานาปานสติ” (การรู้ลมหายใจ) เพื่อดึงจิตที่พลัดหลงให้กลับมาสู่ปัจจุบันขณะอันเป็นที่พึ่งเดียวที่มีอยู่จริง
  • เมื่อกลัวความผิดพลาดในการตัดสินใจเรื่องใหญ่: เราจะเยียวยา “อัมพาตแห่งการตัดสินใจ” ด้วยการเปลี่ยนจุดโฟกัสจาก “ผลลัพธ์” ที่ควบคุมไม่ได้ มาสู่ “เจตนา” ในปัจจุบันที่เราควบคุมได้ด้วย “สัมมาสังกัปปะ” และเรียนรู้ที่จะปล่อยวางด้วย “ปัญญาในเรื่องกรรม” ว่าหน้าที่ของเราสิ้นสุดที่การสร้างเหตุที่ดีที่สุด
  • เมื่อนอนไม่หลับเพราะความคิดฟุ้งซ่าน: เราจะเปลี่ยนเตียงนอนจาก “เวทีมวย” ให้กลายเป็น “สถานพักฟื้น” ด้วยการเปลี่ยนเป้าหมายจาก “ต้องหลับ” มาเป็นแค่ “การพักผ่อน” แล้วใช้ยาที่อ่อนโยนที่สุดคือ “การสแกนร่างกาย” และ “เมตตาภาวนาต่อตนเอง” เพื่อกล่อมเกลาจิตที่ซุกซนให้สงบลง
  • เมื่อจมอยู่กับความผิดพลาดในอดีต: เราจะปลดปล่อยตนเองจากการเป็น “นักโทษแห่งอดีต” ด้วยการถอนหนามแห่งความรู้สึกผิดด้วย “เมตตาต่อตนเอง” และสมานแผลด้วย “ปัญญา” ที่จะเปลี่ยนบาดแผลให้กลายเป็นบทเรียน และแปรพลังงานแห่งความเสียใจให้เป็นการสร้างกรรมดีในปัจจุบัน

๔. โอสถขนานที่สี่: เยียวยาความสูญเสีย (สำหรับอาการทุกข์หนัก)

ภาคสุดท้ายนี้ ผมตั้งใจรจนาขึ้นเพื่อเป็นเพื่อนประคองใจในโมงยามที่หัวใจแตกสลายที่สุด ซึ่งต้องใช้ยาที่อ่อนโยนแต่ลึกซึ้งที่สุดเช่นกัน:

  • เมื่อต้องสูญเสียบุคคลอันเป็นที่รัก: เราจะเรียนรู้ว่าความโศกเศร้านั้นไม่ใช่ความอ่อนแอ แต่คือการประจักษ์แจ้งในอริยสัจ เราจะใช้วิธีโอบกอดความเจ็บปวดด้วย “สติ” ที่เปี่ยมด้วยเมตตา และค่อยๆ น้อมนำใจให้เห็นความจริงด้วย “ธัมมวิจยะ” คือการเจริญ “มรณานุสสติ” เพื่อเปลี่ยนความทุกข์ให้กลายเป็นความเข้าใจในกฎธรรมดาของโลก
  • เมื่อความสัมพันธ์สิ้นสุดลง: เราจะเยียวยา “ตัวตนที่พังทลาย” เมื่อถูกปฏิเสธ ด้วยการฝึกเป็นผู้สังเกตการณ์พายุอารมณ์ด้วย “จิตตานุปัสสนา” และใช้ “ปัญญาที่เห็นแจ้งในอิทัปปัจจยตา” ว่าทุกสิ่งเกิดขึ้นและจบลงเพราะมีเหตุปัจจัย เพื่อถอดถอนความเป็นส่วนตัวออกจากความเจ็บปวด
  • เมื่อผิดหวังอย่างรุนแรง (ตกงาน, สอบไม่ผ่าน): เราจะเรียนรู้วิธียุติสงครามกับความจริงด้วยปัญญาที่เรียกว่า “ตถตา” (ความเป็นเช่นนั้นเอง) และที่สำคัญที่สุดคือการฟื้นฟูคุณค่าในตนเองด้วย “วิริยะ” คือการเปลี่ยนนิยามของความสำเร็จจากการวัดที่ “ผลลัพธ์” มาเป็นการให้คุณค่าแก่ “ความเพียร” ของเรา
  • เมื่อต้องเผชิญกับความเจ็บป่วยและความเสื่อมของร่างกาย: เราจะเปลี่ยนความสัมพันธ์กับร่างกายจาก “เจ้าของ” มาเป็น “เพื่อนผู้เรียนรู้” ด้วย “กายานุปัสสนา” และถอดถอนความยึดมั่นว่า “นี่คือเรา” ด้วย “ธัมมวิจยะ” ที่พิจารณาว่าร่างกายเป็นเพียงการประชุมชั่วคราวของธาตุ ๔ ตามธรรมชาติ

คุณค่าของหนังสือ: จากผู้ป่วยสู่แพทย์ผู้เยียวยาตนเอง

กัลยาณมิตรที่รักครับ… หลังจากที่เราได้เรียนรู้วิธีใช้ยาขนานต่างๆ แล้ว ท่านจะพบว่าเป้าหมายสูงสุดของหนังสือเล่มนี้ ไม่ใช่เพียงการมอบยาให้ท่านใช้ไปตลอดชีวิต แต่คือการมอบ

“ความรู้ทางเภสัชกรรมทางจิตวิญญาณ” เพื่อที่วันหนึ่ง ท่านจะสามารถก้าวจากการเป็น “ผู้ป่วย” ไปสู่การเป็น “แพทย์ผู้เยียวยาจิตใจของตนเอง” ได้อย่างแท้จริง

ท่านจะสามารถวินิจฉัยอาการ ปรุงยา และรักษาบาดแผลทางใจของท่านเองได้ในทุกสถานการณ์ ท่านจะตระหนักรู้ด้วยหัวใจว่า ความสงบสุขที่แท้จริงไม่ใช่การพยายามควบคุมโลกภายนอกไม่ให้มีลูกศรดอกแรกพุ่งเข้ามา แต่คือการฝึกฝนจิตใจของเราให้มีทักษะและความเมตตาพอที่จะไม่หยิบลูกศรดอกที่สองขึ้นมายิงซ้ำเติมตัวเอง

รถยนต์ของท่านจะเปลี่ยนจาก “สนามรบ” กลายเป็น “พื้นที่แห่งการฝึกฝนจิตใจ” ห้องประชุมจะเปลี่ยนจาก “ห้องพิจารณาคดี” กลายเป็น “ห้องเรียน” และร่างกายที่เจ็บป่วยจะเปลี่ยนจาก “กรงขัง” กลายเป็น “ครูผู้ยิ่งใหญ่” ที่สอนสัจธรรมแก่เราทุกลมหายใจ นี่คืออิสรภาพที่แท้จริงที่ธรรมโอสถของพระพุทธองค์สามารถมอบให้แก่เราได้


เชิญชวนให้อ่านเล่มเต็ม: ถึงเวลาปิดเสียงไซเรนในใจของท่านแล้ว

สิ่งที่ผมได้รจนามาทั้งหมดนี้ เป็นเพียงการหยิบยื่น “ฉลากยา” มาให้ท่านได้อ่านสรรพคุณเบื้องต้นเท่านั้น ความลึกซึ้งของตัวยา วิธีการปรุง และวิธีการใช้อย่างละเอียดนั้น ยังคงรอคอยการค้นพบของท่านอยู่ในหนังสือ “ธรรมโอสถ” ฉบับสมบูรณ์

การเดินทางบนหน้ากระดาษของบทความนี้ได้สิ้นสุดลงแล้ว แต่การเดินทางที่แท้จริงในชีวิตของท่านเพิ่งจะเริ่มต้นขึ้น เสียงไซเรนที่ไร้สุรเสียงในใจของท่านนั้น ไม่ได้ดังขึ้นเพื่อสร้างความทุกข์ แต่ดังขึ้นเพื่อ “ปลุก” ให้เราตื่น… ตื่นขึ้นมาเพื่อเริ่มต้นการเยียวยา และตื่นขึ้นมาเพื่อทวงคืนอิสรภาพและความสงบสุขกลับคืนสู่หัวใจของเรา

บัดนี้ “ตู้ยา” ได้ถูกเปิดออกแล้ว… ผมขอเชิญชวนกัลยาณมิตรทุกท่านพลิกหน้ากระดาษต่อไปในฉบับเต็ม เพื่อเริ่มต้นเรียนรู้วิธีการใช้ “ธรรมโอสถ” แต่ละขนานอย่างละเอียด เพื่อที่ท่านจะได้เป็นนายแพทย์ผู้สามารถเยียวยาหัวใจของตนเองได้ในทุกสถานการณ์ของชีวิต

ขออำนาจแห่งคุณพระศรีรัตนตรัยและบุญกุศลทั้งปวงที่เกิดจากการรจนาธรรมทานนี้ จงเป็นพลวปัจจัยให้ท่านผู้อ่านทุกท่าน มีดวงตาเห็นธรรม และมีความก้าวหน้าในการเดินทางสู่ความดับสิ้นแห่งทุกข์ได้ในกาลอันไม่เนิ่นนานเทอญ

ด้วยความปรารถนาดีในฐานะเพื่อนผู้ร่วมเดินทาง,

พิพัฒน์ธรรม


ดาวน์โหลดหนังสือ PDF ฉบับเต็มได้ที่ Link

ใส่ความเห็น