หลายท่านที่ติดตามงานเขียนของผมคงทราบดีว่า หัวใจของการสื่อสารที่ผมพยายามทำมาโดยตลอด คือการเสาะหาหนทางที่จะทำให้ ‘ธรรมะ’ อันสูงส่งและลึกซึ้งนั้น สามารถกลับกลายเป็นเรื่องราวที่จับต้องได้ เข้าใจง่าย และเป็นเพื่อนแท้บนเส้นทางการใช้ชีวิตของเราทุกคน วันนี้ ผมมีความปีติยินดีอย่างยิ่งที่จะได้มานั่งลงสนทนากับท่านอีกครั้งในฐานะเพื่อนนักเดินทางคนหนึ่ง มิใช่ในฐานะผู้เขียนเพียงอย่างเดียว แต่ในฐานะผู้ที่เคยยืนอยู่กลางความมืดมิดของเส้นทางการปฏิบัติธรรม ผู้ที่เคยเต็มไปด้วยคำถามและความสงสัย และผู้ที่ได้พบกับแสงสว่างอันอบอุ่นจากมรดกทางปัญญาที่ชื่อว่า “โสฬสญาณ”

ผมเชื่อว่าพวกเราหลายคนคงเคยมีประสบการณ์คล้ายๆ กัน… ในวันแรกที่เราก้าวเข้าสู่หนทางแห่งการภาวนา หัวใจของเราเปี่ยมด้วยศรัทธาและความมุ่งมั่น เราได้ลิ้มรสความสงบสุขและความเบิกบานจากการปฏิบัติในช่วงต้น แต่เมื่อการเดินทางพาเราลึกเข้าไปในป่าแห่งจิตใจ ภูมิประเทศที่เคยคุ้นเคยกลับเริ่มเปลี่ยนไป เราอาจต้องเผชิญหน้ากับความแห้งแล้ง ความเบื่อหน่าย สภาวะที่แปลกประหลาดน่าอัศจรรย์ หรือแม้กระทั่งความน่ากลัวที่ปรากฏขึ้นโดยไม่คาดฝัน คำถามมากมายเริ่มดังสะท้อนอยู่ในใจ: “เรามาถูกทางแล้วหรือ?” “สิ่งที่กำลังเกิดขึ้นนี้คือความก้าวหน้าหรือความผิดพลาดกันแน่?” “เหตุใดความสุขที่เคยมีจึงจางหายไป?”

ความรู้สึกเหล่านี้เปรียบได้กับการเดินเรือในมหาสมุทรยามราตรีที่ไร้ซึ่งดวงดาวและประภาคารนำทาง แม้จะมีกำลังใจเต็มเปี่ยม แต่หากขาดแผนที่เดินเรือที่เชื่อถือได้ ความหวาดหวั่นและลังเลก็ย่อมเกาะกุมหัวใจเป็นธรรมดา นี่คือจุดเริ่มต้นที่ผลักดันให้ผมรวบรวมและเรียบเรียงหนังสือเล่มนี้ขึ้นมาครับ

“โสฬสญาณ: แผนที่ละเอียดสู่การสิ้นสุดทุกข์” ถือกำเนิดขึ้นจากความปรารถนาอย่างแรงกล้าที่จะแบ่งปัน ‘แผนที่เดินเรือ’ ฉบับที่สมบูรณ์ที่สุด ที่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ทรงมอบไว้ และได้รับการขยายความอย่างละเอียดลออจากพ่อแม่ครูบาอาจารย์ผู้ทรงคุณธรรม เพื่อให้เป็นประทีปนำทางสำหรับพวกเราทุกคน


ความน่าสนใจของหนังสือ: แผนที่ ไม่ใช่ตำรา

ก่อนที่เราจะลงลึกไปในเนื้อหา ผมอยากจะชวนท่านผู้อ่านทำความเข้าใจถึงหัวใจหลักของหนังสือเล่มนี้ก่อน สิ่งที่ท่านกำลังจะได้รับ ไม่ใช่ตำราธรรมะเชิงวิชาการที่เต็มไปด้วยศัพท์แสงทางเทคนิคอันน่าปวดหัว แต่คือ

‘แผนที่’ สำหรับการเดินทางภายในโดยแท้

ลองจินตนาการว่าท่านเป็นนักสำรวจผู้กล้าหาญที่กำลังจะเดินทางเข้าไปในดินแดนที่ไม่เคยมีใครไปถึงมาก่อน สิ่งที่ท่านปรารถนาที่สุดไม่ใช่ตำราที่อธิบายธรณีวิทยาของดินแดนนั้น แต่คือแผนที่ที่บอกท่านได้อย่างชัดเจนว่า “ข้างหน้าจะมีภูเขาสูงชันนะ” “เมื่อผ่านภูเขาไปแล้วจะเจอหุบเหวที่มืดมิด” “แต่ถ้าข้ามหุบเหวนั้นไปได้ ท่านจะพบกับทุ่งดอกไม้อันงดงาม” หนังสือเล่มนี้ทำหน้าที่เช่นนั้นครับ

ความงดงามในเชิงวรรณศิลป์ที่ผมพยายามสอดแทรกไว้ คือการใช้อุปมาอุปไมยที่เรียบง่ายแต่ทรงพลัง เพื่อแปลงสภาวธรรมอันเป็นนามธรรมให้กลายเป็นภาพที่ชัดเจนในใจของผู้อ่าน เราจะพูดถึงการเดินทางด้วย

‘ขบวนรถไฟสายวิปัสสนา’ ที่มีทั้งขบวนธรรมดาที่จอดทุกสถานีสำหรับผู้ปฏิบัติส่วนใหญ่ และขบวนด่วนพิเศษสำหรับผู้มีอินทรีย์แก่กล้า เราจะเปรียบเทียบยานพาหนะสองประเภทคือ

‘สมถยานิก’ ดั่งเครื่องบินที่ทะยานขึ้นสู่ความสงบเหนือเมฆก่อนแล้วจึงมองลงมา และ

‘วิปัสสนายานิก’ ดั่งรถยนต์ที่ขับคลุกคลีไปกับสภาพถนนของชีวิตประจำวัน

ภาพเปรียบเทียบเหล่านี้ไม่ได้มีไว้เพื่อความสวยงามทางภาษาเท่านั้น แต่มีไว้เพื่อทำลายกำแพงแห่งความกังวลใจในการปฏิบัติ ทำให้เราเข้าใจว่าลีลาการเดินทางของแต่ละคนนั้นงดงามในแบบของตนเอง และไม่จำเป็นต้องเหมือนกันทุกกระเบียดนิ้ว

หนังสือเล่มนี้จึงไม่ใช่เพียงการรวบรวมข้อมูล แต่คือการหยิบยื่นเครื่องมือ 4 ประการที่สำคัญยิ่งแก่นักปฏิบัติ:

  1. เครื่องตรวจสอบเส้นทาง (Verification): ทำให้ท่านมั่นใจว่าสภาวะที่กำลังเผชิญอยู่นั้นคือส่วนหนึ่งของเส้นทางที่ถูกต้อง ไม่ได้หลงทาง
  2. เครื่องนำทางสู่จุดหมาย (Guidance): บอกให้ท่านทราบล่วงหน้าว่าภูมิประเทศข้างหน้าจะเป็นอย่างไร เพื่อให้เตรียมตัวเตรียมใจได้ถูกต้อง
  3. เครื่องป้องกันภัยจากทางลวง (Protection): ชี้ให้เห็นถึง ‘วิปัสสนูปกิเลส’ หรือดอกไม้พิษอันงดงามที่อาจทำให้นักเดินทางหลงใหลจนลืมเป้าหมาย
  4. เครื่องสร้างกำลังใจในหุบเขาอันมืดมิด (Encouragement): ย้ำเตือนท่านว่า แม้ในช่วงที่เผชิญกับความทุกข์หรือความเบื่อหน่ายอย่างที่สุด นั่นคือบทพิสูจน์ว่าท่านกำลังเข้าใกล้จุดหมายปลายทางแล้ว

นี่คือความน่าสนใจของหนังสือเล่มนี้ครับ มันคือเพื่อนร่วมทาง คือพี่เลี้ยง คือผู้พิทักษ์ และคือกำลังใจ ที่จะทำให้การเดินทางภายในของท่านมั่นคง ปลอดภัย และไม่เดียวดายอีกต่อไป


สรุปเนื้อหาสำคัญ: การเดินทางผ่าน 16 สถานีแห่งปัญญา

บัดนี้ ผมจะขออนุญาตนำท่านผู้อ่านออกเดินทางไปกับแผนที่ฉบับนี้อย่างคร่าวๆ เพื่อให้เห็นภาพรวมของภูมิประเทศอันน่าอัศจรรย์ที่เราจะได้พบเจอ โดยผมจะขอแบ่งการเดินทางออกเป็น 3 ช่วงหลักๆ ด้วยกัน

ช่วงที่ 1: ก่อร่างสร้างฐาน (ญาณที่ 1-3) – การเรียนรู้เครื่องยนต์ของชีวิต

การเดินทางจะยังเริ่มต้นไม่ได้หากเรายังไม่รู้จักยานพาหนะของตนเองเสียก่อน ช่วงแรกของการเดินทางจึงเปรียบเสมือนการเรียนรู้ที่จะแยกแยะชิ้นส่วนและเข้าใจกลไกการทำงานของ ‘ชีวิต’ ซึ่งประกอบด้วยกายและใจ

  • สถานีที่ 1: นามรูปปริจเฉทญาณ (ปัญญาแยกรูปนาม) นี่คือรุ่งอรุณแรกแห่งปัญญา เป็นครั้งแรกที่เราจะ ‘เห็น’ ด้วยประสบการณ์ตรง ไม่ใช่ด้วยความคิด ว่ากายกับใจนี้เป็นคนละส่วนกัน ความรู้สึกว่าเป็น ‘เรา’ จะหายไปชั่วขณะ เหลือเพียงความจริงว่ามีแค่ ‘กายที่เคลื่อนไหว’ เหมือนหุ่นยนต์ และมี ‘จิตที่เป็นผู้ดู’ แยกออกมาต่างหาก ดั่งที่หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชโช สอนว่า แค่เรารู้ทันความคิด จิตผู้รู้ก็จะแยกตัวออกมาจากความคิดโดยอัตโนมัติ
  • สถานีที่ 2: ปัจจยปริคคหญาณ (ปัญญาเห็นเหตุปัจจัย) เมื่อแยกชิ้นส่วนได้แล้ว ปัญญาจะคมชัดขึ้นจนเห็น ‘เส้นเชือก’ ที่เชื่อมโยงชิ้นส่วนเหล่านั้นเข้าด้วยกัน เราจะเห็นเป็นฉากๆ ว่าเพราะมีตาเห็นรูป จึงเกิดการรับรู้ และเกิดความรู้สึกพอใจ-ไม่พอใจตามมา เพราะมีความคิดจะยกมือ ร่างกายจึงยกมือตาม เป็นการประจักษ์แจ้งในกฎแห่งเหตุและผล (อิทัปปัจจยตา) ด้วยตนเอง จนสิ้นสงสัยว่าสิ่งต่างๆ เกิดขึ้นมาลอยๆ ได้อย่างไร
  • สถานีที่ 3: สัมมสนญาณ (ปัญญาพิจารณารวบยอด) ในสถานีนี้ ปัญญาจะเปลี่ยนจากการเห็นเป็นจุดๆ มาสู่การเห็นเป็น ‘เส้นแนวโน้ม’ เราจะรวบรวมประสบการณ์ทั้งหมดที่ผ่านมาแล้วสังเคราะห์เพื่อหา ‘กฎสากล’ ร่วมกัน จนสรุปได้ด้วยใจจริงว่า “สรรพสิ่งทั้งปวงที่เคยเกิดขึ้น… ล้วนไม่เที่ยง (อนิจจัง) เมื่อมันไม่เที่ยง มันจึงทนอยู่ในสภาพเดิมไม่ได้ (ทุกขัง) และเมื่อมันเป็นไปตามเหตุปัจจัย เราจึงบังคับบัญชามันไม่ได้จริง (อนัตตา)” นี่คือประตูบานแรกสู่แดนวิปัสสนาที่แท้จริง

ช่วงที่ 2: ใจกลางแห่งวิปัสสนา (ญาณที่ 4-11) – การเผชิญหน้ากับพายุและความจริง

เมื่อรากฐานมั่นคงแล้ว การเดินทางจะเข้าสู่ช่วงที่เข้มข้นที่สุด เป็นช่วงที่นักเดินทางจะได้พบทั้งทิวทัศน์ที่งดงามที่สุดและหุบเหวที่มืดมิดที่สุด เป็นบททดสอบที่สำคัญที่สุดของหัวใจ

  • สถานีที่ 4: อุทยัพพยญาณ (ปัญญาเห็นการเกิด-ดับ) นี่คือจุดที่น่าตื่นตาตื่นใจที่สุดแห่งหนึ่ง เราจะเปลี่ยนจากการ ‘พิจารณาเห็น’ มาสู่การ ‘ประจักษ์แจ้ง’ การเกิด-ดับของรูปนามที่รวดเร็วต่อเนื่องราวกับฟองน้ำ แต่ในช่วงต้นของญาณนี้เอง ที่เราจะได้พบกับกับดักกลางทางอันยิ่งใหญ่ที่เรียกว่า ‘วิปัสสนูปกิเลส 10’ อันได้แก่ แสงสว่างจ้า (โอภาส), ปัญญาที่เฉียบแหลม, ปีติสุขท่วมท้น, ความสงบเย็นอย่างยิ่ง เป็นต้น สภาวะเหล่านี้แม้ดูงดงาม แต่หากเราหลง ‘ติดใจ’ (นิกกันติ) และยึดถือว่าเป็นการบรรลุธรรม การเดินทางก็จะหยุดชะงักลงทันที หัวใจสำคัญคือการ ‘รู้ทัน’ มันลงไป ทำให้มันกลายเป็นเพียงสิ่งที่ถูกรู้ แล้วมันจะแสดงไตรลักษณ์ให้เราเห็นและดับไปเอง เมื่อผ่านมายาจิตนี้ไปได้ ปัญญาจะแก่กล้าขึ้น (ภาคปลาย) และจะเริ่มเห็น ‘การดับไป’ ได้เด่นชัดกว่าการเกิดขึ้น
  • สถานีที่ 5-9: ภูมิประเทศแห่งความหน่ายคลาย (ภังคญาณ, ภยญาณ, อาทีนวญาณ, นิพพิทาญาณ, มุจจิตุกัมยตาญาณ) นี่คือช่วงที่นักปฏิบัติสายตะวันตกเรียกว่า “The Dark Night of the Soul” แต่แท้จริงแล้วมันคือรุ่งอรุณแห่งปัญญาที่แท้จริง
    • เริ่มต้นด้วย ภังคญาณ ที่เห็นแต่ความแตกสลายพังทลายของทุกสิ่งทุกอย่าง ไม่ว่าจะมองไปทางไหนก็เห็นแต่ความไม่คงที่ เหมือนนั่งมองปราสาททรายถูกคลื่นซัดจนพังลงต่อหน้า
    • เมื่อเห็นความพังทลาย ย่อมเกิด ภยญาณ คือความรู้สึกหวาดกลัวขึ้นมาจับใจว่า “ไม่มีที่ใดในสังสารวัฏนี้ปลอดภัยเลย” เหมือนคนที่ตระหนักว่าบ้านที่ตนอาศัยอยู่กำลังถูกไฟไหม้
    • จากความกลัว ปัญญาย่อมเห็น อาทีนวญาณ คือเห็น ‘โทษ’ ว่าการต้องคอยประคับประคองรักษากายใจนี้ไว้ช่างเป็นภาระที่ไม่คุ้มค่า เหมือนเห็นว่าความสุขทางโลกนั้นเปรียบดั่งน้ำผึ้งที่ฉาบบนคมมีด
    • ผลลัพธ์โดยตรงจากการเห็นภัยและโทษคือ นิพพิทาญาณ ความเบื่อหน่ายอย่างที่สุด แต่เป็นความเบื่อหน่ายที่เกิดจากปัญญา ไม่ใช่ความหงุดหงิดจากกิเลส เป็นความรู้สึกเหมือนผู้ใหญ่ที่มองของเล่นในวัยเด็กแล้วหมดความสนใจไปเอง
    • และเมื่อเบื่อหน่ายถึงที่สุด ย่อมปรารถนาสิ่งเดียวคืออิสรภาพ นั่นคือ มุจจิตุกัมยตาญาณ ความปรารถนาอย่างแรงกล้าที่จะหลุดพ้นจากกองสังขารทั้งปวงนี้

ช่วงที่ 3: สู่เส้นขอบฟ้าแห่งอมตธรรม (ญาณที่ 10-16) – การปล่อยวางและการข้ามพ้น

เมื่อจิตมีทิศทางที่ชัดเจนแล้ว พลังงานทั้งหมดจะถูกรวบรวมเพื่อการเดินทางในวาระสุดท้าย ซึ่งเป็นกระบวนการที่ละเอียดอ่อนและเป็นไปโดยอัตโนมัติ

  • สถานีที่ 10-11: ปฏิสังขาญาณ และ สังขารุเปกขาญาณ จิตจะเริ่มพิจารณาไตรลักษณ์ซ้ำแล้วซ้ำเล่าเพื่อ ‘หาทางออก’ อย่างเข้มข้น (ปฏิสังขาญาณ) เหมือนนักโทษที่สำรวจกำแพงทุกด้านเพื่อหาทางแหกคุก จนในที่สุดปัญญาก็ประจักษ์แจ้งว่า “ในตัวสังขารนั้นไม่มีทางออก” เมื่อยอมรับความจริงข้อนี้ จิตจะหยุดดิ้นรนโดยสิ้นเชิง และเข้าสู่สภาวะอันเป็นยอดสุดของวิปัสสนาฝ่ายโลกิยะ นั่นคือ สังขารุเปกขาญาณ ความวางเฉยอย่างสมบูรณ์ต่อการเกิดดับของสังขารทั้งปวง เป็นความสงบที่เกิดจากปัญญา ไม่ใช่ความเฉยเมย
  • สถานีที่ 12-13: อนุโลมญาณ และ โคตรภูญาณ ณ ลานบินแห่งความวางเฉยนี้ กระบวนการสุดท้ายจะเกิดขึ้นเอง อนุโลมญาณ คือการทิ้งทวนครั้งสุดท้าย ปรับจูนจิตให้พร้อมสู่การหลุดพ้น เปรียบเหมือนเครื่องบินที่เร่งความเร็วจนสุดรันเวย์ และในเสี้ยววินาทีถัดมา โคตรภูญาณ จะเกิดขึ้น ทำหน้าที่ ‘ข้ามโคตร’ จากปุถุชนสู่อริยชน เป็นขณะจิตที่ล้อของเครื่องบินลอยพ้นจากพื้นแล้ว
  • สถานีที่ 14-16: มรรคญาณ, ผลญาณ และ ปัจจเวกขณญาณ และแล้ว… การเดินทางก็มาถึงจุดหมาย มรรคญาณ คือขณะจิตแห่งการตรัสรู้ที่เกิดขึ้นเพียงครั้งเดียว แต่ทรงพลังดั่งสายฟ้าที่ฟาดลงมาเพื่อตัดขาดกิเลสให้สิ้นซากและประจักษ์แจ้งพระนิพพานเป็นครั้งแรก ตามด้วย ผลญาณ ที่เกิดขึ้น 2-3 ขณะจิตเพื่อเสวยรสแห่งความหลุดพ้นนั้น และสุดท้ายคือ ปัจจเวกขณญาณ ปัญญาที่เกิดขึ้นเพื่อทบทวนยืนยันการเดินทางทั้งหมด ว่าเราเดินทางมาด้วยหนทางนี้ ได้รับผลเช่นนี้ ละกิเลสใดได้แล้ว และยังเหลือกิเลสใดที่ต้องทำต่อไป เป็นการปิดท้ายแผนที่การเดินทางอย่างสมบูรณ์

คุณค่าของหนังสือ: เพื่อนแท้ของผู้ไม่ยอมแพ้

จากภาพรวมทั้งหมด ท่านจะเห็นได้ว่าหนังสือเล่มนี้เป็นมากกว่าคู่มือ แต่คือ ‘กัลยาณมิตร’ ที่จะอยู่เคียงข้างท่านในทุกย่างก้าวของการเดินทาง คุณค่าที่แท้จริงของมันไม่ได้อยู่ที่การทำให้ท่านจดจำชื่อสถานีทั้ง 16 แห่งได้อย่างแม่นยำ แต่อยู่ที่การมอบความมั่นใจ ความเข้าใจ และกำลังใจให้ท่านสามารถก้าวเดินต่อไปได้โดยไม่หวาดหวั่น

หนังสือเล่มนี้ได้รวบรวมและกลั่นกรององค์ความรู้จากแก่นของพระไตรปิฎก ผสานเข้ากับคำสอนอันเรียบง่ายแต่คมคายของพ่อแม่ครูบาอาจารย์ในยุคปัจจุบัน ไม่ว่าจะเป็นหลวงปู่มั่น, หลวงปู่ดูลย์, หลวงพ่อชา, หลวงตามหาบัว หรือหลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชโช เพื่อให้ท่านเห็นว่าแผนที่โบราณฉบับนี้ยังคงใช้งานได้จริง และมีผู้พิสูจน์เส้นทางนี้จนถึงจุดหมายปลายทางมาแล้วนับไม่ถ้วน

คุณค่าสูงสุดของมันคือการปลดเปลื้องท่านออกจากความโดดเดี่ยวและความสงสัย ทำให้ท่านรู้ว่าทุกสภาวะที่เกิดขึ้น ไม่ว่าจะสุขหรือทุกข์ งดงามหรือน่ากลัว ล้วนเป็นเพียง ‘ภูมิประเทศ’ ที่นักเดินทางทุกคนต้องผ่านพบ เมื่อเข้าใจดังนี้แล้ว ท่านจะสามารถวางใจได้อย่างถูกต้อง และใช้ทุกประสบการณ์เป็นบทเรียนเพื่อการเติบโตทางปัญญาต่อไป


เชิญชวนให้อ่านเล่มเต็ม: ถึงเวลาออกเดินทางด้วยตัวของคุณเอง

กัลยาณมิตรที่รักครับ… สิ่งที่ผมได้เล่ามาทั้งหมดนี้เป็นเพียงการฉายภาพยนตร์ตัวอย่างให้ท่านได้ชมเท่านั้น รสชาติที่แท้จริงของอาหารย่อมเกิดจากการลิ้มลองด้วยตนเองฉันใด ความลึกซึ้งและความงดงามของแผนที่ฉบับนี้ก็ย่อมปรากฏแก่ผู้ที่ได้ออกเดินทางด้วยตนเองฉันนั้น

ผมขอเชิญชวนทุกท่านด้วยหัวใจครับ ขอเชิญท่านมาสัมผัสกับ ‘แผนที่ละเอียดสู่การสิ้นสุดทุกข์’ ฉบับสมบูรณ์นี้ด้วยตัวของท่านเอง อ่านอย่างช้าๆ ไม่ต้องรีบร้อน ไม่ต้องกังวลว่าจะต้องจำให้ได้ทั้งหมด แต่อ่านเพื่อให้หัวใจของท่านได้ซึมซับและคุ้นเคยกับเส้นทาง อ่านเพื่อเป็นเสบียงทางปัญญา ที่จะทำให้ท่านไม่หวั่นไหวเมื่อต้องเผชิญกับพายุระหว่างทาง

ดังที่ผมได้ย้ำเตือนไว้ในบทสุดท้ายของหนังสือ ซึ่งได้รับความเมตตาชี้แนะจากพระอาจารย์ผู้เป็นดั่งประทีปนำทางของผมว่า

“จงเชื่อสภาวะธรรมที่ปรากฏจริงในใจของท่านเถิด” เป้าหมายของเราคือการไปให้ถึง ‘เชียงใหม่’ คือความพ้นทุกข์ การที่ท่านจะจำชื่อสถานีรายทางได้ครบถ้วนหรือไม่นั้น ไม่ใช่สาระสำคัญเท่ากับการที่จิตใจของท่านได้สัมผัสกับการเปลี่ยนแปลงในทางที่ดีขึ้นจริง

หนังสือเล่มนี้จัดทำขึ้นเพื่อเป็นธรรมทานโดยแท้ ไม่มีค่าใช้จ่ายใดๆ ทั้งสิ้น เพราะผมเชื่อว่าแสงสว่างแห่งปัญญานี้คือสมบัติของมนุษยชาติทุกคน และไม่มีสิ่งใดจะน่าปีติยินดีเท่ากับการได้เห็นเพื่อนนักเดินทางได้พบกับเส้นทางที่ปลอดภัยและนำไปสู่จุดหมายปลายทางอันเกษม

บัดนี้ แผนที่ได้ถูกกางออกตรงหน้าท่านแล้ว… การตัดสินใจที่จะออกเดินทางหรือไม่นั้น อยู่ในมือของท่านแล้วครับ

ด้วยความเคารพในพระรัตนตรัย พิพัฒน์ธรรม


ท่านสามารถดาวน์โหลดหนังสือ “โสฬสญาณ: แผนที่ละเอียดสู่การสิ้นสุดทุกข์” (ฉบับ E-book) ได้ฟรีจาก Link

ใส่ความเห็น