ท่ามกลางความเร่งรีบของชีวิต ท่านเคยลองหยุดนิ่งๆ… แล้วเงี่ยหูฟัง “เสียง” ที่ดังที่สุดในโลก… ซึ่งก็คือเสียงที่กำลังบรรเลงอยู่ในหัวใจของท่านเองบ้างหรือไม่ครับ
สำหรับตัวผมเองในอดีต และอาจจะสำหรับหลายๆ ท่านในตอนนี้ เสียงที่ว่านั้นไม่ใช่บทเพลงที่ไพเราะเลยแม้แต่น้อย มันคือ “เสียงรบกวน” (Noise) ที่ดังอยู่ในหัวตลอดเวลา… บางครั้งมันก็เป็นเสียงแหลมสูงที่เสียดแทงของ “ความวิตกกังวล” เหมือนสายไวโอลินที่ถูกขึงจนตึงเกินไปและสั่นระริกอยู่ตลอดเวลา บางครั้งมันก็เป็นเสียงกระแทกกระทั้นของ “ความหงุดหงิด” เหมือนกลองทัดที่ถูกตีอย่างเกรี้ยวกราดเมื่อมีอะไรไม่ได้ดั่งใจ และบ่อยครั้งที่สุด มันคือเสียงของเครื่องดนตรีนับสิบชิ้นที่ต่างคนต่างเล่น ต่างคนต่างส่งเสียงของตนเองออกมาพร้อมๆ กัน จนกลายเป็นความโกลาหลที่อึกทึกครึกโครม เป็นเสียงที่เราเรียกมันด้วยคำง่ายๆ ว่า “ความเครียด”
เป็นเวลายาวนานเหลือเกิน ที่ผมพยายามจะ ‘จัดการ’ กับเสียงรบกวนภายในนี้ด้วยการ “เร่งเสียง” ของโลกภายนอกให้ดังขึ้นไปอีก ผมทุ่มเทให้กับการทำงานอย่างบ้าคลั่ง เพื่อให้เสียงของความสำเร็จกลบเสียงของความว่างเปล่า ผมแสวงหาความบันเทิงทุกรูปแบบ เพื่อให้เสียงหัวเราะกลบเสียงของความกังวล มันได้ผล… แต่ก็ได้ผลเพียงชั่วคราว เพราะเมื่อใดก็ตามที่งานเลี้ยงเลิกรา ภาพยนตร์จบลง หรือเมื่อผมล้มตัวลงนอนในความมืด วงออร์เคสตราที่สะเปะสะปะในใจวงนั้น ก็จะกลับมาบรรเลงบทเพลงแห่งความวุ่นวายของมันอีกครั้ง ดังกว่าเดิมและชัดเจนกว่าเดิม
หากท่านรู้สึกเช่นเดียวกับที่ผมเคยรู้สึก… หากท่านเหนื่อยล้ากับการวิ่งไล่ตามภาพลวงตาและรู้สึกหลงทางอยู่ในพงไพรแห่งยุคสมัย… ผมอยากจะบอกท่านว่าท่านไม่ได้อยู่เพียงลำพัง และที่สำคัญกว่านั้นคือ… มันมีหนทางออกจากป่าแห่งนี้อยู่จริง
บทความนี้ คือคำเชิญจากใจของผม… คำเชิญให้ท่านได้มาทำความรู้จักกับ “แผนที่” ที่ได้เปลี่ยนแปลงชีวิตของผมไปตลอดกาล แผนที่ที่ซ่อนอยู่ในหนังสือเล่มเล็กๆ ที่ผมตั้งใจเขียนขึ้นจากหัวใจ… หนังสือที่มีชื่อว่า
“ใบไม้ในกำมือ: โอสถทิพย์เพื่ออโรคยาแห่งใจ”
ความน่าสนใจของหนังสือ: ทำไมต้องเป็น ‘ใบไม้ในกำมือ’ ท่ามกลางหนังสือทั้งป่า?
โลกของเราในยุคปัจจุบัน ไม่ต่างอะไรจาก “ป่าทึบ” อันกว้างใหญ่ไพศาล มันเป็นป่าที่เต็มไปด้วย “ต้นไม้แห่งข้อมูล” ที่สูงเสียดฟ้า แผ่กิ่งก้านสาขาแห่งข่าวสารมาบดบังแสงตะวันแห่งปัญญา เรายืนอยู่ท่ามกลางความรู้มหาศาล แต่กลับรู้สึกเคว้งคว้างและว่างเปล่ากว่าที่เคย มันเป็นป่าที่รกชัฏไปด้วย “เถาวัลย์แห่งโซเชียลมีเดีย” ที่คอยเหนี่ยวรั้งเราไว้ด้วยการเปรียบเทียบและความคาดหวัง และมันเป็นป่าที่เต็มไปด้วย “พุ่มไม้หนามแห่งทางเลือก” ที่มากเกินไปจนเราไม่กล้าก้าวเดิน
ท่ามกลางป่าแห่งข้อมูลนี้ มีหนังสือฮาวทู หนังสือพัฒนาตนเอง และคอร์สเรียนต่างๆ เกิดขึ้นมากมายราวกับใบไม้ทั้งป่า แต่เรากลับพบว่ายิ่งเสพข้อมูลมากเท่าไหร่ จิตใจของเรากลับยิ่งสับสนและเหนื่อยล้ามากขึ้นเท่านั้น
หนังสือ
“ใบไม้ในกำมือ” จึงไม่ได้ถือกำเนิดขึ้นเพื่อจะเป็น “ต้นไม้” อีกต้นหนึ่งในป่าแห่งข้อมูลของท่าน แต่ถือกำเนิดขึ้นจากความเข้าใจอันลึกซึ้งที่พระพุทธองค์ได้ทรงมอบไว้ให้ ณ ป่าประดู่ลาย… เมื่อครั้งที่พระองค์ทรงหยิบใบไม้ขึ้นมากำหนึ่ง แล้วตรัสสอนเหล่าภิกษุว่า ธรรมะที่พระองค์ทรงรู้แจ้งนั้นมีมากมายดุจใบไม้ทั้งป่า แต่สิ่งที่พระองค์ทรงเลือกนำมาสอนนั้น มีเพียงน้อยนิดดุจใบไม้ในกำมือ เพราะเหตุใด? เพราะสิ่งที่พระองค์ทรงเลือกมาสอนนั้น คือหัวใจสำคัญ คือหนทางปฏิบัติเพื่อการดับทุกข์โดยตรง
นี่คือจุดเด่นที่สำคัญที่สุดของหนังสือเล่มนี้ครับ… มันคือความพยายามที่จะ “ไม่เพิ่มข้อมูล แต่เพิ่มความกระจ่าง” มันคือการเจริญรอยตามพระปรีชาญาณของพระมหาแพทย์ผู้เลิศล้ำ… คือการคัดสรรเฉพาะ “โอสถทิพย์” ที่จำเป็นที่สุด ปลอดภัยที่สุด และทรงประสิทธิภาพที่สุดสำหรับฆราวาสในยุคปัจจุบัน เพื่อใช้ในการเยียวยาจิตใจ
ความงดงามในเชิงวรรณศิลป์ที่ผมพยายามสอดแทรกไว้ในทุกตัวอักษร คือการใช้ “อุปลักษณ์สมัยใหม่” เพื่ออธิบายสัจธรรมโบราณให้มีชีวิตชีวาและจับต้องได้ เราจะไม่ได้อ่านเพียงศัพท์ธรรมะที่แห้งแล้ง แต่เราจะร่วมกันเดินทางผ่านภาพเปรียบเทียบต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น:
- จิตใจในฐานะ “วงออร์เคสตรา”: ที่สามารถบรรเลงเพลงได้อย่างสะเปะสะปะหรือไพเราะกลมกลืน
- พระพุทธเจ้าในฐานะ “พระมหาแพทย์”: ผู้ไม่เสียเวลาอธิบายยาทั้งโรงพยาบาลให้คนไข้โคม่าฟัง แต่เลือกจ่ายยาที่จำเป็นที่สุดเพื่อช่วยชีวิต
- คำสอนในฐานะ “ตำรับยา” และ “คลังโอสถ”: ที่มีทั้งยาบำรุง ยาระงับอาการ และยาผ่าตัดถอนรากถอนโคนของโรค
- ตัวเราในฐานะ “แพทย์แห่งใจตน”: ผู้เรียนรู้ที่จะวินิจฉัยโรคของตนเองและเลือกใช้ยาให้เหมาะสม
หนังสือเล่มนี้จึงไม่ใช่ตำรา แต่เป็นเสมือน
“คู่มือแพทย์ประจำบ้านสำหรับหัวใจ” ที่ผมปรารถนาจะแบ่งปันให้กับท่าน ในฐานะเพื่อนผู้ป่วยคนหนึ่งที่ได้พบตำรับยาที่ได้ผลจริง
สรุปเนื้อหาสำคัญ: การเดินทางสู่ ‘อโรคยาแห่งใจ’
การเดินทางในหนังสือ “ใบไม้ในกำมือ” ถูกออกแบบมาอย่างเป็นลำดับขั้นตอน เหมือนกระบวนการรักษาทางการแพทย์ที่สมบูรณ์แบบ ซึ่งจะนำพาท่านผู้อ่านไปทีละก้าวอย่างมั่นคงและเข้าใจง่าย
ภาคที่ ๑: การวินิจฉัยโรค (The Diagnosis)
ก่อนที่เราจะรักษาโรคได้ เราต้องรู้เสียก่อนว่าเราป่วยเป็นอะไร และอะไรคือสาเหตุที่แท้จริง ในภาคแรกนี้ เราจะทำหน้าที่เป็นแพทย์เพื่อวินิจฉัยใจตนเองอย่างลึกซึ้ง
- บทที่ ๑-๒: สำรวจอาการและสภาพแวดล้อม: เราจะเริ่มต้นด้วยการทำความเข้าใจ “ป่าทึบแห่งยุคสมัย” ที่เราอาศัยอยู่ เราจะมาสำรวจกระแสธารอันเชี่ยวกราก 3 สายหลักที่หล่อเลี้ยงความป่วยไข้ทางใจของเรา คือ “โรคต้องมี” (บริโภคนิยม), “โรคต้องรู้” (ภาวะข้อมูลท่วมท้น), และ “โรคต้องเป็น” (การแสดงตัวตนบนโลกออนไลน์) การเข้าใจปัจจัยภายนอกเหล่านี้ คือการรู้เท่าทันสมรภูมิที่เรากำลังต่อสู้อยู่
- บทที่ ๓: ค้นหารากเหง้าของโรคภายใน: จากนั้น เราจะเดินทางจากป่าภายนอก เข้ามาสู่ดินแดนที่ลึกลับซับซ้อนยิ่งกว่า คือ “พงไพรในใจตน” เราจะขุดลึกลงไปให้เห็นรากแก้วของต้นไม้พิษทั้งปวง ซึ่งพระพุทธองค์ทรงค้นพบว่ามีอยู่เพียงสองรากเท่านั้น คือ “อวิชชา” (ความไม่รู้ตามจริง) และ “ตัณหา” (ความทะยานอยาก)
ภาคที่ ๒: เครื่องมือและคลังโอสถ (The Tools & The Pharmacy)
เมื่อการวินิจฉัยเสร็จสิ้น ก็ถึงเวลาที่เราจะเปิดตำราเภสัชกรรม เพื่อทำความรู้จักกับเครื่องมือและตัวยาที่จะใช้ในการรักษา
- บทที่ ๔-๕: เข็มทิศและศิลปะการวินิจฉัย: เราจะได้เรียนรู้การใช้เครื่องมือที่สำคัญที่สุดของแพทย์แห่งใจตน นั่นคือ “โยนิโสมนสิการ” หรือเข็มทิศแห่งปัญญา จากนั้น เราจะใช้เข็มทิศนี้ในการวินิจฉัยตนเอง 2 ระดับ คือ “โรคประจำตัว” (จริต ๖) หรือแนวโน้มพื้นฐานของจิตใจ และ “อาการป่วยเฉียบพลัน” (นิวรณ์ ๕) ที่เกิดขึ้นในปัจจุบันขณะ
- บทที่ ๖: เปิดตู้ยาสามัญประจำใจ: หัวใจของหนังสืออยู่ที่บทนี้ครับ คือการแนะนำให้รู้จัก “โอสถทิพย์ ๑๖ ขนาน”ที่ถูกคัดสรรมาแล้วอย่างดีและจัดเรียงไว้ในตู้ยา ๔ ชั้น เพื่อให้ง่ายต่อการหยิบใช้
- ชั้นที่ ๑: กลุ่มยาบำรุงศรัทธาและสร้างกำลังใจ (อนุสติ ๖ เบื้องต้น)
- ชั้นที่ ๒: กลุ่มยาเพื่อความสงบและตั้งมั่น (อานาปานสติและกายคตาสติ)
- ชั้นที่ ๓: กลุ่มยาเพื่อความงดงามและความสัมพันธ์ (พรหมวิหาร ๔)
- ชั้นที่ ๔: กลุ่มยาเพื่อปัญญาและการปล่อยวาง (มรณานุสติ เป็นต้น)
ภาคที่ ๓: วิธีใช้โอสถและการปล่อยวาง (The Prescription & The Path to Freedom)
ในภาคสุดท้าย เราจะมาเรียนรู้วิธีการใช้ยาแต่ละขนานอย่างละเอียด และเดินทางขึ้นสู่ยอดเขาเพื่อมองเห็นภาพรวมของชีวิต
- บทที่ ๗-๑๑: สรรพคุณและวิธีใช้ยาแต่ละกลุ่ม: เราจะเจาะลึกไปในยาแต่ละกลุ่ม ตั้งแต่วิธีสร้างกำลังใจด้วยอนุสติ, วิธีใช้ยาขนานเอกคืออานาปานสติเพื่อระงับความฟุ้งซ่าน, วิธีใช้มีดผ่าตัดแห่งปัญญาเพื่อชำแหละความยึดมั่นในกาย, วิธีเยียวยาความสัมพันธ์ด้วยพรหมวิหาร ๔, ไปจนถึงยาสำหรับพกพาไว้ใช้ในชีวิตประจำวัน
- บทที่ ๑๒: กฎสากลแห่งโอสถและโรคทั้งปวง: บทสุดท้ายของภาคปฏิบัติ เราจะเดินทางขึ้นสู่ยอดเขาเพื่อทำความเข้าใจใน “ไตรลักษณ์” (อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา) ซึ่งเป็นกฎสากลที่ควบคุมทุกสรรพสิ่ง มันคือทิวทัศน์ที่เราจะมองเห็นได้ก็ต่อเมื่อทะเลสาบแห่งจิตใจของเราสงบนิ่งและใสกระจ่างมากพอ
- บทสรุป: บรรเลงชีวิตด้วยจิตที่ไร้โรค: เราจะมาสรุปการเดินทางทั้งหมด และทำความเข้าใจเป้าหมายสูงสุดคือสภาวะแห่ง “อโรคยา” ซึ่งไม่ใช่ความว่างเปล่า แต่คืออิสรภาพที่จะสามารถบรรเลงชีวิตไปกับทุกสถานการณ์ได้อย่างกลมกลืนและเป็นสุข
คุณค่าของหนังสือ: โอสถทิพย์เพื่อชีวิตในศตวรรษที่ ๒๑
ผมเชื่อมั่นเป็นอย่างยิ่งว่าคุณค่าที่ท่านจะได้รับจากหนังสือเล่มนี้มีอยู่หลายมิติด้วยกัน
- ความเข้าใจตนเองอย่างลึกซึ้ง: ท่านจะได้เครื่องมือในการสำรวจ “พงไพรในใจตน” ทำให้เข้าใจว่าเหตุใดเราจึงทุกข์ เหตุใดเราจึงวิตกกังวล และอะไรคือรากเหง้าของปัญหาเหล่านั้น การวินิจฉัยที่ถูกต้องคือก้าวแรกของการรักษาที่ถูกจุด
- ชุดเครื่องมือที่ใช้ได้จริงตลอดชีวิต: ท่านจะไม่ได้รับเพียงแรงบันดาลใจชั่วครั้งชั่วคราว แต่จะได้รับ “ตู้ยาสามัญประจำใจ” ที่มีโอสถถึง ๑๖ ขนาน ซึ่งท่านสามารถเลือกหยิบมาใช้ได้ตาม “อาการป่วย” ที่เกิดขึ้นในแต่ละวัน ไม่ว่าจะเป็นความฟุ้งซ่าน (ใช้อานาปานสติ) ความโกรธ (ใช้เมตตา) ความท้อแท้ (ใช้อนุสติ) หรือความประมาท (ใช้มรณานุสติ)
- สะพานเชื่อมระหว่างธรรมะและชีวิตสมัยใหม่: หนังสือเล่มนี้พยายามอย่างยิ่งที่จะทลายกำแพงระหว่าง “การปฏิบัติธรรม” กับ “การใช้ชีวิต” โดยแสดงให้เห็นว่าทุกขณะของชีวิต ไม่ว่าจะตอนตื่นนอน ตอนรับประทานอาหาร หรือตอนที่ขัดแย้งกับผู้อื่น ล้วนเป็นโอกาสในการ “ปรุงยา” และ “เจริญปัญญา” ได้ทั้งสิ้น
- ภาษาที่งดงามและเข้าถึงง่าย: ผมตั้งใจรจนาหนังสือเล่มนี้ด้วยภาษาที่เปี่ยมด้วยความรู้สึกและภาพพจน์ ไม่ใช่ภาษาตำราที่แข็งกระด้าง เพื่อให้การอ่านเป็นการเดินทางที่รื่นรมย์และซึมซับเข้าไปในหัวใจได้โดยง่าย ผมเชื่อว่าสุนทรียภาพทางภาษาคือยาขนานหนึ่งที่ช่วยเปิดใจผู้อ่านให้พร้อมรับการเยียวยา
เป้าหมายสูงสุดของหนังสือเล่มนี้ คือการนำพาท่านไปสู่สภาวะที่เรียกว่า
“อโรคยา” ซึ่งไม่ใช่เพียงการไม่มีโรค แต่คือสภาวะที่จิตมีสุขภาพดีอย่างสมบูรณ์ เป็นอิสระ ปลอดโปร่ง เบิกบาน และไม่กลับไปเจ็บป่วยด้วยโรคเดิมๆ อีกต่อไป มันคืออิสรภาพของแพทย์แห่งใจ ที่สามารถบรรเลงบทเพลงแห่งชีวิตได้อย่างไพเราะ ไม่ว่าจะต้องเจอโน้ตตัวใดก็ตาม
เชิญชวนให้อ่านเล่มเต็ม: เริ่มต้นการเดินทางเพื่อเยียวยาหัวใจของคุณ
เพื่อนผู้ร่วมเดินทางที่รัก…
ผมไม่ใช่คุรุผู้รู้แจ้ง… แต่เป็นเพียงผู้ป่วยคนหนึ่งที่ได้พบตำรับยาที่ได้ผล เป็นเพื่อนร่วมเดินทางที่ได้พบแผนที่ที่นำทางออกจากป่าได้จริง หนังสือเล่มนี้คือบันทึกการเดินทาง คือสมุดบันทึกทางการแพทย์ของผม ที่ปรารถนาจะแบ่งปันให้กับท่านด้วยความปรารถนาดีอย่างสุดหัวใจ
หากท่านเหนื่อยล้ากับเสียงรบกวนในใจ… หากท่านรู้สึกหลงทางอยู่ในพงไพรแห่งยุคสมัย… และหากท่านพร้อมที่จะเริ่มต้นการเดินทางเพื่อเยียวยาหัวใจของตนเองอย่างแท้จริง…
ผมก็ขอเชิญชวนท่านให้เริ่มต้นการเดินทางครั้งสำคัญนี้… เพื่อเปลี่ยน “เสียงรบกวน” ในหัวใจให้กลายเป็น “บทเพลง” อันไพเราะ เพื่อเปลี่ยน “ความสับสน” ในพงไพรให้กลายเป็น “ความกระจ่าง” บนหนทาง และเพื่อเปลี่ยน “ผู้ป่วย” ที่สิ้นหวังให้กลายเป็น “แพทย์” ผู้เปี่ยมด้วยปัญญาและเมตตาต่อตนเอง
หนังสือเล่มนี้เป็นหนังสือฟรี ไม่มีค่าใช้จ่ายใดๆ ทั้งสิ้น เพราะผมเชื่อว่าแผนที่ที่จะนำทางออกจากความทุกข์นั้น ควรจะเป็นสมบัติของมวลมนุษยชาติ
ขอให้ท่านจงมีความสุขในการเป็น “แพทย์” ผู้เยียวยาหัวใจของท่านเอง… ขอให้ท่านจงมีความเพียรในการ “ปรุงยา” และ “ตั้งสายใจ” ของท่านให้เที่ยงตรง… และขอให้ท่านจงมีความกล้าหาญที่จะ “บรรเลงบทเพลงแห่งชีวิต” ของท่านเองให้ดังก้องกังวานอย่างไพเราะและเป็นอิสระ
ขอให้ท่านได้พบกับสภาวะแห่ง “อโรคยา” อันเป็นบรมสุขโดยทั่วกัน
ดาวน์โหลดหนังสือฉบับเต็ม (PDF) ได้จาก Link




ใส่ความเห็น