ในฐานะนักเขียน ผมมีความเชื่ออยู่เสมอว่า หนังสือที่ดีเปรียบได้กับกัลยาณมิตร คือเพื่อนผู้สามารถหยิบยื่นแผนที่ เข็มทิศ และแสงสว่าง ให้แก่เราในยามที่ต้องเดินทางผ่านเส้นทางอันสับสนและมืดมิดของชีวิต และในฐานะนักอ่าน ผมเองก็ได้รับการช่วยเหลือจากเพื่อนผู้ประเสริฐเหล่านี้มานับครั้งไม่ถ้วน
วันนี้ ผมจึงอยากจะขอทำหน้าที่เป็นเพื่อนคนหนึ่งของท่านผู้อ่านอีกครั้ง ผ่านบทความที่ตั้งใจเขียนขึ้นเพื่อแนะนำหนังสือเล่มเล็กๆ ที่ผมได้รวบรวมเรียบเรียงขึ้นจากหัวใจ จากประสบการณ์การเดินทางภายในของตนเอง และจากความเมตตาของพ่อแม่ครูบาอาจารย์ หนังสือเล่มนี้มีชื่อว่า
“ลมหายใจสุดท้าย”
บางที เพียงแค่ได้ยินชื่อ ท่านผู้อ่านบางท่านอาจจะรู้สึกถึงความหดหู่ ความน่ากลัว หรืออาจจะลังเลใจที่จะอ่านต่อไป ผมเข้าใจความรู้สึกนั้นดีครับ เพราะเราต่างถูกสอนให้วิ่งหนีและหลีกเลี่ยงที่จะพูดถึงเรื่องราวของ “ความตาย” แต่ผมอยากจะขอเชิญชวนท่านผู้อ่าน ได้โปรดวางความรู้สึกเหล่านั้นลงชั่วคราว แล้วลองเปิดใจเดินทางไปกับผมผ่านตัวอักษรในบทความนี้สักนิด แล้วท่านอาจจะพบเช่นเดียวกับผมว่า…
แท้จริงแล้ว หนังสือที่พูดถึง “ลมหายใจสุดท้าย” เล่มนี้ ไม่ใช่หนังสือที่ชวนให้เรากลัวความตาย แต่เป็นหนังสือที่จะปลุกให้เรา “ตกหลุมรักการมีชีวิต” อย่างสุดซึ้งในทุกลมหายใจ
ลมหายใจสุดท้าย: เมื่อความตายคือของขวัญที่ปลุกให้เราตื่นจากการหลับใหล
ผมอยากจะเริ่มต้นบทความนี้ด้วยเรื่องเล่าเรื่องหนึ่งที่เปลี่ยนชีวิตของผมไปตลอดกาล เป็นเรื่องเล่าที่ผมได้รับฟังจากพระอาจารย์ผู้เป็นดั่งแสงประทีปนำทางให้แก่ผม
ลองจินตนาการตามผมดูนะครับ… มีชายคนหนึ่งตื่นขึ้นมาในดินแดนที่ไม่คุ้นเคย เขาจำไม่ได้ว่าตนเองเป็นใคร มาจากไหน เขารู้เพียงว่าดินแดนรอบกายนั้นช่างงดงามและน่าตื่นตาตื่นใจเหลือเกิน เขาใช้เวลาครึ่งค่อนวันไปกับการชื่นชมธรรมชาติ พูดคุยเรื่องสัพเพเหระ และแสวงหาความเพลิดเพลินจากสิ่งต่างๆ รอบตัวอย่างหลงลืม จนกระทั่งชายชราผู้เปี่ยมด้วยเมตตาคนหนึ่งได้เดินเข้ามาบอกความจริงแก่เขาว่า “ดูก่อนนักเดินทาง… เวลาที่ท่านได้รับอนุญาตให้อยู่ในดินแดนแห่งนี้ มีเพียงหนึ่งวันเท่านั้น เมื่อสิ้นแสงตะวันของวันนี้แล้ว ท่านจะต้องจากไป”
วินาทีนั้น ความสุขทั้งหมดของชายหนุ่มพลันมลายหายไป เหลือเพียงความตกใจและเสียดาย เขาใช้เวลาอันมีค่าไปเกือบหมดแล้วกับเรื่องที่ไม่เป็นสาระ ชายชราจึงได้ทิ้งท้ายด้วยคำถามที่สำคัญที่สุด ก่อนจะเดินจากไปว่า…
“ดูก่อนนักเดินทาง… เมื่อรู้ว่าเวลาของท่านมีจำกัดเช่นนี้แล้ว ท่านจะใช้เวลาที่เหลืออยู่อย่างไร”
ท่านผู้อ่านที่รักครับ… เราทุกคนต่างก็คือ “นักเดินทางผู้มีเวลาเพียงหนึ่งวัน” คนนั้น
ผมเองก็เคยเป็นนักเดินทางผู้หลงลืม ผมเคยคิดว่าผมมีเวลาเหลือเฟือ ผมผลัดวันประกันพรุ่งในการทำสิ่งดีๆ ละเลยคนใกล้ชิด และปล่อยให้หัวใจขุ่นมัวกับเรื่องเล็กน้อยข้ามวันข้ามคืน จนกระทั่งคำถามของชายชราในนิทานเรื่องนั้น ได้กลายมาเป็นคำถามที่พระอาจารย์ฝากไว้ให้ผมขบคิดอยู่เสมอ และนั่นคือจุดกำเนิดของหนังสือ “ลมหายใจสุดท้าย”
ความน่าสนใจของหนังสือเล่มนี้จึงไม่ได้อยู่ที่การนำเสนอธรรมะอันลึกล้ำพิสดาร แต่เป็นการคลี่กางแผนที่แห่งการเดินทางเพื่อค้นหาคำตอบต่อคำถามที่เรียบง่ายแต่ทรงพลังที่สุดในชีวิต ด้วยภาษาธรรมดาที่เปรียบเสมือนสมุดบันทึกของเพื่อนร่วมเดินทางคนหนึ่ง หนังสือเล่มนี้ไม่ใช่การสั่งสอน แต่คือการ
“ชวนกันเจริญสติ” คือการเดินทางจาก “ความหลงลืม” ไปสู่ “ความตื่นรู้” และจาก “ความกลัว” ไปสู่ “ความเบิกบานที่ไม่ต้องเสียดาย” โดยมีด้ายทองคำเส้นสำคัญที่ร้อยเรียงเรื่องราวทั้งหมดไว้ด้วยกัน นั่นคือพระดำรัสสุดท้ายขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ที่ว่าด้วย
“ความไม่ประมาท”
สรุปเนื้อหาสำคัญ: จากแผนที่ความคิด สู่การลงมือปฏิบัติในชีวิตประจำวัน
การเดินทางใน “ลมหายใจสุดท้าย” ถูกแบ่งออกเป็นภาคต่างๆ อย่างเป็นลำดับ เพื่อค่อยๆ นำทางท่านผู้อ่านจากความเข้าใจในระดับความคิด ไปสู่การลงมือปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรมในชีวิตจริง
ภาคที่ ๑: เผชิญหน้ากับความจริง (บทที่ ๑-๓)
การเดินทางเริ่มต้นด้วยการสำรวจ
“สองวิถี… สู่ปลายทางเดียวกัน” เราจะมาพิจารณากันว่า ระหว่างวิถีชีวิตแบบ “YOLO” (You Only Live Once) ที่บอกให้เราใช้ชีวิตให้สุดเหวี่ยง ซึ่งมีรากฐานมาจาก “ความกลัว” ที่จะพลาดสิ่งดีๆ กับวิถีแห่ง
“การใช้ชีวิตอย่างสุดซึ้ง” ที่มีรากฐานมาจาก “ปัญญา” ซึ่งสอนให้เราเปลี่ยนทุกกิจกรรมธรรมดาให้กลายเป็นการปฏิบัติธรรม นั้นแตกต่างกันอย่างไร แม้ว่าทั้งสองเส้นทางจะมุ่งหน้าไปสู่ปลายทางเดียวกันคือ “ความตาย” ก็ตาม
จากนั้น หนังสือจะพาท่านไปทำความรู้จักกับ
“มหาอาจารย์มรณา” ครูผู้ยิ่งใหญ่ที่สุดในชีวิต เราจะได้เรียนรู้
“สัจธรรม ๕ ประการ” บทเรียนภาคบังคับที่มัจจุราชสอนเราอย่างไม่เคยลำเอียง นั่นคือ ความตายนั้น
ไม่เลือกวัย, ไม่เลือกเพศ, ไม่เลือกเวลา, ไม่เลือกสถานที่, และไม่เลือกอาการ บทเรียนนี้จะทลายกำแพงแห่งความประมาทที่เคยกระซิบข้างหูเราว่า “ยังมีเวลาอีกเยอะ” ลงอย่างสิ้นเชิง
และเพื่อตอบคำถามว่าเหตุใดความจริงจึงเป็นเช่นนั้น เราจะมาสำรวจ
“กฎธรรมชาติเบื้องหลังปรากฏการณ์” ซึ่งเปรียบเสมือนรัฐธรรมนูญแห่งจักรวาล ๓ ฉบับ ได้แก่
กฎไตรลักษณ์ (อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา), กฎแห่งกรรม, และ กฎปฏิจจสมุปบาท ความเข้าใจในกฎเหล่านี้จะเปลี่ยนความรู้สึกเคว้งคว้างและหวาดกลัว ให้กลายเป็นความเคารพในกฎระเบียบอันเที่ยงตรงของธรรมะ
ภาคที่ ๒: การเดินทางภายใน (บทที่ ๔-๕)
เมื่อเราเผชิญหน้ากับความจริงอันยิ่งใหญ่ ย่อมเป็นธรรมดาที่ใจจะเกิดการขัดขืน ในบท
“เมื่อใจขัดขืน: เผชิญหน้ากำแพงแห่งความกลัว” เราจะมาเรียนรู้วิธีรับมือกับ “ทหารยามสามนาย” ที่คอยปกป้องตัวตนของเรา นั่นคือ
ความกลัว, ความเศร้า, และการหลีกหนี โดยใช้หลักการเจริญสติที่เรียบง่ายแต่ทรงพลังของครูบาอาจารย์ คือการเป็นเพียง
“ผู้รู้ ผู้ดู” แทนที่จะกระโจนเข้าไปเป็นนักแสดงในละครอารมณ์ เราจะเรียนรู้ที่จะถอยออกมาเป็นผู้ชม และโอบอุ้มความรู้สึกเหล่านั้นด้วยความเมตตา
เมื่อใจของเราเริ่มตั้งมั่นแล้ว ก็ถึงเวลาทำภารกิจที่สำคัญที่สุด นั่นคือการ
“ปลดเปลื้องสัมภาระแห่งใจ” เราจะมาเรียนรู้วิธีทิ้ง “ก้อนหินแห่งความโกรธเกลียด” และ “โซ่ตรวนแห่งความรู้สึกผิด” ผ่าน
การให้อภัยและการปล่อยวาง หนังสือจะชี้ให้เห็นว่า การให้อภัยไม่ใช่เพื่อใครอื่น แต่คือการปลดปล่อยตัวเราเองออกจากคุกแห่งความทุกข์ทรมาน พร้อมทั้งมีภาคปฏิบัติในการตั้งจิตอโหสิกรรมให้แก่ผู้อื่นและตนเอง เพื่อชำระล้างบ้านของใจให้สะอาด ปลอดโปร่ง และเบาสบาย
ภาคที่ ๓: แปลงทุกลมหายใจให้เป็นการภาวนา (บทที่ ๖-๑๐)
นี่คือหัวใจของหนังสือ ที่จะนำพาท่านผู้อ่านเปลี่ยนทฤษฎีทั้งหมดให้กลายเป็นการปฏิบัติจริงใน ๒๔ ชั่วโมงของชีวิต
- อรุณรุ่งแห่งสติ (บทที่ ๖): เราจะเรียนรู้กิจวัตรยามเช้าเพียง ๕-๑๐ นาที ที่สามารถเปลี่ยนทิศทางของวันทั้งวันได้ ตั้งแต่ “ลมหายใจแห่งความกตัญญู” , การพิจารณาถึงวันสุดท้าย เพื่อจัดลำดับความสำคัญของชีวิต , การตั้งปณิธานประจำวัน , และการอัญเชิญพุทธวจนะมาเป็นเครื่องเตือนใจ
- สมรภูมิแห่งภาวนา (บทที่ ๗): เราจะปฏิวัติมุมมองที่มีต่องานประจำ ด้วยคำสอนอันทรงพลังของท่านอาจารย์พุทธทาสที่ว่า “การทำงานคือการปฏิบัติธรรม” หนังสือจะแนะนำวิธีเปลี่ยนที่ทำงานอันแสนวุ่นวาย ให้กลายเป็นสถานปฏิบัติธรรมชั้นเลิศ ด้วยการฝึก สมาธิ ผ่านการจดจ่อในหน้าที่, ฝึก ขันติและเมตตา ผ่านเพื่อนร่วมงาน, และฝึก ปัญญาและอุเบกขา ผ่านปัญหาและคำวิจารณ์
- มื้อสุดท้าย… วาจาที่เมตตา (บทที่ ๘): เมื่อกลับถึงบ้าน เราจะนำมรณานุสติมาประยุกต์ใช้กับเรื่องที่พื้นฐานที่สุด ด้วยคำถามที่ว่า “ถ้าอาหารมื้อนี้เป็นมื้อสุดท้าย เราจะกินมันอย่างไร” และ “ถ้าคำพูดนี้เป็นประโยคสุดท้าย เราจะเลือกพูดคำว่าอะไร” เราจะเรียนรู้การบริโภคด้วยปัญญา และการใช้ “สัมมาวาจา” ที่จะช่วยกรองคำพูดที่ไม่ดีออกไป และผลักดันให้เรากล้าที่จะกล่าวคำว่า “ขอโทษ” “ขอบคุณ” และ “รัก” บ่อยขึ้น
- ซ้อมตายอย่างสงบ (บทที่ ๙): ช่วงเวลาก่อนนอน คือ “การซ้อมใหญ่” สำหรับการเดินทางครั้งสุดท้าย เราจะเรียนรู้กิจวัตรเพื่อการปิดฉากวันอย่างสงบ ตั้งแต่การทบทวนการกระทำในวันนั้น, การให้อภัยตนเองและผู้อื่น, ไปจนถึงการฝึก “ปล่อยวาง” ทุกสรรพสิ่ง ทั้งร่างกาย ตัวตน และความกังวล ก่อนจะหลับใหลไปด้วยจิตที่เปี่ยมด้วยเมตตา
- เครื่องวัดใจ (บทที่ ๑๐): เราจะรู้ได้อย่างไรว่าการปฏิบัติของเราก้าวหน้า? บทนี้จะมอบ “เครื่องวัดใจ ๕ ประการ” ให้ท่านได้ใช้สำรวจสัญญาณชีพทางจิตวิญญาณของตนเอง เช่น อายุขัยของความโกรธที่สั้นลง , ความเร่งด่วนในการทำความดี , และ ความสุขที่เรียบง่ายและหาได้จากภายใน
ภาคที่ ๔: อานิสงส์แห่งการตื่นรู้ (บทที่ ๑๑ และบทสรุป)
เมื่อเราได้ฝึกฝนตนเองอย่างสม่ำเสมอแล้ว หนังสือจะนำเราไปยลโฉมทิวทัศน์อันงดงาม ณ ปลายทางของการเดินทาง นั่นคือ
“อิสรภาพจากความกลัว สู่ชีวิตที่ไม่ต้องเสียดาย” เราจะเข้าใจว่าการระลึกถึงความตาย ไม่ได้ทำให้เรากลัวมากขึ้น แต่กลับทำให้เรารักและซาบซึ้งในการมีชีวิตมากขึ้นอย่างน่าอัศจรรย์ และจะนำเราไปสู่สมบัติที่ล้ำค่าที่สุด นั่นคือ
“ชีวิตที่ไม่ต้องเสียดาย” —ชีวิตที่ได้ทำในสิ่งที่ควรทำ ได้กล่าวในสิ่งที่ควรกล่าว จนสามารถยิ้มให้กับตัวเองในวาระสุดท้ายได้อย่างภาคภูมิใจว่า
“เราได้ทำดีที่สุดแล้ว… ไม่มีอะไรต้องเสียดายอีกต่อไป”
ความงดงามในเชิงวรรณศิลป์: ธรรมะในภาษามนุษย์
สิ่งที่ผมตั้งใจอย่างยิ่งในการเขียน “ลมหายใจสุดท้าย” คือการสื่อสารหัวใจของธรรมะด้วยภาษาที่เรียบง่ายและเข้าถึงได้ ผมพยายามหลีกเลี่ยงศัพท์วิชาการที่น่าปวดหัว แล้วเลือกใช้ อุปมาอุปไมยและเรื่องเล่า ที่เห็นภาพและจับใจแทน
ท่านจะได้พบกับภาพของ “นักเดินทางผู้มีเวลาเพียงหนึ่งวัน”, “ชีวิตที่เปรียบดั่งผลไม้บนต้นไม้ใหญ่” , “แก้วน้ำที่แตกไปแล้ว” ของหลวงพ่อชา , “ทหารยามผู้พิทักษ์อัตตา” , “การแบกถ่านไฟร้อนๆ ไว้ในมือ” , หรือ “การเปลี่ยนสมรภูมิให้เป็นวิหาร” ภาพเปรียบเทียบเหล่านี้จะทำหน้าที่เป็นสะพานเชื่อมโยงหลักธรรมที่ลึกซึ้งให้เข้ากับประสบการณ์ในชีวิตประจำวันของท่านผู้อ่านได้อย่างเป็นธรรมชาติ
น้ำเสียงของหนังสือเล่มนี้จึงไม่ใช่เสียงของผู้สั่งสอนที่อยู่บนที่สูง แต่เป็นเสียงกระซิบของเพื่อนผู้ร่วมเดินทาง ที่กำลังคลี่แผนที่และชวนคุยถึงสิ่งที่ตนได้เรียนรู้มา เป็นการเดินทางที่อ่อนโยน แต่ทรงพลัง และปลุกเร้าให้เกิดการเปลี่ยนแปลงจากภายในอย่างแท้จริง
คุณค่าที่คุณจะได้รับ: คู่มือสำหรับการใช้ชีวิตอย่างตื่นรู้และเบิกบาน
หากจะสรุปคุณค่าของหนังสือ “ลมหายใจสุดท้าย” ไว้ในประโยคเดียว ผมคงต้องขอกล่าวว่า นี่คือคู่มือสำหรับการใช้ “ความตาย” มาเป็นเครื่องมือในการออกแบบ “ชีวิต” ที่ดีที่สุด
หนังสือเล่มนี้จะมอบสิ่งเหล่านี้ให้แก่ท่าน:
- มุมมองใหม่ต่อชีวิต: ท่านจะเปลี่ยนมุมมองที่มีต่อความตายจากความกลัว ให้กลายเป็นความเคารพ และใช้มันเป็นแรงผลักดันให้ใช้ชีวิตทุกขณะอย่างมีคุณค่า
- เครื่องมือที่เป็นรูปธรรม: ท่านจะได้รับชุดเครื่องมือและกิจวัตรประจำวันที่สามารถนำไปปรับใช้ได้ทันที เพื่อเปลี่ยน 24 ชั่วโมงอันวุ่นวายให้กลายเป็นการภาวนาที่ต่อเนื่อง
- ความสงบสุขภายใน: ท่านจะได้เรียนรู้วิธีจัดการกับอารมณ์ด้านลบ ปลดเปลื้องปมในอดีต และค้นพบความสุขที่เรียบง่ายซึ่งมีอยู่แล้วในปัจจุบันขณะ
- ชีวิตที่ไม่ต้องเสียดาย: และท้ายที่สุด หนังสือเล่มนี้จะเป็นแผนที่นำทางท่านไปสู่เป้าหมายอันประเสริฐ คือการสร้างชีวิตที่เมื่อหวนมองกลับมาในวันสุดท้าย จะเต็มไปด้วยความรู้สึกขอบคุณ ความภาคภูมิใจ และความสงบอย่างแท้จริง
ขอเชิญท่านร่วมออกเดินทาง…
ท่านผู้อ่านที่รักครับ… แสงตะวันของวันใหม่ได้เริ่มต้นขึ้นแล้ว เราทุกคนต่างก็ได้รับอนุญาตให้อยู่ในดินแดนแห่งนี้อีกหนึ่งวัน
คำถามสำคัญจึงย้อนกลับมาอีกครั้ง…
เราจะใช้ “หนึ่งวัน” ของเราที่เรียกว่าชีวิตนี้… อย่างไรกันดี?
บทความที่ท่านกำลังอ่านอยู่นี้เป็นเพียงบทสรุปย่อ เป็นเพียงเงาจางๆ ของประสบการณ์ทั้งหมดที่รอท่านอยู่ หากเรื่องราวเหล่านี้สามารถสั่นสะเทือนหรือจุดประกายบางอย่างในหัวใจของท่านได้ ผมก็ขอถือโอกาสนี้เชิญชวนท่านผู้อ่านผู้เป็นกัลยาณมิตร ได้โปรดให้เกียรติดาวน์โหลดหนังสือ “ลมหายใจสุดท้าย” ฉบับเต็ม เพื่อเริ่มต้นการเดินทางครั้งสำคัญที่สุดในชีวิตนี้ไปพร้อมๆ กันครับ
ผมเชื่อมั่นว่า การเดินทางครั้งนี้จะเปลี่ยนแปลงทุกลมหายใจของท่านนับจากนี้ไป… ตลอดกาล
ด้วยความนอบน้อม พิพัฒน์ธรรม
ท่านสามารถดาวน์โหลดหนังสือ “ลมหายใจสุดท้าย” (ฉบับ E-book) ได้ฟรี จาก Link




ใส่ความเห็น