เขียนโดย พิพัฒน์ธรรม
ในค่ำคืนอันเงียบสงัด คืนแล้วคืนเล่าที่ผมได้ใช้เวลาอยู่กับการพินิจพิจารณาเส้นทางภายในของตนเอง ผมมักจินตนาการเห็นภาพของนักเดินทางผู้หนึ่ง… เขายืนอยู่ท่ามกลางป่าลึกอันมืดมิด ในมือของเขาถือตะเกียงดวงเล็กๆ ดวงหนึ่ง แสงสว่างอันริบหรี่นั้นไม่ได้เพียงพอแค่ให้เขามองเห็นหนทางเฉพาะหน้าของตนเองเท่านั้น แต่ด้วยจิตที่เปี่ยมด้วยเมตตา เขาได้ชูประทีปนั้นขึ้นสูง เพื่อให้เพื่อนร่วมเดินทางคนอื่นๆ ที่อาจกำลังพลัดหลงอยู่ในความมืดมิด ได้อาศัยแสงสว่างนั้นนำทางไปด้วยกัน
ภาพของนักจุดประทีปผู้นี้ คือภาพสะท้อนหัวใจดวงแรกอันงดงามและบริสุทธิ์ของพวกเราทุกคนที่อุทิศตนทำงานเพื่อรับใช้พระศาสนา… เป็นหัวใจที่เมื่อได้สัมผัสกับรสพระธรรมอันสงบเย็นแล้ว ก็เปี่ยมล้นไปด้วยศรัทธาและกรุณา ปรารถนาที่จะแบ่งปันแสงสว่างแห่งปัญญานี้ให้แผ่ขยายออกไปอย่างไม่สิ้นสุด ไม่ว่าท่านจะเป็นครูบาอาจารย์ผู้แสดงธรรม เป็นนักเขียนผู้รจนาถ้อยคำ เป็นจิตอาสาผู้ปิดทองหลังพระ หรือเป็นพุทธศาสนิกชนผู้ค้ำจุนพระศาสนาด้วยกำลังทรัพย์และกำลังกาย ผมเชื่อมั่นว่าจุดเริ่มต้นของเราทุกคนล้วนมาจากหัวใจที่ปรารถนาดีต่อเพื่อนมนุษย์ เป็นการกระทำที่สูงส่งและน่าอนุโมทนาอย่างแท้จริง
ทว่า… บนเส้นทางของผู้จุดประทีปนี้เอง ที่ผมได้เรียนรู้และประสบพบเจอกับความจริงอันละเอียดอ่อนและซับซ้อนบางประการ ประดุจดังเงาที่ทอดตัวยาวออกไปตามความสูงของเปลวไฟฉันใด “ตัวตน” ของผู้ทำงานทางธรรม ก็มักจะปรากฏและเติบโตขึ้นตามความสำเร็จและเสียงสรรเสริญที่ได้รับฉันนั้น และนี่คือเหตุผลที่ผมได้ใช้เวลาหลายปีกลั่นกรองประสบการณ์ ความผิดพลาด และบทเรียนที่เจ็บปวดทว่าล้ำค่าของตนเอง ออกมาเป็นหนังสือเล่มเล็กๆ ที่มีชื่อว่า “วาง ‘ผู้สร้าง’ สู่ ‘ทางธรรม’” ซึ่งในวันนี้ ผมปรารถนาอย่างยิ่งที่จะเชิญชวนท่านผู้เป็นดั่งกัลยาณมิตรของผม ได้ลองเปิดใจและร่วมเดินทางไปกับการสำรวจภูมิทัศน์ภายในจิตใจของเราผ่านตัวอักษรเหล่านี้ด้วยกัน
หนังสือเล่มนี้ไม่ได้ถูกเขียนขึ้นในฐานะของ “ครู” หรือ “ผู้รู้” ที่จะมาสั่งสอนหรือตัดสินการทำงานของใคร แต่ถูกรจนาขึ้นในฐานะของ “เพื่อน” ผู้ร่วมเดินทาง ในฐานะของ “กระจกเงา” บานหนึ่งที่ผมใช้ส่องสำรวจจิตใจของตนเองเป็นอันดับแรก และบัดนี้ก็ปรารถนาที่จะแบ่งปันกระจกเงาบานนี้ให้แก่ท่าน ได้ลองหันกลับมาสำรวจเส้นทางภายในของตนเองอย่างอ่อนโยนและซื่อตรงที่สุด
จากเมล็ดพันธุ์แห่งศรัทธา สู่การจาริกบนหนทางแห่งบารมี
ในบทแรกๆ ของการเดินทาง ผมจะพาท่านย้อนกลับไปยังจุดเริ่มต้นอันงดงามของเราทุกคน นั่นคือการค้นพบ
“เมล็ดพันธุ์แห่งศรัทธา” (บทที่ 1) เราจะทบทวนกันถึงวินาทีแรกที่เราได้พบ “ช่องแสง” เล็กๆ ท่ามกลางห้องมืดของชีวิต วินาทีที่ศรัทธาในกฎแห่งกรรมและในการตรัสรู้ของพระตถาคตได้หยั่งรากลงในใจ และกลายเป็นพลังที่เปลี่ยน “ผู้เชื่อ” ให้กลายเป็น “ผู้ปฏิบัติ”
และเมื่อต้นไม้แห่งศรัทธาของเราเติบโตขึ้นจนแข็งแรงและเริ่มผลิดอกออกผลแห่งความสงบสุขแล้ว ธรรมชาติอันงดงามที่สุดก็จะเกิดขึ้น นั่นคือความปรารถนาที่จะ “แบ่งปัน” ให้กับผู้อื่น ดังที่ผมได้กล่าวไว้ใน
“บทที่ 2: เมื่อเมตตาปรากฏเป็นการกระทำ” ผมได้เปรียบสภาวะนี้ดั่งภาชนะที่เมื่อถูกเติมด้วยน้ำจนเต็มแล้ว ย่อมล้นเอ่อออกไปสู่ภายนอกฉันใด จิตที่ได้รับการเติมเต็มด้วยธรรมะแล้ว ก็ย่อมแปรเปลี่ยนเป็น “กรุณา” ที่ปรารถนาจะช่วยเหลือสรรพสัตว์ให้พ้นทุกข์ฉันนั้น และนี่คือจุดกำเนิดของ “ผู้สร้าง” ในทางธรรม เป็นจุดเริ่มต้นของการทำงานเผยแผ่ในธารธาราทั้ง 5 สาย ไม่ว่าจะเป็นธารแห่งวาจา, อักษร, เรี่ยวแรง, การดำรงอยู่ หรือวัตถุ
การมองงานธรรมะในมุมนี้มีความสำคัญอย่างยิ่งครับ เพราะมันจะเปลี่ยนทัศนคติของเราไปโดยสิ้นเชิง ดังที่ผมได้ชวนท่านพิจารณาใน
“บทที่ 3: จาริกบนหนทางแห่งบารมี” ว่างานของเรานั้นไม่ใช่เป็นเพียง “การกระทำที่ดี” แต่แท้จริงแล้วมันคือ “สนามปฏิบัติธรรม” ชั้นเลิศ ที่ทุกอุปสรรคคือ “แบบฝึกหัด” ทุกคำวิจารณ์คือ “กระจก” และทุกความเหนื่อยยากคือ “ความเพียร” อันศักดิ์สิทธิ์ เรากำลังบำเพ็ญทั้งทานบารมี, ศีลบารมี, ขันติบารมี, วิริยบารมี และปัญญาบารมี ไปพร้อมๆ กับการทำงานของเรา
เมื่ออาคันตุกะที่ไม่ได้รับเชิญปรากฏกาย
แต่ท่านผู้อ่านที่รักครับ… บนหนทางอันประเสริฐและยิ่งใหญ่นี้เอง ที่มักจะมีเพื่อนร่วมทางที่ไม่ได้รับเชิญปรากฏตัวขึ้นเสมอ เขามักจะเดินเคียงข้างเราไปอย่างเงียบๆ และกระซิบถ้อยคำอันหวานหูให้เราฟัง เขาจะชื่นชมในผลงานของเรา ยกย่องในความเสียสละของเรา และค่อยๆ ทำให้เราหลงลืมเป้าหมายของการเดินทาง และหันมาตกหลุมรัก “ตัวตนของผู้สร้าง” แทนที่จะมุ่งหน้าสู่ “ทางธรรม”
ใน
“บทที่ 4: อาคันตุกะที่ชื่อว่า ‘อัตตา’” ผมได้แนะนำให้ทุกท่านได้รู้จักกับเพื่อนร่วมทางผู้นี้อย่างจริงจัง เขาไม่ได้มาในรูปของกิเลสหยาบโลน แต่มักจะสวมหน้ากากแห่งความดีงามและพูดจาด้วยภาษาของธรรมะเสมอ ผมจะพาท่านไปถอดหน้ากากของเขาออก และมองให้เห็นถึงแก่นแท้ว่า “ตัวตน” ที่เรายึดมั่นกันอยู่นี้ แท้จริงแล้วเป็นเพียง “ภาพลวงตา” ที่เกิดจากการหลงเข้าไปยึดมั่นในส่วนประกอบของชีวิตที่เรียกว่า “ขันธ์ 5” เท่านั้น
อาคันตุกะผู้นี้มีขุนพลคู่ใจที่ออกรบในแนวหน้าอยู่เสมอ และเขามักจะปรากฏกายในเครื่องแบบที่ดูดีและน่าเชื่อถือที่สุด นั่นคือเครื่องแบบของนักปฏิบัติธรรม ขุนพลผู้นี้มีนามว่า “มานะ” หรือความถือตัว ซึ่งผมได้อุทิศทั้งบทใน
“บทที่ 5: มานะ: กิเลสในเครื่องแบบนักธรรม” เพื่อวิเคราะห์พฤติกรรมของเขาอย่างละเอียด “มานะ” ไม่ได้มีแค่ใบหน้าของการคิดว่า “เราดีกว่าเขา” (เสยยมานะ) เท่านั้น แต่ยังรวมถึงความรู้สึกว่า “เราเสมอกับเขา” (สทิสมานะ) และที่หลอกลวงที่สุดคือความรู้สึกว่า “เราด้อยกว่าเขา” (หีนมานะ) ซึ่งทั้งหมดนี้ล้วนมีรากมาจากการ “เปรียบเทียบ” และการหมกมุ่นอยู่กับเรื่องของ “เรา” ทั้งสิ้น
ความงดงามในเชิงวรรณศิลป์: ธรรมะที่ไม่ใช่เพียงตำรา
ผมตั้งใจอย่างยิ่งที่จะไม่ให้หนังสือเล่มนี้เป็นเพียงตำราทางวิชาการที่แห้งแล้ง แต่ผมปรารถนาให้มันเป็นงานเขียนที่สามารถสัมผัสหัวใจของผู้อ่านได้โดยตรง ดังนั้น ตลอดทั้งเล่ม ท่านจะได้พบกับการใช้อุปมาอุปไมยและภาพเปรียบเทียบที่หลากหลาย ซึ่งผมเชื่อว่านี่คือความงดงามในเชิงวรรณศิลป์ที่สำคัญของหนังสือเล่มนี้
- ภาพของนายช่างแกะสลัก ที่หลงใหลในฝีมือการแกะสลักพระพุทธรูปของตนเอง จนความงามของพระปฏิมากลายเป็นโซ่ทองที่พันธนาการเขาไว้กับ “ตัวตน”
- ภาพของเด็กน้อยผู้ก่อปราสาททราย ที่มีความสุขขณะสร้างสรรค์ แต่กลับเป็นทุกข์เมื่อสร้างเสร็จ เพราะเกิดความยึดมั่นว่าเป็น “ของฉัน” และกลัวว่ามันจะพังทลาย นี่คือภาพสะท้อนที่ชัดเจนของ “บทที่ 6: พันธนาการแห่ง ‘ผลงานของเรา’” ที่ความยึดมั่นหรือ “อุปาทาน” ได้เปลี่ยนผลงานอันงดงามให้กลายเป็นบ่อเกิดแห่งความวิตกกังวล
- ภาพของ “กระจกเงาแห่งโลกธรรม” ในบทที่ 7 ที่สะท้อนให้เห็นว่าแท้จริงแล้วคำสรรเสริญก็คือ “ยาพิษเคลือบน้ำตาล” ที่หล่อเลี้ยงอัตตาให้เติบใหญ่ ส่วนคำนินทาก็เปรียบดั่ง “ยาขมแต่ทรงคุณค่า” ที่หากเรากล้าดื่มมันเข้าไปอย่างมีสติ มันจะกลายเป็นโอสถทิพย์ที่เผยให้เราเห็นจุดอ่อนของตนเองได้อย่างหมดจด
- ภาพของ “กำแพงแห่งสำนัก” ในบทที่ 8 ที่เราได้ร่วมกันสร้างขึ้นจากอิฐก้อนต่างๆ คือ การยึดติดในตัวบุคคลครูบาอาจารย์, รูปแบบการปฏิบัติ, และการตีความคำสอน จนกลายเป็นการแบ่งเขาแบ่งเรา และหลงลืมไปว่าเราทุกคนล้วนเป็นศิษย์ของพระพุทธเจ้าองค์เดียวกัน
ภาพเปรียบเทียบเหล่านี้ไม่ได้มีไว้เพื่อความสวยงามทางภาษาเท่านั้น แต่มีไว้เพื่อทำหน้าที่เป็น “กุญแจ” ที่จะไขเข้าไปสู่ความเข้าใจในสภาวะทางจิตที่ละเอียดอ่อนและซับซ้อน ให้กลายเป็นเรื่องที่จับต้องและพิจารณาตามได้ง่ายขึ้น
จากความมืดมิดสู่แสงสว่าง: หนทางแห่งการปฏิบัติ
หลังจากที่เราได้ร่วมกันสำรวจหุบเขาอันมืดมิดของอัตตามาด้วยกันแล้ว ในช่วงท้ายของหนังสือ ผมจะพาทุกท่านเดินทางออกจากความมืดมิดนั้นด้วยเครื่องมืออันประเสริฐที่พระพุทธองค์ได้ประทานไว้ให้
“บทที่ 10: สติ: ประทีปดวงในที่ส่องเห็นเงา” คือหัวใจของการปฏิบัติทั้งหมด ผมได้อธิบายไว้ว่าหน้าที่ของสติไม่ใช่การไป “ต่อสู้” กับกิเลส แต่คือการ “ส่องสว่าง” เพื่อให้เรา “มองเห็น” การทำงานของมันตามความเป็นจริง เมื่อใดก็ตามที่เงาของอัตตาถูกแสงของสติส่องกระทบ เงาเหล่านั้นจะสูญเสียอำนาจมืดที่เคยควบคุมเราไปในทันที ผมได้นำเสนอแนวทางการประยุกต์ใช้สติปัฏฐาน 4 เข้ากับสถานการณ์จริงของผู้ทำงานทางธรรม ตั้งแต่ “ก่อน” เริ่มงาน, “ระหว่าง” ทำงาน, “หลัง” เลิกงาน และขณะ “รับผล” ของงาน
แต่การเดินทางไกลนั้น แม้จะมีประทีปส่วนตัวแล้ว บางครั้งเราก็ยังต้องการแสงสว่างจากกองไฟของเพื่อนร่วมทาง
“บทที่ 11: กัลยาณมิตร: กระจกเงาบานใสของผู้ร่วมทาง” จึงเป็นบทที่ผมให้ความสำคัญอย่างยิ่ง เพราะอัตตานั้นสามารถซ่อนตัวอยู่ใน “จุดบอด” ที่เรามองไม่เห็นด้วยตนเองได้เสมอ กัลยาณมิตรคือผู้ที่ทำหน้าที่เป็นกระจกเงาบานใสนั้นให้แก่เรา คือผู้ที่จะกล้าสะกิดบอกเราด้วยความเมตตาว่าใบหน้าของเรากำลังเปื้อนคราบเขม่าของกิเลสอยู่
สู่จุดหมายปลายทาง: เมื่อผู้จุดประทีปเลือนหายไป
และแล้วเราก็เดินทางมาถึงบทสุดท้าย…
“บทที่ 12: จุดประทีปบูชาธรรม: เมื่อผู้จุดเลือนหายไป” นี่คือภาพของจุดหมายปลายทางที่เราทุกคนกำลังมุ่งหน้าไปสู่ คือสภาวะที่เกิดการเปลี่ยนแปลงกระบวนทัศน์ครั้งยิ่งใหญ่ จากเดิมที่ “เราทำงานของธรรมะ” จะกลายเป็นสภาวะที่ “ธรรมะทำงานผ่านตัวเรา”
ผมได้เปรียบสภาวะนี้ดั่งปรมาจารย์นักดนตรีที่ได้หลอมรวมเป็นหนึ่งเดียวกับบทเพลง จน “ผู้เล่น” ได้เลือนหายไป เหลือไว้เพียง “เสียงดนตรี” ที่ไหลผ่านออกมาอย่างเป็นธรรมชาติ เฉกเช่นเดียวกัน การทำงานทางธรรมของเราจะเปลี่ยนจากการกระทำเพื่อ “ฉัน” หรือเพื่อ “เธอ” ไปสู่การกระทำเพื่อ “บูชาธรรม” เมื่อนั้นเอง ปรากฏการณ์อันน่าอัศจรรย์ก็จะเกิดขึ้น นั่นคือ “ผู้จุดประทีปจะค่อยๆ เลือนหายไป” ความสำคัญทั้งหมดจะย้ายจาก “ผู้กระทำ” ไปสู่ “การกระทำ” อันบริสุทธิ์ เหลือไว้เพียงแสงสว่างแห่งพระธรรมที่ปรากฏรุ่งเรืองอยู่เบื้องหน้า
ท่านผู้เป็นที่รักครับ…
การเดินทางเพื่อ “วาง ‘ผู้สร้าง’” นั้นไม่ใช่เหตุการณ์ที่จะเกิดขึ้นเพียงครั้งเดียวแล้วจบไป แต่มันคือการปฏิบัติที่เราต้องทำซ้ำแล้วซ้ำเล่าในทุกขณะของชีวิต ขออย่าได้ท้อแท้เมื่อท่านมองเห็นเงาของ “ผู้สร้าง” ยังคงปรากฏอยู่ในใจของท่าน แต่จงยินดีเถิดที่อย่างน้อยท่านก็ได้มี “ประทีป” ที่จะส่องให้เห็นเงาเหล่านั้นแล้ว
ผมขอเชิญชวนทุกท่าน ได้โปรดดาวน์โหลดหนังสือ “วาง ‘ผู้สร้าง’ สู่ ‘ทางธรรม’” (ฉบับ E-book จัดทำเพื่อเป็นธรรมทานโดยไม่มีค่าใช้จ่าย) เล่มนี้ไว้เป็นเพื่อนร่วมทาง เป็นกระจกเงา และเป็นกัลยาณมิตรผู้คอยสะกิดเตือนและให้กำลังใจท่านในการเดินทางอันประเสริฐนี้
ขอให้ทุกย่างก้าวในการทำงานทางธรรมของท่าน จงเป็นไปเพื่อการสละออก, เพื่อการคลายกำหนัด, เพื่อความดับไม่เหลือ, และเพื่อความสงบระงับอันเป็นเป้าหมายสูงสุด และขอให้แสงประทีปที่พวกเราทุกคนช่วยกันจุดขึ้นนี้ ได้ส่องสว่างนำทางสรรพสัตว์ทั้งปวงให้ก้าวพ้นความมืดมิดแห่งทุกข์โดยพร้อมเพรียงกันเทอญ
Download หนังสือฟรี “วาง ‘ผู้สร้าง’ สู่ ‘ทางธรรม’”




ใส่ความเห็น