เขียนโดย พิพัฒน์ธรรม

เราต่างใช้ชีวิตอยู่ในยุคสมัยที่โลกภายนอกเรียกร้องให้เรา “เติม” และ “เต็ม” อยู่เสมอ ไม่ว่าจะเป็นการเติมเต็มความรู้ เติมเต็มสถานะทางสังคม เติมเต็มทรัพย์สินเงินทอง หรือแม้กระทั่งการเติมเต็มตารางเวลาของเราด้วยกิจกรรมต่างๆ จนแทบไม่เหลือพื้นที่ว่างให้ได้หายใจ จิตใจของเราจึงเปรียบเสมือนห้องเก็บของที่แออัดยัดเยียดไปด้วยความคิด ความกังวล ความคาดหวัง และอารมณ์ต่างๆ นานา เราแบกรับ “ตัวตน” และ “ของตน” เอาไว้อย่างหนักอึ้ง จนบางครั้งเราหลงลืมไปว่า… อิสรภาพที่แท้จริง อาจไม่ใช่การได้มาซึ่งสิ่งต่างๆ เพิ่มขึ้น แต่คือการ “วาง” สิ่งที่ไม่จำเป็นลงต่างหาก

ท่ามกลางกระแสธารอันเชี่ยวกรากของโลกสมัยใหม่นี้เอง หนังสือ “จิตว่างด้วยใจที่วาง” ได้ปรากฏขึ้น ประหนึ่งโอเอซิสอันชุ่มเย็นที่เชื้อเชิญให้เราได้หยุดพักและทบทวนความหมายของชีวิตอย่างลึกซึ้ง ผู้เขียนไม่ได้นำเสนอธรรมะในรูปแบบที่ซับซ้อน เข้าใจยาก หรือน่าเบื่อหน่าย แต่ท่านได้กลั่นกรองแก่นแท้แห่งพุทธปรัชญาออกมาเป็นภาษาที่เรียบง่าย งดงาม และเข้าถึงได้สำหรับคนทุกเพศทุกวัย ไม่ว่าท่านจะเป็นผู้ที่ศึกษาธรรมะมาอย่างยาวนาน หรือเป็นเพียงผู้เริ่มต้นที่กำลังแสวงหาเครื่องนำทางให้กับชีวิต หนังสือเล่มนี้ก็พร้อมที่จะเป็นกัลยาณมิตรให้ท่านได้อย่างแน่นอน

บทความรีวิวฉบับนี้ จะไม่ได้เป็นเพียงการสรุปเนื้อหาตามสารบัญ แต่จะพาท่านเจาะลึกลงไปในหัวใจของหนังสือ ชี้ให้เห็นถึงจุดเด่นอันเป็นเอกลักษณ์ ความงดงามในเชิงวรรณศิลป์ผ่านอุปลักษณ์ที่ทรงพลัง และเหตุผลว่าทำไมหนังสือเล่มเล็กๆ นี้ จึงมีศักยภาพที่จะเปลี่ยนแปลงมุมมองชีวิตของเราไปได้อย่างสิ้นเชิง


ภาคที่ 1: ไขปริศนา “จิตว่าง” – นิยามใหม่แห่งอิสรภาพที่ไม่ใช่ความว่างเปล่า

จุดเด่นประการแรกที่ทำให้หนังสือเล่มนี้แตกต่างและทรงพลัง คือการเริ่มต้นด้วยการทลายความเข้าใจผิดที่คนส่วนใหญ่มักมีต่อคำว่า

“จิตว่าง” หลายคนอาจนึกภาพของความว่างเปล่า ความเฉยชา ไร้ความรู้สึก หรือสภาวะที่จิตไม่รับรู้อะไรเลย ซึ่งเป็นภาพที่ดูจืดชืดและไม่น่าอภิรมย์ แต่ผู้เขียนได้ใช้ความอ่อนโยนและเมตตา ค่อยๆ อธิบายให้เราเข้าใจว่า “ว่าง” ในทางธรรมนั้น ไม่ได้หมายถึงความไม่มีอะไร (Nothingness) แต่หมายถึง

“ความว่างจากตัวตน” หรือการว่างจากความยึดมั่นถือมั่นใน “ตัวกู-ของกู” ซึ่งเป็นรากเหง้าของความทุกข์ทั้งปวง

ความงามเชิงวรรณศิลป์ผ่านอุปลักษณ์ “กระจกเงา”

ความสามารถอันโดดเด่นของผู้เขียน คือการนำเสนอแนวคิดเชิงนามธรรมที่ลึกซึ้งผ่าน “อุปลักษณ์” หรือภาพเปรียบเทียบที่เรียบง่ายแต่เฉียบคมยิ่งนัก ในบทแรกนี้ ท่านได้มอบ

“อุปลักษณ์กระจกเงา” ให้กับผู้อ่าน ซึ่งเป็นภาพที่งดงามและอธิบายสภาวะจิตว่างได้อย่างสมบูรณ์แบบที่สุด

ท่านเปรียบจิตของเราดั่งกระจกเงา ธรรมชาติของกระจกมีหน้าที่เพียง “สะท้อน” สิ่งที่อยู่ตรงหน้า เมื่อมีดอกไม้ที่สวยงามมาตั้งอยู่ มันก็สะท้อนภาพดอกไม้ เมื่อมีใบหน้าที่บูดบึ้ง มันก็สะท้อนภาพใบหน้าที่บูดบึ้ง แต่ประเด็นสำคัญอยู่ตรงนี้ครับ…

กระจกไม่เคย “เป็น” ดอกไม้ และไม่เคย “เป็น” ใบหน้าที่บูดบึ้งนั้นเลย มันไม่เคยเก็บภาพเหล่านั้นไว้ ไม่เคยซึมซับ หรือยึดติดกับภาพใดๆ เมื่อสิ่งเหล่านั้นจากไป กระจกก็กลับคืนสู่ความใสสะอาดดังเดิม พร้อมที่จะสะท้อนภาพใหม่ต่อไป

นี่คือหัวใจของ “จิตว่าง” ที่หนังสือเล่มนี้นำเสนอ จิตยังคงรับรู้ทุกสิ่งทุกอย่างที่มากระทบ ไม่ว่าจะเป็นรูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส อารมณ์ หรือความคิด แต่จิตที่ว่าง จะไม่เข้าไป “ยึดติด” หรือ “เป็น” สิ่งเหล่านั้น จิตรู้ว่าความโกรธเกิดขึ้น แต่ไม่ “เป็น” ความโกรธ จิตรู้ว่าความสุขเกิดขึ้น แต่ไม่ “เป็น” ความสุข มันคือสภาวะของการ

“ส่องกระทบแต่ไม่ซึมซับ” ซึ่งเป็นอิสรภาพที่แท้จริงจากการถูกพันธนาการด้วยอารมณ์และความคิดของเราเอง การเปิดเรื่องด้วยอุปลักษณ์ที่ทรงพลังเช่นนี้ ทำให้ผู้อ่านสามารถจับแก่นของเรื่องราวทั้งหมดได้ในทันที และสร้างความปรารถนาที่จะค้นหาคำตอบต่อไปว่า เราจะขัดเกลากระจกใจของเราให้ใสสะอาดเช่นนั้นได้อย่างไร


ภาคที่ 2: “ใจที่วาง” – ศิลปะและกระบวนการสู่ความเป็นอิสระ

หลังจากที่ได้ตั้งเป้าหมายอันชัดเจนไว้ในบทแรกแล้ว หนังสือไม่ได้ทิ้งให้ผู้อ่านเคว้งคว้าง แต่ได้มอบ “เครื่องมือ” และ “หนทาง” ที่เป็นรูปธรรมในการเดินทาง นั่นคือการฝึกฝน

“ใจที่วาง” หาก “จิตว่าง” คือผลลัพธ์ “ใจที่วาง” ก็คือกิริยาหรือ “การกระทำ” ของจิตที่จะนำเราไปสู่ผลลัพธ์นั้น

ผู้เขียนได้ชี้ให้เห็นความแตกต่างที่สำคัญระหว่างคำว่า

“วาง” กับ “ทิ้ง” การ “ทิ้ง” มักเกิดจากความไม่พอใจ การใช้กำลัง หรือการกดข่ม แต่การ “วาง” คือการปล่อยลงด้วยความเข้าใจและเมตตา เป็นการปล่อยวางด้วย “ปัญญา” ไม่ใช่ด้วย “อารมณ์”

สองอุปลักษณ์อันทรงพลัง: “ถ่านไฟร้อน” และ “แก้วน้ำขุ่น”

ในภาคนี้ ผู้เขียนได้มอบสองอุปลักษณ์ที่เปรียบเสมือนเสาหลักของการปฏิบัติให้แก่เรา

  1. อุปลักษณ์ถ่านไฟร้อน: ภาพของการกำก้อนถ่านที่ร้อนระอุไว้ในมือเป็นภาพที่ชัดเจนอย่างยิ่ง ความทุกข์ไม่ได้มาจากตัวก้อนถ่าน (ปัญหา) แต่มาจากการที่เรา “กำ” มันไว้แน่นและเชื่อว่ามันเป็น “ของกู” หนทางแห่งการดับทุกข์จึงไม่ใช่การทำลายก้อนถ่าน แต่คือการ “เห็น” ด้วยปัญญาว่ามันร้อน และเมื่อเห็นความจริงเช่นนั้น เราก็จะคลายมือและ “วาง” มันลงเองโดยธรรมชาติ อุปลักษณ์นี้สอนให้เราเข้าใจว่า การยึดมั่นถือมั่นนั้นเผาลนตัวเราเอง และการปล่อยวางคือการมอบความเย็นและความเป็นอิสระให้กับตนเอง
  2. อุปลักษณ์เทน้ำขุ่นออกจากแก้ว: หากจิตของเราเปรียบดั่งแก้วน้ำ กิเลสและความยึดมั่นก็คือโคลนตมที่ทำให้แก้วน้ำนั้นขุ่นมัว ผู้เขียนชี้ว่า วิธีเดียวที่จะทำให้แก้วน้ำกลับมาใสสะอาด คือการค่อยๆ “เทน้ำขุ่น” นั้นออกไป ทุกครั้งที่เรา “วาง” ความโกรธ ความกังวล หรือความยึดติดเล็กๆ น้อยๆ ในชีวิตประจำวัน ก็เท่ากับเรากำลังเทน้ำขุ่นออกจากแก้วทีละหยด นี่คือ “พลังแห่งการสะสม” ที่ทำให้การปฏิบัติธรรมไม่ใช่เรื่องไกลตัวหรือต้องทำอะไรที่ยิ่งใหญ่ แต่เป็นเรื่องของการกระทำเล็กๆ น้อยๆ ที่สม่ำเสมอ จนในที่สุด โคลนตมก็จะตกตะกอน และ “จิตว่าง” อันใสสะอาดก็จะปรากฏขึ้นเอง

อุปลักษณ์ทั้งสองนี้ทำงานสอดประสานกันอย่างงดงาม “ถ่านไฟร้อน” ทำให้เราเห็น “โทษ” ของการยึดถือ และ “แก้วน้ำขุ่น” ทำให้เราเห็น “กระบวนการ” ของการปล่อยวางที่ต้องอาศัยความเพียรอย่างต่อเนื่อง นี่คือศิลปะการสอนของผู้เขียนที่ทำให้เรื่องยากกลายเป็นเรื่องง่าย และทำให้การปฏิบัติธรรมเป็นเรื่องที่จับต้องได้ในชีวิตจริง


ภาคที่ 3: คลังแสงแห่งปัญญา – เครื่องมือสี่ประการสำหรับนักเดินทางภายใน

หนังสือ “จิตว่างด้วยใจที่วาง” ไม่ได้หยุดอยู่แค่การให้แนวคิด แต่ยังมอบ “เครื่องมือ” ที่จำเป็นสี่ประการให้กับผู้อ่าน เพื่อใช้ในการเดินทางอย่างมั่นคง ได้แก่

สติ, ปัญญา, วิริยะ, และขันติ

  • สติ – ยามรักษาการณ์หน้าประตูเมือง: ผู้เขียนได้นำเสนอภาพของ “สติ” ได้อย่างยอดเยี่ยมผ่าน “อุปลักษณ์ยามรักษาการณ์หน้าประตูเมือง” ใจของเราคือเมือง และความคิดอารมณ์คือ “แขก” ที่แวะเวียนมา สติคือยามที่ยืนเฝ้าประตู ทำหน้าที่เพียง “รู้” ว่าแขกคนไหนกำลังมาถึง แต่ไม่วิ่งตามแขกเข้าไปในเมือง และไม่ “เป็น” แขกคนนั้นเสียเอง เป็นการอธิบายหน้าที่ของสติในการ “รู้เท่าทัน” ได้อย่างเห็นภาพชัดเจนที่สุด
  • ปัญญา – แสงสว่างที่ส่องทะลุความลวง: สติทำให้เรา “เห็น” แต่ปัญญาทำให้เรา “เข้าใจ” ความจริง ผู้เขียนได้ใช้อุปลักษณ์คลาสสิกอย่าง “งูเห่ากับเชือก” มาอธิบายการทำงานของปัญญาได้อย่างลึกซึ้ง ในความมืด (อวิชชา) เราเห็นเชือกเป็นงูเห่า จึงเกิดความกลัว (ทุกข์) แต่เมื่อเราเปิดไฟฉาย (ปัญญา) ขึ้นมาส่องดู ก็จะเห็นความจริงว่ามันเป็นเพียงแค่เชือก ความกลัวทั้งหมดก็จะหายไปในทันทีโดยไม่ต้องพยายาม “วาง” มันเลย ปัญญาจึงเป็นเครื่องมือที่ช่วยให้เรา “ถอนราก” ของความทุกข์ที่เกิดจากความเข้าใจผิด
  • วิริยะและขันติ – พลังขับเคลื่อนของนักปีนเขา: การเดินทางนี้ไม่ใช่เรื่องง่าย จึงต้องอาศัยกำลังใจ ผู้เขียนได้ใช้ “อุปลักษณ์นักปีนเขา” เพื่ออธิบายความสัมพันธ์ของวิริยะ (ความเพียร) และขันติ (ความอดทน) วิริยะคือ “การก้าวเดิน” ไปข้างหน้าอย่างต่อเนื่อง ส่วนขันติคือ “ความทนทาน” ต่ออุปสรรคและความเหนื่อยล้าบนเส้นทาง หากมีเพียงวิริยะแต่ขาดขันติ ก็จะล้มเลิกกลางทาง หากมีเพียงขันติแต่ขาดวิริยะ ก็จะไม่ได้เริ่มต้นเดินทาง ทั้งสองสิ่งจึงต้องทำงานควบคู่กันไปอย่างสมดุล

การร้อยเรียงเครื่องมือทั้งสี่ผ่านอุปลักษณ์ที่เชื่อมโยงกันนี้ ถือเป็นอีกหนึ่งความงดงามทางวรรณศิลป์ที่ทำให้หนังสือเล่มนี้เป็นคู่มือการปฏิบัติที่สมบูรณ์แบบอย่างแท้จริง


ภาคที่ 4: จากทฤษฎีสู่สนามรบแห่งชีวิตจริง

ความพิเศษของหนังสือเล่มนี้คือการไม่ทิ้งให้ผู้อ่านอยู่กับทฤษฎี แต่ได้นำพาเรานำเครื่องมือทั้งหมดไปประยุกต์ใช้ในสนามรบสามแห่งที่สำคัญที่สุดของจิตใจ ได้แก่

ความคิด, อารมณ์, และโลกธรรม

  • วางความคิด – เราคือท้องฟ้า ไม่ใช่ก้อนเมฆ: ผู้เขียนได้มอบ “อุปลักษณ์ท้องฟ้ากับก้อนเมฆ” เพื่อเปลี่ยนมุมมองของเราต่อความคิดอย่างสิ้นเชิง จิตของเราคือ “ท้องฟ้า” ที่กว้างใหญ่และไม่เคยเปลี่ยนแปลง ส่วนความคิดคือ “ก้อนเมฆ” ที่ลอยผ่านมาแล้วก็ผ่านไป หน้าที่ของเราไม่ใช่การไล่ก้อนเมฆ แต่คือการกลับมาเป็น “ท้องฟ้า” ผู้เฝ้าดูอย่างสงบ
  • วางอารมณ์ – เป็นโขดหินกลางลำธาร: อารมณ์นั้นทรงพลังกว่าความคิด ผู้เขียนจึงเปรียบใจเราดั่ง “ลำธาร” และอารมณ์คือ “กระแสน้ำที่เชี่ยวกราก” แทนที่จะเป็น “เรือลำเล็ก” ที่ถูกพัดพาไป เราต้องฝึกฝนที่จะเป็น “โขดหิน” ที่ตั้งตระหง่านอยู่กลางลำธาร ยอมให้กระแสน้ำไหลผ่านไปโดยที่ตัวเรายังคงมั่นคงอยู่ที่เดิม
  • วางโลกธรรม – หยัดยืนดั่งภูเขาศิลา: ในชีวิตฆราวาส เราต้องเผชิญกับ ลาภ-เสื่อมลาภ, ยศ-เสื่อมยศ, สรรเสริญ-นินทา, สุข-ทุกข์ อยู่เสมอ ผู้เขียนได้มอบภาพสุดท้ายที่ทรงพลังคือการเป็นดั่ง “ภูเขาศิลา” ที่ไม่หวั่นไหวต่อ “สายลม” แห่งโลกธรรมที่พัดมาปะทะ ไม่ว่าลมจะพัดแรงเพียงใด ภูเขาก็ยังคงเป็นภูเขาอยู่ที่เดิม

ภาคปฏิบัตินี้แสดงให้เห็นว่า ธรรมะไม่ใช่เรื่องของการหลีกหนีโลก แต่เป็นเรื่องของการมี “ศิลปะ” ในการอยู่กับโลกอย่างผู้ที่ไม่ถูกโลกครอบงำ


บทสรุป: แผนที่สู่อิสรภาพ ที่ทุกคนเข้าถึงได้

หนังสือ “จิตว่างด้วยใจที่วาง” ไม่ได้เป็นเพียงหนังสือธรรมะอีกเล่มหนึ่ง แต่นี่คือ “แผนที่” ที่ถูกวาดขึ้นอย่างประณีตและเปี่ยมด้วยความเมตตา เป็นแผนที่นำทางเราออกจากดินแดนแห่งความสับสนวุ่นวายภายในใจ ไปสู่ดินแดนแห่งความสงบเย็นและอิสรภาพที่เรียกว่า

“นิพพานที่นี่และเดี๋ยวนี้” ซึ่งผู้เขียนได้ทลายมายาคติอีกครั้ง โดยอธิบายว่านิพพานไม่ใช่สถานที่หลังความตาย แต่คือ “สภาวะ” ของจิตที่ดับสิ้นจากไฟแห่งกิเลส เปรียบดังการ “ตื่นจากฝันร้าย” ที่เราเคยยึดมั่นถือมั่นว่าเป็นความจริง

ความงดงามเชิงวรรณศิลป์ของหนังสือเล่มนี้ไม่ได้อยู่ที่การใช้ถ้อยคำที่หรูหรา แต่คือความสามารถในการ “ตกผลึก” แนวคิดที่ลึกซึ้งให้กลายเป็น “อุปลักษณ์” ที่เรียบง่ายและทรงพลัง อุปลักษณ์เหล่านี้ทำหน้าที่เป็นเสมือน “สมอ” ให้กับจิตใจของผู้อ่าน ทำให้เราสามารถจดจำและนำหลักการไปใช้ได้จริงในทุกขณะของชีวิต

ผมขอเชิญชวนทุกท่านอีกครั้งอย่างสุดหัวใจ ให้ลองดาวน์โหลดหนังสืออิเล็กทรอนิกส์ฟรีเล่มนี้มาอ่าน ให้เวลาตัวเองได้ซึมซับกับทุกตัวอักษรและทุกภาพเปรียบเทียบที่ผู้เขียนได้บรรจงสร้างสรรค์ขึ้นมา ผมเชื่อมั่นว่า “จิตว่างด้วยใจที่วาง” จะไม่ได้เป็นเพียงหนังสือที่ท่านอ่านจบแล้ววางลง แต่จะเป็นเพื่อนร่วมเดินทาง ที่คอยกระซิบเตือนใจท่านอยู่เสมอว่า…

อิสรภาพที่แท้จริง… เริ่มต้นขึ้นในวินาทีที่เราเรียนรู้ที่จะ “วาง”

Download หนังสือฟรี “จิตว่าง ด้วยใจที่วาง”

ใส่ความเห็น