เขียนโดย พิพัฒน์ธรรม
เราต่างเคยยืนอยู่ตรงนั้น…ณ จุดตัดของความเหนื่อยล้าและความฝัน…
อาจเป็นบ่ายวันอังคารที่แสนธรรมดา ท่ามกลางแสงไฟนีออนในออฟฟิศและเสียงคีย์บอร์ดที่ดังราวกับเสียงฝนพรำไม่ขาดสาย จิตใจของเรากลับล่องลอยไปไกลแสนไกล มันอาจกำลังโบยบินอยู่เหนือทุ่งนาสีเขียวขจีบนถนนลูกรังสายเล็กๆ ที่ทอดตัวยาวสุดสายตาในจังหวัดน่าน หรืออาจกำลังซึมซับความสงบเย็นอยู่ใต้ใบไม้สีแดงเพลิงของฤดูใบไม้ร่วงในเกียวโต
เราทุกคนต่างมี “โลกอีกใบ” ซ่อนอยู่ในใจ…โลกที่เราโหยหา…โลกที่เราเชื่อว่าหากได้ไปเยือนแล้ว ความหนักอึ้งบนบ่าและความว่างเปล่าในใจจะมลายหายไป “การเดินทาง” จึงกลายเป็นคำที่มีมนตร์สะกด เป็นดั่งโอเอซิสในทะเลทรายแห่งความจำเจ เป็นความหวังว่าการเปลี่ยน “สถานที่” จะสามารถเปลี่ยน “ความรู้สึก” ของเราได้
แต่เคยไหมครับ…ที่เมื่อเราได้ไปถึงจุดหมายปลายทางในฝันนั้นแล้ว หลังจากความตื่นเต้นในวันแรกจางหายไป เรากลับพบว่าตัวเองยังคงแบก “เพื่อนเก่า” คนเดิมติดตัวไปด้วย…เพื่อนที่ชื่อว่าความกังวล, ความหงุดหงิด, และความไม่พอใจ… เราเปลี่ยนทิวทัศน์เบื้องหน้าได้ แต่กลับไม่สามารถเปลี่ยนภูมิทัศน์ภายในใจของเราได้เลย
แล้วจะเกิดอะไรขึ้นถ้าหากการเดินทางที่แท้จริง ไม่ใช่การเดินทางข้ามผ่านพรมแดนของประเทศ แต่คือการเดินทางข้ามผ่านพรมแดนแห่งอัตตาในใจเรา? จะเกิดอะไรขึ้นถ้าหาก “โลกกว้าง” ที่เราออกไปแสวงหานั้น คือเครื่องมือที่ดีที่สุดที่จะช่วยเปิดประตูสู่ “ใจที่กว้างขึ้น” ของเราเอง?
นี่คือหัวใจของการเดินทางที่เรากำลังจะเริ่มต้นไปพร้อมกัน ผ่านแก่นปัญญาอันลึกซึ้งและอบอุ่นจากหนังสือ “โลกกว้าง..ใจกว้าง: คู่มือนักเดินทาง” โดย พิพัฒน์ธรรม หนังสือเล่มนี้ไม่ใช่ไกด์บุ๊กที่จะบอกท่านว่าควรไปที่ไหน แต่คือ “เพื่อนร่วมทาง” ที่จะชี้ให้ท่านเห็นว่า ทุกๆ ย่างก้าวบนโลกภายนอก คือโอกาสอันประเสริฐในการเดินทางเข้าสู่โลกภายใน
บทความนี้จะทำหน้าที่เป็น “คนนำทาง” เชิญชวนให้ท่านได้ลองลิ้มรสชาติแห่งการเดินทางสองสายที่เกิดขึ้นพร้อมกันเสมอ…ทั้งบนโลกกว้าง และบนเส้นทางในหัวใจ และท้ายที่สุด ขอเชิญชวนให้ท่านดาวน์โหลดหนังสือเล่มนี้ซึ่งผู้เขียนได้มอบให้เป็นธรรมทานในรูปแบบ e-book ที่สามารถดาวน์โหลดได้ฟรี เพื่อเริ่มต้นการเดินทางที่จะเปลี่ยนทุกทริปของท่าน…ให้กลายเป็นการภาวนาที่ลึกซึ้งและมีความหมายที่สุด
บทที่ 1: อาการของนักฝัน – เมื่อหัวใจร่ำร้องอยากออกเดินทาง
การเดินทางทุกครั้งไม่ได้เริ่มต้นขึ้นที่สนามบินหรือสถานีขนส่ง…แต่มันเริ่มต้นขึ้นจาก “ความรู้สึก” ที่ก่อตัวขึ้นอย่างเงียบๆ ในใจของเรา…ความรู้สึก “อยู่ไม่สุข” ที่ผลักดันให้เราต้องเริ่มเปิดดูแผนที่
ผู้เขียนได้เปิดฉากเรื่องราวด้วยการแบ่งปันภาพความฝันถึงการเดินทาง 2 รูปแบบที่แตกต่างกันโดยสิ้นเชิง แต่กลับมีหัวใจดวงเดียวกัน
- ความฝันของพ่อ: คือการได้ขับรถไปบนถนนที่ยังไม่เคยไปในประเทศไทย สัมผัสกลิ่นดินหลังฝนตก ลิ้มรสอาหารท้องถิ่นที่เรียบง่าย มันคือความปรารถนาที่จะหนีจากความวุ่นวายของเมืองหลวง ไปสู่ความสงบและความจริงแท้ของชีวิต
- ความฝันของลูกสาว: คือการได้โบยบินข้ามทวีป ไปสัมผัสหิมะแรกที่ซัปโปโร หรือใบไม้เปลี่ยนสีที่เกียวโต มันคือความปรารถนาที่จะได้เรียนรู้โลกกว้าง สัมผัสวัฒนธรรมที่แตกต่าง และสร้างเรื่องราวใหม่ๆ ให้กับชีวิต
แม้ภาพฝันจะแตกต่างกัน แต่ “อาการ” ที่เกิดขึ้นในใจนั้นเหมือนกันอย่างน่าประหลาด…มันคือความรู้สึกกระสับกระส่าย, ใจลอย, และการจินตนาการถึงความสุขที่จะได้รับหากได้ไปอยู่ ณ จุดนั้น
หนังสือเล่มนี้ได้ชี้ให้เราเห็นอย่างแยบคายว่า ความรู้สึกนี้เองคือสิ่งที่พระพุทธองค์ทรงเรียกขานว่า
“ตัณหา” หรือความกระหายอยาก มันคือความรู้สึก “ขาด” ในใจที่ทำให้เราต้องดิ้นรนแสวงหาบางสิ่งจากภายนอกมาเติมให้เต็ม
- กามตัณหา: คือความอยากได้ในรูป, รส, กลิ่น, เสียง, สัมผัสที่น่าพึงพอใจ…คือภาพทิวทัศน์ที่งดงาม, อาหารที่เลิศรส, และอากาศที่บริสุทธิ์
- วิภวตัณหา: คือความอยากที่จะ “ไม่เป็น”…คือความอยากหนีจากชีวิตเดิมๆ ที่จำเจและน่าเบื่อหน่ายในเมืองหลวง
- ภวตัณหา: คือความอยากที่จะ “มี” หรือ “เป็น”…คือความอยาก “เป็น” คนที่ใช้ชีวิตอย่างอิสระ, อยาก “มี” ประสบการณ์ที่น่าสนใจมาแบ่งปัน
การ “รู้ทัน” ตัณหาที่ขับเคลื่อนความฝันของเรานี้ คือก้าวแรกที่สำคัญที่สุดในการเปลี่ยนจากการเป็น “ทาส” ของความอยาก มาเป็น “นาย” ผู้สามารถเลือกเดินทางได้อย่างอิสระและมีปัญญาอย่างแท้จริง
บทที่ 2: สมรภูมิในกระเป๋าเดินทาง – ศิลปะแห่งการ “สละคืน”
เมื่อความฝันสุกงอม…ขั้นตอนต่อไปที่จับต้องได้ที่สุดก็คือ
“การจัดกระเป๋า” ซึ่งในที่นี้ได้กลายเป็นสมรภูมิรบภายในที่เข้มข้น และเป็นห้องเรียนภาคปฏิบัติชั้นดีสำหรับธรรมะที่ชื่อว่า “จาคะ” หรือศิลปะแห่งการสละคืน
ไม่ว่าคุณจะเป็นนักเดินทางสายขับรถที่มีพื้นที่เก็บของไม่จำกัด หรือสายการบินที่ต้องนับน้ำหนักทุกกรัม เราทุกคนต่างต้องเผชิญหน้ากับ “ข้าศึกภายใน” ตนเดียวกัน
- อสูรกายตนที่หนึ่ง: “เผื่อว่า” (The “Just in Case” Monster): นี่คือเสียงกระซิบของ “ความกลัว” ที่ทำให้เราขนของไปมากมายราวกับจะย้ายบ้าน ซึ่งสุดท้ายแล้วกว่า 80% ของของที่ “เผื่อว่า” จะได้ใช้นั้น ก็ไม่เคยถูกนำออกมาจากกระเป๋าเลย
- กาวดักใจตนที่สอง: “ความเคยชิน” (The Comfort Glue): เราทุกคนต่างมี “ของส่วนตัว” ที่ทำให้เรารู้สึกเหมือนอยู่บ้าน สิ่งเหล่านี้ทำหน้าที่เหมือน “กาว” ที่ยึดเราไว้กับความคุ้นเคยและความสบายใจ (Comfort Zone) ซึ่งเป็นการปิดกั้นโอกาสที่เราจะได้ทดลองและปรับตัวเข้ากับสิ่งใหม่ๆ
กระเป๋าเดินทางที่หนักอึ้งจึงไม่ใช่แค่ภาระทางกาย แต่มันคือภาพสะท้อนของภาระทางใจ คือน้ำหนักของความกลัวและความยึดติดที่เรากำลังแบกมันไปกับการเดินทางของเราด้วย
แล้วเราจะชนะในสมรภูมินี้ได้อย่างไร? หนังสือได้มอบแบบฝึกหัดที่เรียกว่า
“แบบทดสอบ ‘Need vs. Want’ ฉบับนักเดินทาง” มาให้เรา
- จัดกองแกนกลาง (The Essential Core): เริ่มต้นด้วยการนำเฉพาะสิ่งที่ “จำเป็นอย่างยิ่งยวด” ที่ถ้าไม่มีแล้วการเดินทางจะเกิดขึ้นไม่ได้ มากองรวมกันก่อน
- จัดกองเผื่อเลือก (The “Want” Pile): จากนั้น นำสิ่งของอื่นๆ ทั้งหมดที่คุณ “อยาก” จะเอาไปด้วยมากองรวมกันเป็นอีกกองหนึ่ง
- การสนทนากับใจ (The Mindful Dialogue): หยิบของจากกองที่สองขึ้นมาทีละชิ้น แล้วถามคำถามเหล่านี้กับตัวเองอย่างตรงไปตรงมา:
- “นี่คือความจำเป็น (Need) หรือเป็นเพียงความอยาก (Want)?”
- “ถ้าทริปนี้ไม่มีสิ่งนี้…จะเกิดอะไรขึ้น? ชีวิตจะหาไม่หรือไม่ หรือเราสามารถแก้ปัญหาด้วยวิธีอื่นได้?”
- การสละคืน (The Act of Letting Go): สำหรับของทุกชิ้นที่คุณตัดสินใจว่าจะไม่นำไปด้วย ก่อนจะวางมันลง ให้คุณกำหนดจิตลงไปเบาๆ ว่า “ฉันขอสละคืน ความยึดติดในสิ่งของชิ้นนี้” แล้วหายใจออกยาวๆ สังเกตความรู้สึกเบาที่เกิดขึ้นในใจ
ยิ่งเราแบกสัมภาระน้อยเท่าไหร่ เราก็ยิ่งมีพื้นที่ว่างในหัวใจให้เก็บเกี่ยวความสุขและประสบการณ์ได้มากขึ้นเท่านั้น กระเป๋าเดินทางที่เบาจึงไม่ใช่สัญลักษณ์ของความขาดแคลน แต่มันคือสัญลักษณ์ของ “อิสรภาพ” ที่พร้อมจะเปิดรับทุกความเป็นไปได้
บทที่ 3: เมื่อแผนที่ใช้การไม่ได้ – บทเรียนจากถนนที่ไม่ได้ลาดยาง
การเดินทางที่แท้จริงเริ่มต้นขึ้นเมื่อ “แผนการ” ของเราพังทลายลง… เราทุกคนต่างเคยเจอ…ร้านอาหารที่ตั้งใจไปปิด, ที่พักไม่ตรงปก, หลงทางในเมืองที่ไม่คุ้นเคย, หรือแม้กระทั่งยางแตกกลางทางเปลี่ยว ในวินาทีเหล่านั้น ความหงุดหงิด ความผิดหวัง และความกลัวอาจถาโถมเข้ามา แต่ในขณะเดียวกัน มันก็คือ “โอกาสทอง” ที่ “ครู” ผู้ยิ่งใหญ่ที่สุดกำลังจะปรากฏกายขึ้น…ครูที่ชื่อว่า
“อนิจจัง”
หนังสือเล่มนี้ได้เปลี่ยนมุมมองของเราต่อ “ปัญหา” ในการเดินทางไปอย่างสิ้นเชิง โดยชี้ให้เห็นว่า:
- การเดินทางคือห้องปฏิบัติการของอนิจจัง: ไม่มีอะไรคงทนถาวร แผนที่ที่เราถืออยู่อาจจะเก่าเกินไป สภาพอากาศเปลี่ยนแปลงได้เสมอ การยึดมั่นถือมั่นในแผนการจึงเป็นบ่อเกิดแห่งทุกข์โดยแท้
- ความไม่สะดวกสบายคือครูผู้สอนความสันโดษ: การต้องนอนในที่พักที่ไม่สบาย หรือกินอาหารที่ไม่ถูกปาก คือโอกาสที่เราจะได้ฝึก “ความสันโดษ” คือความสามารถในการมีความสุขได้ตามมีตามเกิด ไม่ใช่ตามใจที่อยาก
- เพื่อนร่วมทางคือกระจกเงา: ความขัดแย้งเล็กๆ น้อยๆ กับเพื่อนร่วมทาง คือ “กระจกเงา” ที่สะท้อนให้เราเห็นถึงอัตตา, ความยึดติดในความคิดเห็น, และความไม่รู้จักปล่อยวางของตัวเราเองได้อย่างชัดเจนที่สุด
- คนแปลกหน้าคือพระโพธิสัตว์: ในทางกลับกัน ความช่วยเหลือที่ไม่คาดฝันจากคนแปลกหน้า คือบทเรียนแห่ง “เมตตา” ที่จะทำให้เราตระหนักว่าโลกนี้ยังเต็มไปด้วยความดีงาม และบางที “พระโพธิสัตว์” ก็อาจจะมาในรูปของคุณป้าเจ้าของร้านชำที่แบ่งน้ำดื่มให้เราโดยไม่คิดเงินก็เป็นได้
เมื่อเรามองทุกอุปสรรคเป็น “บทเรียน” ไม่ใช่ “ปัญหา” การเดินทางของเราก็จะเต็มไปด้วยการเรียนรู้และการเติบโตอย่างไม่สิ้นสุด
บทที่ 4: ของที่ระลึกที่มองไม่เห็น – เมื่อโลกกว้างสร้างใจที่กว้างขึ้น
ของที่ระลึกที่ดีที่สุดจากการเดินทาง ไม่ใช่แม่เหล็กติดตู้เย็นหรือเสื้อยืดสกรีนลายเมือง…แต่คือ “หัวใจ” ของเราเองที่เปลี่ยนแปลงไป…คือ “ใจที่กว้างขึ้น”
หนังสือเล่มนี้ได้นำเราไปสู่บทสรุปที่งดงามที่สุดของการเดินทาง นั่นคือการค้นพบว่า การได้ออกไปเห็น
“โลกกว้าง” คือหนทางปฏิบัติที่ทรงพลังที่สุดที่จะนำเราไปสู่การประจักษ์แจ้งในหลัก “อนัตตา” หรือความไม่มีตัวตนที่แท้จริง
- เมื่อเราเห็นความหลากหลาย…อัตตาจะเล็กลง: การได้เห็นวิถีชีวิต, ความเชื่อ, และวัฒนธรรมที่แตกต่างจากเราอย่างสิ้นเชิง คือการทลายกำแพงแห่ง “ความถูกต้อง” ที่เราเคยยึดถือไว้ เราจะตระหนักได้ว่าวิธีคิดของเราไม่ใช่ศูนย์กลางของจักรวาล และความจริงมีอยู่หลายชุด
- เมื่อเราอยู่ท่ามกลางธรรมชาติที่ยิ่งใหญ่…ตัวตนจะสลายไป: การได้ยืนอยู่ต่อหน้าขุนเขาที่สูงตระหง่าน, ท้องทะเลที่กว้างสุดสายตา, หรือหมู่ดาวนับล้านในคืนเดือนมืด จะทำให้ “ปัญหา” ที่เราเคยคิดว่าใหญ่โตนั้น หดเล็กลงเหลือเพียงธุลีดิน เราจะรู้สึกเป็นส่วนหนึ่งของสิ่งที่ยิ่งใหญ่กว่า และความยึดมั่นใน “ตัวกู-ของกู” ก็จะคลายลงโดยอัตโนมัติ
ศิลปะแห่งการ “ปล่อย” และ “ปรับ”: ที่สุดแห่ง “อุเบกขา” และในท้ายที่สุด การเดินทางจะสอนให้เราเชี่ยวชาญในศิลปะแห่ง
“อุเบกขา” คือความสามารถในการวางใจเป็นกลาง และยอมรับในสิ่งที่ควบคุมไม่ได้ เราเรียนรู้ที่จะ “ปล่อย” ความคาดหวัง และ “ปรับ” ตัวให้เข้ากับสถานการณ์ตรงหน้า
บทสรุป: การเดินทางที่เพิ่งเริ่มต้น
หนังสือ “โลกกว้าง..ใจกว้าง” ไม่ได้จบลงเมื่อเราเดินทางกลับถึงบ้าน…แต่มันคือจุดเริ่มต้นของการเดินทางบทใหม่ที่สำคัญยิ่งกว่า…คือ
“การนำหัวใจของนักเดินทางกลับมาใช้ในชีวิตประจำวัน”
เราได้เรียนรู้แล้วว่า…
- ทุกตารางนิ้วของชีวิต…คือพื้นที่แห่งการค้นพบ: ไม่ว่าจะเป็นห้องนอน, ที่ทำงาน, หรือการเดินทางไปจ่ายตลาด ทุกที่คือ “โลกกว้าง” ที่เราสามารถเรียนรู้และฝึกฝนจิตใจได้เสมอ
การเดินทางที่แท้จริงจึงไม่ได้วัดกันที่ระยะทางหรือจำนวนประเทศที่ไปเยือน…แต่วัดกันที่ “ระยะทาง” ที่ใจของเราได้เดินทางเข้าสู่ความสงบและความเข้าใจในสัจธรรมของชีวิต
หนังสือเล่มนี้คือ “เข็มทิศ” ที่จะคอยนำทางท่านในทุกๆ การเดินทาง ไม่ว่าจะเป็นการเดินทางบนถนนในบ้านเกิด หรือเส้นทางในหัวใจของท่านเอง ขอเชิญทุกท่านดาวน์โหลดคู่มือฉบับนี้…แล้วเริ่มต้นการเดินทางที่คุ้มค่าที่สุด…การเดินทางที่จะทำให้ทุกย่างก้าวของท่าน…คือการภาวนา
Download หนังสือฟรี “โลกกว้าง..ใจกว้าง: คู่มือนักเดินทาง”




ใส่ความเห็น