เขียนโดย พิพัฒน์ธรรม
ณ ปัจจันตคาม…ชายขอบของแผ่นดินที่ซึ่งเส้นแบ่งเขตแดนเป็นเพียงเส้นสมมติบนแผนที่ แต่กลับถูกขีดเขียนขึ้นด้วยเลือดและน้ำตาของผู้คน…
มีหมู่บ้านเล็กๆ แห่งหนึ่งชื่อ
“ร่มโพธิ์ทอง” ซุกตัวอยู่อย่างสงบเสงี่ยมในอ้อมกอดของหุบเขา ชีวิตที่นี่ดำเนินไปอย่างเรียบง่าย…เนิบช้า…และเปี่ยมสุข… กลิ่นข้าวหอมมะลิใหม่ที่นึ่งสุกในยามเช้า, เสียงหัวเราะของเด็กๆ ที่วิ่งไล่จับกันบนลานดินหน้าวัด, และเสียงระฆังทองเหลืองใบใหญ่อายุกว่าร้อยปีที่คอยบอกจังหวะแห่งชีวิตอันสงบงัน ไม่มีใครในหมู่บ้านแห่งนี้เคยคาดคิดว่า…เสียงระฆังแห่งสันติภาพที่คุ้นเคย กำลังจะถูกแทนที่ด้วยเสียงกรีดร้องแห่งสงครามที่พวกเขาไม่เคยได้เตรียมใจรับฟัง
ตูม! ตูม! ตูม!
เสียงระเบิดกัมปนาทดังขึ้นราวกับฟ้าผ่าลงมากลางใจกลางความสงบสุขนั้น หมู่บ้านที่เคยอบอุ่นกลายเป็นกองเพลิงในชั่วพริบตา เสียงหัวเราะแปรเปลี่ยนเป็นเสียงกรีดร้อง และ “บ้าน” ก็กลายเป็น “สมรภูมิ” อย่างฉับพลัน
นี่คือฉากเปิดอันทรงพลังของนวนิยายเชิงธรรมะ-สงคราม “แสงธรรมใต้ควันปืน” โดย พิพัฒน์ธรรม ที่จะกระชากเราออกจากโลกแห่งความคุ้นเคย และพาเราเดินทางดำดิ่งลงไปสู่ใจกลางของความขัดแย้ง…ไม่ใช่เพียงสงครามระหว่างสองประเทศ แต่คือสงครามที่ยิ่งใหญ่กว่านั้น…สงครามระหว่าง “ธรรมะ” กับ “อธรรม” ที่เกิดขึ้นในหัวใจของมนุษย์ทุกคนในสนามรบแห่งนั้น
หนังสือเล่มนี้ไม่ใช่เพียงเรื่องเล่าการสู้รบที่น่าตื่นเต้น แต่คือ “ธรรมบท” ที่ถูกเขียนขึ้นด้วยเลือด, น้ำตา, และการเสียสละ คือการเดินทางที่จะพาเราไปสำรวจความหมายที่แท้จริงของคำว่า “ศัตรู”, “สันติภาพ”, และ “ชัยชนะ” ผ่านเรื่องราวของตัวละครที่จะตราตรึงอยู่ในหัวใจของคุณไปอีกนานแสนนาน
บทความนี้จะทำหน้าที่เป็น “เสนารักษ์” นำทางท่านผ่านสมรภูมิแห่งชีวิตและจิตวิญญาณนี้ เพื่อให้ท่านได้สัมผัสกับรสชาติของเรื่องราวที่ทั้งเข้มข้นด้วยเนื้อหา, งดงามด้วยวรรณศิลป์, และลึกซึ้งด้วยแก่นธรรม และท้ายที่สุด ขอเชิญชวนให้ท่านดาวน์โหลดหนังสือเล่มนี้ซึ่งผู้เขียนได้มอบให้เป็นธรรมทานในรูปแบบ e-book ที่สามารถดาวน์โหลดได้ฟรี เพื่อร่วมเป็นประจักษ์พยานว่า…แม้ในคืนวันที่มืดมิดและโหดร้ายที่สุด…แสงแห่งธรรมนั้น…ไม่เคยดับสูญ
สองนักรบ…สองโลก…หนึ่งสมรภูมิ
ณ สมรภูมิบ้านร่มโพธิ์ทอง เราได้พบกับตัวแทนของสองกองทัพศัตรู…ชายสองคนผู้เปรียบเสมือนภาพสะท้อนของสองโลกที่แตกต่าง แต่กลับต้องมาโคจรปะทะกันด้วยกฎแห่งสงคราม
ผู้หมวดอาทิตย์: นายทหารหนุ่มแห่งสุวรรณเขตผู้เพิ่งจบจากโรงเรียนนายร้อยมาหมาดๆ เขาคือตัวแทนของ
“อุดมการณ์” ที่บริสุทธิ์และร้อนแรง เลือดในกายของเขาสูบฉีดด้วยความรักชาติ, ความปรารถนาที่จะปกป้องอธิปไตย, และความโกรธแค้นต่อผู้รุกราน สำหรับเขา…นี่คือการปะทะจริงครั้งแรก คือบททดสอบแห่งความเป็นชายชาติทหาร และคือการทำหน้าที่อันศักดิ์สิทธิ์ ทุกการเคลื่อนไหวของเขาจึงรวดเร็ว เด็ดขาด และเปี่ยมด้วยพลัง แต่เบื้องหลังความแข็งแกร่งนั้น…คือหัวใจที่ยังคงอ่อนไหวต่อภาพความสูญเสียของชาวบ้านที่อยู่ตรงหน้า
สิบเอกเคียว: นายทหารร่างใหญ่แห่งกองทัพคีรีรัฐผู้ผ่านสมรภูมิมาอย่างโชกโชน เขาคือตัวแทนของ
“ความเป็นจริง” ที่เย็นชาและด้านชาของสงคราม สำหรับเขา…นี่ไม่ใช่ครั้งแรก และจะไม่ใช่ครั้งสุดท้าย มันเป็นเพียง “งาน” ที่ต้องทำให้สำเร็จตามคำสั่งของผู้บังคับบัญชาที่นั่งสบายอยู่ในห้องแอร์ ในใจของเขาไม่ได้มีความเกลียดชังต่อทหารฝั่งตรงข้าม มีเพียงความปรารถนาที่จะทำงานให้จบๆ ไป แล้วกลับไปหาลูกเมียที่บ้านเท่านั้น
แล้วโศกนาฏกรรมอันเป็นสัญลักษณ์ก็ได้บังเกิดขึ้น…กระสุนจรวดอาร์พีจีลูกหนึ่งได้พุ่งเข้าใส่
“หอระฆัง” ไม้เก่าแก่…หัวใจของหมู่บ้าน
เพล้ง!
เสียงระฆังทองเหลืองที่แตกสลาย…คือเสียงสุดท้ายของสันติภาพที่เพิ่งขาดสะบั้นลง และในความเงียบอันน่าอึดอัดนั้นเอง…
ยายมิ่ง หญิงชราผู้สูญเสียทุกอย่าง ได้เดินโซซัดโซเซออกมา…แล้วเปล่งวาจาที่สั่นสะเทือนหัวใจของนักรบทั้งสองฝ่าย…
“ยิงกันทำไม?… พวกเอ็งก็ลูกหลานพระพุทธเจ้าเหมือนกันไม่ใช่รึ!”
คำถามนั้น…คือธรรมบทแรกที่ถูกแสดงขึ้นกลางดงกระสุน มันได้ทลายกำแพงแห่งอุดมการณ์ของผู้หมวดอาทิตย์จนเกิดรอยร้าว และตอกย้ำความว่างเปล่าในใจของสิบเอกเคียวให้ชัดเจนยิ่งขึ้น สงครามได้เริ่มต้นขึ้นใหม่…แต่สำหรับทหารบางคนในสนามรบแห่งนั้น…โลกของพวกเขาไม่มีวันเหมือนเดิมอีกต่อไป
เงาอดีตในใจนักรบ…และภิกษุผู้เดินเข้ากองไฟ
เรื่องราวได้ตัดภาพมายัง
วัดป่าแสงธรรม…ที่ซึ่งความเงียบสงัดมีไว้เพื่อชะล้างมลทินทั้งปวง ที่นี่…เราได้พบกับ
พระมหาภูผา พระภิกษุหนุ่มผู้เคยเป็นทหารพรานมาก่อน สองปีแล้วที่ท่านทิ้งเครื่องแบบมาครองผ้ากาสาวพัสตร์…สองปีที่ท่านพยายามใช้ชีวิตแห่งความสงบเพื่อกลบฝังอดีตอันโหดร้าย
แต่เงาแห่งอดีต…ไม่เคยจากไปไหน
ในการภาวนายามรุ่งอรุณ…ภาพความทรงจำที่ท่านพยายามฝังกลบไว้ได้ผุดขึ้นมาเป็นนิวรณ์รบกวนจิตใจอย่างรุนแรง ท่านเห็นตัวเองในชุดทหารพราน…และเห็นภาพสุดท้ายของทหารฝ่ายตรงข้าม…เด็กหนุ่มที่ยังอ่อนเยาว์…ผู้ซึ่งจบชีวิตลงด้วยกระสุนจากปืนของท่าน
“เฮือก!”
พระมหาภูผาสะดุ้งออกจากสมาธิ…แต่แล้วเหตุการณ์ที่ไม่คาดฝันก็บังเกิดขึ้น…พระพักตร์สีทองอร่ามของพระพุทธรูปเบื้องหน้า…กลับบิดเบี้ยวกลายเป็นใบหน้าของเด็กหนุ่มคนนั้น!
เงาแห่งอดีตไม่ได้จางหายไปไหน…แต่มันได้ติดตามท่านมาจนถึงเบื้องหน้าพระพักตร์ของพระศาสดา
ท่านได้เรียนรู้ความจริงจาก
พระอุปัชฌาย์ ว่า…“การบวช…ไม่ได้มีไว้เพื่อลบล้างกรรมเก่า แต่มีไว้เพื่อให้สติและปัญญาในการเผชิญหน้ากับผลของมันต่างหาก” และเมื่อได้ยินข่าวสงครามที่ปะทุขึ้นอีกครั้ง ณ หมู่บ้านร่มโพธิ์ทอง…พระมหาภูผาจึงตัดสินใจ…ท่านจะเดินทางไปยังที่แห่งนั้น…ไม่ใช่การเดินทางเพื่อไป “โปรดสัตว์” ในฐานะผู้รู้ธรรม…แต่เป็นการเดินทางของ “ผู้ป่วย” ที่กำลังจะกลับไปหาต้นตอแห่งโรคของตนเอง…ไม่ใช่การเดินทางเพื่อไป “สอน”…แต่เป็นการเดินทางเพื่อไป “เรียนรู้และชดใช้”
บิณฑบาตกลางดงกระสุน…และลมหายใจที่ไม่เคยเป็นศัตรู
การปรากฏตัวของพระมหาภูผา ณ หมู่บ้านร่มโพธิ์ทองที่เหลือเพียงซากปรักหักพัง คือภาพที่เหนือจริงและท้าทายทุกตรรกะของสงคราม ท่านไม่ได้มาพร้อมกับอาวุธหรือกองกำลัง…ท่านมาพร้อมกับ “บาตร” หนึ่งใบ และกิจวัตรอันบริสุทธิ์ของสมณะ…
การเดินบิณฑบาต
ภาพของพระภิกษุรูปหนึ่งที่เดินอย่างสง่าท่ามกลางความพินาศย่อยยับ ได้สะกดสายตาของทหารทั้งสองฝ่าย ท่านก้าวข้าม “เส้นสมมติ” ที่แบ่งเขตแดนระหว่างสองกองทัพ และเมื่อถูกปากกระบอกปืนเอเค 47 สามกระบอกจ่อที่หน้าอก…ท่านกลับหยุดนิ่ง…ประนมมือ…แล้วเริ่มสวด
“กรณียเมตตสูตร”
เสียงสวดมนต์ภาษาบาลีโบราณนั้น…คือคลื่นความถี่ที่แทรกเข้าไปรบกวนคลื่นแห่งความเกลียดชังและความหวาดกลัว
เมื่อถูกสิบเอกเคียวตะคอกถามว่าไม่กลัวตายหรือ…ท่านกลับตอบด้วยน้ำเสียงที่สงบเย็นราวกับสายน้ำ…
“อาตมากลัวการเกิดมากกว่าความตายเสียอีกโยม…เพราะการเกิดนั่นแหละ คือที่มาของความทุกข์ทั้งปวง”
คำตอบนั้น…คือสัจธรรมที่ลึกซึ้งจนทหารผู้กร้านโลกอย่างสิบเอกเคียวไม่อาจหาคำใดมาโต้ตอบได้
ในที่สุด พระมหาภูผาก็ถูกจับตัวไปเป็นเชลยในหลุมหลบภัย แต่ที่นั่นเอง…ที่ท่านได้แสดงธรรมบทที่ยิ่งใหญ่ที่สุด…เมื่อ
พลทหารยอด เกิดอาการตื่นตระหนกในสนามรบจนคลุ้มคลั่ง พระมหาภูผาไม่ได้ใช้เวทมนตร์คาถา…แต่ใช้เพียงการนำทางให้ทหารหนุ่มผู้นั้นกลับมาอยู่กับ
“ลมหายใจ” ของตนเอง…ลมหายใจเข้า “พุท”…ลมหายใจออก “โธ”
และเมื่อพลทหารยอดสงบลงแล้ว…ท่านก็ได้ตั้งคำถามที่สั่นสะเทือนหัวใจของทุกคนในที่นั้น…
“โยม…โยมลองสังเกตดูสิ…ลมหายใจของโยมเป็นคนสัญชาติอะไร?”
“มันไม่เคยเป็นสุวรรณเขต…ไม่เคยเป็นคีรีรัฐ…มันไม่เคยเป็นศัตรูหรือมิตรกับใคร…มันคือชีวิตที่เราทุกคนมีเหมือนกัน”
เมล็ดพันธุ์แห่งสันติสุขได้ถูกหว่านลงในใจกลางกองไฟแห่งสงครามแล้ว…
เมื่อธรรมะถูกใช้เป็นอาวุธ…และหยดเลือดบนดอกหญ้า
เรื่องราวได้พาเราไปเห็นอีกด้านหนึ่งของ “ศรัทธา”…ด้านที่มืดบอดและอันตรายที่สุด…
การมาถึงของ
“พระครูอัคคี” พระนักเทศน์ชื่อดังผู้มีวาทศิลป์เป็นเลิศ ท่านไม่ได้มาเพื่อดับไฟ…แต่มาเพื่อราดน้ำมันเข้ากองไฟ ท่านบิดเบือนพระธรรมคำสอนอย่างชาญฉลาด สร้างภาพให้ศัตรูกลายเป็น “มาร” ที่ต้องกำจัด และมอบ “ใบอนุญาตให้ฆ่า” ในนามของศาสนาให้แก่เหล่าทหาร…
“การฆ่ามารเพื่อปกป้องพระศาสนานั้น…บาปย่อมไม่เกิด! แต่อนิสงส์ผลบุญจะนำพาท่านสู่สุคติภูมิ!”
นี่คือภาพของ “มิจฉาทิฏฐิ” หรือความเห็นผิดที่ร้ายแรงที่สุด…คือการใช้ธรรมะเป็นเครื่องมือสร้างความชอบธรรมให้แก่ความเกลียดชัง…
และแล้วโศกนาฏกรรมที่เกิดจากความเกลียดชังที่ถูกปลุกปั่นนี้ก็ได้บังเกิดขึ้น…
เด็กหญิงมะลิ วัย 6-7 ขวบ ผู้รอดชีวิตจากการโจมตีครั้งแรก ได้วิ่งออกมาจากที่ซ่อนเพื่อเก็บตุ๊กตาผ้าตัวโปรดของเธอที่ตกอยู่กลางลานตลาด
ปัง!
เสียงปืนนัดหนึ่งดังขึ้น…ไม่มีใครรู้ว่ามาจากฝ่ายไหน…แต่มันได้พรากชีวิตที่บริสุทธิ์ดวงนั้นไปแล้ว…
ภาพของ
“หยดเลือดสีแดงฉานบนดอกหญ้าสีขาวบริสุทธิ์” คือภาพสุดท้ายที่โลกนี้ได้จารึกไว้…ก่อนที่ร่างเล็กๆ ของมะลิจะล้มฟุบลง
ความตายของเด็กหญิงได้กลายเป็นชนวนที่จุดประกายความบ้าคลั่ง…สงครามได้ปะทุขึ้นอีกครั้ง…รุนแรงและเปี่ยมด้วยความเกลียดชังยิ่งกว่าทุกครั้งที่ผ่านมา
ธรรมบทจากกองเพลิง…และการเสียสละครั้งสุดท้าย
ท่ามกลางความโกลาหลนั้น…พระมหาภูผาได้ลุกขึ้นยืน…แล้วก้าวเดินออกจากที่กำบัง… ท่านเดินออกไปสู่ใจกลางของสมรภูมิ…สู่พื้นที่ว่างที่กระสุนปืนกำลังวิ่งสวนกันไปมาราวกับห่าฝน
ภาพของร่างในผ้ากาสาวพัสตร์ที่กำลังเดินจงกรมอย่างสงบอยู่ท่ามกลางห่ากระสุน ได้หยุดทหารทุกคนให้ตกตะลึง
แชะ! ปัง!
เสียงปืนไรเฟิลซุ่มยิงดังขึ้น…กระสุนนัดนั้นพุ่งเข้าสู่กลางอกของท่าน…
แต่ในวาระสุดท้าย…ท่านไม่ได้แสดงความเจ็บปวด…ท่านรวบรวมพละกำลังเฮือกสุดท้าย…ไม่ใช่เพื่อสาปแช่ง…แต่เพื่อส่ง “เมตตาหยดสุดท้าย” ไปยังทหารหนุ่มพลซุ่มยิงผู้ลั่นไก…พร้อมกับวจีสังขารภายในที่ก้องกังวานไปทั่วทั้งสมรภูมิ…
“อโหสิ…”
“ขอให้วงล้อแห่งการจองเวรนี้…จงหยุดลงที่กายสังขารของเราในบัดนี้เถิด…”
การตายของพระมหาภูผา…คือธรรมเทศนากัณฑ์สุดท้ายที่ทรงพลังที่สุด…มันได้หยุดยั้งกงล้อแห่งสงครามลงในทันที ทหารจากสองกองทัพศัตรู…ได้เดินออกจากที่มั่น…ไม่ใช่เพื่อสู้รบ…แต่เพื่อมาร่วมกันทำพิธีฌาปนกิจให้กับพระอาจารย์ของพวกเขา…บนเถ้าถ่านแห่งการเสียสละนั้น…ดอกไม้ป่าแห่งสันติภาพก็ได้ผลิบานขึ้น
บทสรุป: แสงธรรมไม่เคยดับ
เรื่องราวของ “แสงธรรมใต้ควันปืน” ไม่ได้จบลงที่ความตาย…แต่จบลงที่ “การเกิดใหม่”
- อดีตนายทหารหนุ่มทั้งสอง…ผู้หมวดอาทิตย์และสิบเอกเคียว… ได้เดินทางมาสู่ร่มกาสาวพัสตร์ ณ วัดป่าแสงธรรม…กลายเป็น พระอาทิจฺโจ และ พระเขมโก…สหายผู้ร่วมเดินทางบนหนทางแห่งธรรม
- พระครูอัคคี… ผู้ใช้ธรรมะเป็นอาวุธ…สุดท้ายก็ต้องพ่ายแพ้แก่กรรมของตนเอง ถูกสังคมตราหน้าว่าเป็น “มารในคราบผ้าเหลือง” และหายสาบสูญไปจากหน้าประวัติศาสตร์
- และหลายสิบปีต่อมา… ณ หมู่บ้านร่มโพธิ์ทองที่ถูกสร้างขึ้นใหม่… ก็ได้มีพระภิกษุหนุ่มนามว่า “พระสันติ” ผู้เป็นดั่งต้นกล้าที่งอกงามขึ้นจากผืนดินที่ชุ่มโชกไปด้วยเลือด…กำลังเล่านิทานเรื่อง “พระมหาภูผา” ให้แก่เด็กๆ รุ่นใหม่ฟัง…
“หลวงพี่เจ้าขา…แล้ว…แล้วพระมหาภูผาชนะไหมเจ้าคะ” เด็กหญิงตัวน้อยคนหนึ่งถามขึ้น
พระสันติแย้มยิ้ม…เป็นรอยยิ้มที่ได้รับการสืบทอดมาจากพระอาจารย์ของท่าน… “ท่านชนะสิจ๊ะ…”
“ท่านอาจจะไม่ได้ชนะสงครามภายนอก…แต่ท่านชนะในสิ่งที่ยิ่งใหญ่และสำคัญกว่านั้นมากมายนัก…ท่านชนะความโกรธ…ท่านชนะความเกลียดชัง…และชัยชนะที่ยิ่งใหญ่ที่สุดก็คือ…ท่านชนะกิเลสในใจของทุกคนที่ได้พบเห็น…แม้กระทั่งในใจของท่านเอง…”
ควันปืนได้จางหายไปนานแล้ว… แต่แสงแห่งธรรมนั้น…ไม่เคยดับสูญไปจากหัวใจของผู้คนเลย
Download หนังสือฟรี “แสงธรรมใต้ควันปืน”




ใส่ความเห็น