เขียนโดย พิพัฒนธรรม
คุณเคยรู้สึกถึง “ภาระที่มองไม่เห็น” บ้างหรือไม่?
มันไม่ใช่ความหนักอึ้งจากการแบกของ แต่เป็นน้ำหนักที่กดทับอยู่บนบ่าทางความรู้สึก เป็นเสียงหึ่งๆ ที่ดังอยู่ในหัวตลอดเวลาแม้ในยามพักผ่อน เป็นความรู้สึกว่ากล้ามเนื้อบริเวณหัวไหล่และท้ายทอยไม่เคยได้ผ่อนคลายอย่างแท้จริง…แม้ในขณะที่คุณกำลังนอนหลับ
นี่คือสภาวะที่คนในยุคสมัยของเราต่างคุ้นเคยกันดี เราอาจเรียกมันด้วยชื่อต่างๆ กันไป ไม่ว่าจะเป็นความเครียด, ความกดดัน, ความวิตกกังวล หรือภาวะหมดไฟ แต่หากมองให้ลึกลงไปถึงแก่นของมัน สภาวะเหล่านี้ล้วนมีรากฐานมาจากความ “หนัก” ทางใจด้วยกันทั้งสิ้น
ความหนักอึ้งนี้มาจากไหน? มันคือผลรวมของตะกอนความคิดและความรู้สึกที่เราแบกรับไว้ในแต่ละวันอย่างไม่รู้ตัว มันคือความหนักของความคาดหวังที่เรามีต่อตัวเองและที่คนอื่นมีต่อเรา มันคือความหนักของข้อมูลข่าวสารที่ถาโถมเข้ามาทุกวินาทีผ่านหน้าจอสี่เหลี่ยม ทำให้เกิดการเปรียบเทียบไม่สิ้นสุด มันคือความหนักของความไม่แน่นอนในโลกที่ผันผวน และมันคือความหนักของอดีตที่ยังตามมาหลอกหลอน กับอนาคตที่ยังมาไม่ถึง แต่เรากลับดึงความกังวลของมันมาทับถมปัจจุบันจนแทบไม่มีที่ว่างให้หายใจ
โดยสัญชาตญาณ เราพยายามอย่างยิ่งที่จะ “สลัดมันทิ้งไป” เราออกไปชอปปิง, ดื่มด่ำกับความบันเทิง, หรือเดินทางไปยังสถานที่สวยงามเพื่อพักผ่อน วิธีการเหล่านั้นอาจช่วยให้เรารู้สึก “เบา” ลงได้ชั่วขณะ เหมือนการได้วางกระเป๋าเดินทางหนักอึ้งลงพักระหว่างทาง แต่ไม่นานนัก เราก็จำต้องหยิบมันขึ้นมาสะพายหลังแล้วออกเดินต่อ และบ่อยครั้งที่เราพบว่ากระเป๋าใบเดิมนั้นกลับดูเหมือนจะหนักกว่าเก่าเสียอีก
นั่นคือจุดที่เราหลายคนเริ่มตระหนักว่า หรือบางที… ปัญหาอาจไม่ได้อยู่ที่ “น้ำหนัก” ของสิ่งที่เราแบก แต่อยู่ที่ “ท่าที” ในการแบกของเราเอง หรือบางที…ทางออกอาจไม่ใช่การวิ่งหนีหรือการต่อสู้ แต่เป็นการหยุดนิ่งๆ แล้วหันกลับมาทำความรู้จักกับภาระที่อยู่บนบ่าของเราอย่างตรงไปตรงมา
และนี่คือจุดที่การเดินทางของหนังสือ
“ตถตา: เข้าใจเพื่อเบาใจ” โดย พิพัฒน์ธรรม ได้เริ่มต้นขึ้น ท่ามกลางความสับสนวุ่นวายของโลกสมัยใหม่ มีความจริงข้อหนึ่งที่ดำรงอยู่อย่างเงียบงันและไม่เคยเปลี่ยนแปลง เป็นความจริงที่ซ่อนอยู่ในทุกปรากฏการณ์ธรรมชาติ ตั้งแต่การขึ้นและตกของดวงอาทิตย์ การผลิบานและร่วงโรยของดอกไม้ ไปจนถึงการเกิดและการดับของลมหายใจของเราเอง ความจริงข้อนั้นมีชื่อเรียกว่า “ตถตา”
บทความนี้จะทำหน้าที่เป็น “คู่มือการใช้กุญแจ” ดอกสำคัญดอกนี้ ที่ได้รับแรงบันดาลใจจากหนังสือเล่มดังกล่าว ซึ่งผู้เขียนได้มอบให้เป็นธรรมทานในรูปแบบ e-book ที่สามารถดาวน์โหลดได้ฟรี เพื่อนำพาหัวใจของท่านผู้อ่านทุกท่าน…จากความหนักอึ้งของการฝืนต้านความจริง…สู่ความเบาสบายของการยอมรับและเข้าใจใน “ความเป็นเช่นนั้นเอง”
สงครามที่เราไม่เคยรู้ว่ากำลังรบ: การต่อสู้กับ “ความเป็นเช่นนั้นเอง”
คุณเคยลองหยุดนิ่งๆ แล้วฟังเสียงที่ดังที่สุดในชีวิตของคุณไหมครับ? เสียงนั้นไม่ใช่เสียงจากภายนอก แต่เป็นเสียงที่ไม่เคยหยุดพักซึ่งดังมาจากข้างในหัวของเราเอง…เสียงแห่งการตัดสิน, การวิพากษ์วิจารณ์, การเปรียบเทียบ, และการให้คะแนนทุกสิ่งทุกอย่างที่ผ่านเข้ามาในชีวิต
“ทำไมฝนต้องมาตกวันนี้ด้วยนะ แย่ที่สุดเลย”
“รถติดแบบนี้อีกแล้ว น่าเบื่อ น่าหงุดหงิดจริงๆ”
เสียงเหล่านี้ดังขึ้นอย่างรวดเร็วและเป็นอัตโนมัติเสียจนเราเชื่อสนิทใจว่า “วันที่ฝนตก” คือวันที่แย่ และ “วันที่รถติด” คือวันที่น่าหงุดหงิด แต่จะเกิดอะไรขึ้น…ถ้าเราจะลองตั้งสมมติฐานใหม่ว่า
“ความจริงแล้ว ไม่มีเหตุการณ์ใดในโลกที่ดีหรือร้ายในตัวของมันเอง”
โดยแก่นแท้ของมันแล้ว เหตุการณ์เหล่านั้นล้วนมีสถานะเป็น “กลาง” เหมือนผืนผ้าใบสีขาวที่ยังไม่ถูกวาด แล้วอะไรล่ะที่มาวาดภาพ ระบายสี และเขียนเรื่องราวลงบนผืนผ้าใบแห่งความเป็นจริงนั้น? คำตอบก็คือ “ใจ” ของเราเอง
ในทางธรรม มีคำศัพท์ที่ใช้เรียกสภาวะดั้งเดิมของความเป็นจริงนี้ คำนั้นคือ
“ตถตา” (Tathatā) ซึ่งมีความหมายที่เรียบง่ายและตรงไปตรงมาที่สุดว่า “ความเป็นเช่นนั้นเอง”
“ความเป็นเช่นนั้นเอง” คือการมองเห็นโลกตามที่มันเป็นจริงๆ ไม่ใช่โลกที่ผ่านการปรุงแต่งจากเลนส์ความคิดของเรา ข้อเท็จจริงของฝนที่ตก คือ “ไอน้ำในบรรยากาศรวมตัวกันเป็นหยดน้ำ และตกลงมาสู่พื้นโลกตามแรงโน้มถ่วง” มันเป็นเพียงปรากฏการณ์ทางธรรมชาติอย่างหนึ่ง ไม่ได้มีความหมายใดๆ ในตัวเอง แต่มันกลายเป็นเรื่อง “ดี” หรือ “ร้าย” ขึ้นมาได้ก็เพราะ “โรงงานปรุงแต่งความคิด” ในหัวของเราทำงาน ถ้าคุณมีแผนจะไปเที่ยวทะเล โรงงานจะติดป้ายว่า “ฝนตก = แย่มาก” แล้วผลิตความรู้สึกหงุดหงิดออกมา แต่ถ้าคุณเป็นชาวนาที่กำลังรอคอยน้ำ โรงงานจะติดป้ายว่า “ฝนตก = ดีเยี่ยม” แล้วผลิตความรู้สึกยินดีออกมา
ความสุขหรือความทุกข์นั้น ไม่ได้มีอยู่ในตัวของเม็ดฝน แต่มันถูกสร้างขึ้นจาก “ความคิด” ของเราเอง
สงครามสองแนวรบกับความจริง
ความทุกข์ทั้งหมดของเราไม่ได้มาจาก “สิ่งที่เกิดขึ้นกับเรา” แต่มาจาก
“การฝืน” ความจริงที่เป็นเช่นนั้นเอง ลองนึกภาพว่าชีวิตเปรียบเสมือนแม่น้ำสายใหญ่ที่ไหลเชี่ยวอยู่ตลอดเวลา “ตถตา” ก็คือทิศทางและกระแสของแม่น้ำสายนั้น แต่สิ่งที่เราส่วนใหญ่ทำกันกลับตรงกันข้าม เรากำลังทำสงครามกับแม่น้ำสายนี้
สงครามที่เราประกาศกับความจริงนี้ โดยหลักแล้วมีอยู่ 2 แนวรบใหญ่ๆ ด้วยกัน คือ:
- การดึง (ความอยาก หรือ ตัณหา): คือการพยายามดึงเอาสิ่งที่น่าพึงพอใจเข้ามาหาตัว และยึดเกาะมันไว้แน่นๆ ไม่ยอมให้มันเปลี่ยนแปลงหรือจากไปไหน เช่น เมื่อเรามีความสุขในความสัมพันธ์ เราก็เริ่ม “ดึง” โดยคิดว่า “ฉันอยากให้มันเป็นแบบนี้ตลอดไป” ความสุขที่เคยเบาสบายจึงค่อยๆ กลายเป็นภาระหนักอึ้งของการเฝ้าระวังและคาดหวัง
- การผลัก (ความไม่อยาก หรือ ปฏิฆะ): คือการพยายามผลักไสสิ่งที่ไม่น่าพึงพอใจให้ออกไปจากชีวิต และสร้างกำแพงป้องกันไม่ให้มันกลับเข้ามาอีก เช่น เมื่อถูกตำหนิ “การผลัก” จะประกาศสงครามทันที เราเอะอะโวยวายในใจว่า “เขามีสิทธิ์อะไรมาว่าฉัน! ฉันไม่ยอมรับ!” ความเจ็บปวดที่แท้จริงจึงไม่ได้มาจากคำพูดของเขาที่จบไปแล้ว แต่มาจาก “การต่อสู้ภายใน” ของเราเองที่พยายามจะผลักไสความจริงที่ว่า “เราถูกวิจารณ์ไปแล้ว”
เบื้องหลังการดึงและผลัก: ใครคือผู้บัญชาการสงคราม?
ณ จุดนี้เอง ที่แสงสว่างจากปัญญาของ
ท่านอาจารย์พุทธทาสภิกขุ ได้ฉายลงมาอย่างเจิดจ้า ท่านได้ชี้ให้เราเห็นว่า “ผู้บัญชาการ” ที่ดูเหมือนจะยิ่งใหญ่และมีอำนาจนี้ แท้จริงแล้วเป็นเพียงภาพลวงตาที่จิตของเราสร้างขึ้นมาเอง ท่านเรียกผู้บัญชาการจอมปลอมนี้ด้วยภาษาที่ตรงไปตรงมาและสะเทือนใจว่า
“ตัวกู-ของกู”
“ตัวกู-ของกู” ไม่ใช่ตัวตนจริงๆ ที่มีอยู่ แต่เป็น “ความรู้สึก” ที่ฝังรากลึกอยู่ในจิตใต้สำนึก เป็นความรู้สึกว่า “ฉันมีอยู่จริง” เป็นศูนย์กลางของจักรวาล เจ้า “ตัวกู” จอมบงการนี่เองที่ทำหน้าที่เป็นผู้บัญชาการสงคราม เมื่อมีสิ่งใดเกิดขึ้นที่ทำให้ “ตัวกู” พอใจ มันจะออกคำสั่งทันทีว่า “ดึงมันเข้ามา! กูต้องมีมันไว้!” (ตัณหา) และเมื่อมีสิ่งใดเกิดขึ้นที่ไม่เป็นที่พอใจของ “ตัวกู” มันก็จะคำรามลั่นว่า “ผลักมันออกไป! สิ่งนั้นเป็นอันตรายต่อกู! กูไม่ยอมรับมัน!” (ปฏิฆะ)
ความทุกข์ทั้งหมดจึงเกิดขึ้น ณ จุดปะทะระหว่าง
“ความอยากของตัวกู” กับ “ความเป็นจริงของธรรมชาติ”
เพื่อนของตถตา: กฎธรรมชาติที่ควบคุมทุกสรรพสิ่ง
“แล้วอะไรล่ะ ที่ทำให้ทุกสิ่งทุกอย่างต้องเป็น “เช่นนั้นเอง?”
“ตถตา” ไม่ได้ดำรงอยู่อย่างโดดเดี่ยว แต่เป็นผลลัพธ์ของกฎธรรมชาติที่ยิ่งใหญ่ 2 ข้อ ซึ่งทำงานอยู่เบื้องหลังทุกสรรพสิ่ง กฎสองข้อนี้เปรียบเสมือน “เพื่อนสนิท” ของตถตา
เพื่อนคนแรก: ไตรลักษณ์ – ตราประทับสามดวงแห่งความจริง ทุกสิ่งทุกอย่างในโลกนี้ ล้วนถูกประทับตราด้วย “ลายเซ็น” ที่มองไม่เห็นสามดวงเสมอ ตราสามดวงนี้มีชื่อเรียกว่า
“ไตรลักษณ์” ซึ่งคือคุณสมบัติพื้นฐานที่ฝังอยู่ใน DNA ของทุกสรรพสิ่ง
- ตราดวงที่ 1: อนิจจัง (ความไม่เที่ยง) ตราดวงแรกประกาศอย่างชัดเจนว่า “ไม่มีอะไรคงทนถาวร” ทุกสิ่งทุกอย่างกำลังเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลาในทุกขณะจิต
- ตราดวงที่ 2: ทุกขัง (ความคงอยู่ในสภาพเดิมไม่ได้) คำว่า “ทุกขัง” ในที่นี้ ไม่ได้แปลว่าทุกสิ่งคือความทุกข์ทรมานไปเสียทั้งหมด แต่มันหมายถึงสภาวะที่ “ทนอยู่ในสภาพเดิมไม่ได้” และจะกลายเป็นความทุกข์ทันทีเมื่อเราเข้าไปยึดติดกับมัน
- ตราดวงที่ 3: อนัตตา (ความไม่มีตัวตนที่แท้จริง) นี่คือตราดวงที่ลึกซึ้งและทรงพลังที่สุด มันประกาศว่า “ไม่มีสิ่งใดที่มี “ตัวตน” ที่แท้จริง เป็นแก่นสารถาวร หรือเป็นเจ้าของที่บังคับบัญชาได้โดยสมบูรณ์”
การเห็นว่าร่างกายนี้ ความคิดนี้ ความรู้สึกนี้ ไม่ใช่ “ของกู” อย่างแท้จริง มันเป็นเพียงส่วนหนึ่งของกระแสแห่งธรรมชาติ…เมื่อนั้นเอง “เหตุผล” ที่จะต้องดึงหรือผลักก็จะหมดความหมายไปโดยสิ้นเชิง
เพื่อนคนที่สอง: อิทัปปัจจยตา – กฎเหล็กแห่งเหตุและผล แล้วอะไรล่ะที่ขับเคลื่อนกระบวนการทั้งหมดนี้? คำตอบอยู่ในกฎข้อที่สองที่ท่านอาจารย์พุทธทาสให้ความสำคัญเป็นอย่างยิ่ง ท่านเรียกมันว่า
“อิทัปปัจจยตา” ซึ่งเป็น “กฎแห่งเหตุปัจจัย” ที่ทำงานอย่างซื่อตรงและไม่มีข้อยกเว้น หัวใจของกฎข้อนี้สามารถสรุปได้เป็นสูตรง่ายๆ ว่า:
เมื่อมีสิ่งนี้เป็นปัจจัย สิ่งนี้ย่อมเกิดขึ้น…เมื่อสิ่งนี้ไม่มี สิ่งนี้ย่อมไม่มี
พูดให้ง่ายกว่านั้นคือ
“ไม่มีอะไรเกิดขึ้นมาลอยๆ” ทุกสิ่งทุกอย่างเกิดขึ้นเพราะมี “เหตุ” และมี “ปัจจัย” มาประชุมพร้อมกัน ความรู้สึก “โกรธ” ของเราก็เช่นกัน มันเกิดขึ้นเพราะมีเหตุคือ “อวิชชาและความยึดมั่นว่ามีตัวกู” และมีปัจจัยคือ “การได้ยินคำพูดที่ไม่น่าพอใจมากระทบหู”
จากแผนที่สู่การเดินทาง: “สติ” แสงไฟส่องทาง
ณ ตอนนี้ เรามีความรู้ความเข้าใจในแผนที่เป็นอย่างดี แต่หากคุณมีแผนที่ชั้นเลิศอยู่ในมือ แต่กำลังยืนอยู่กลางป่าทึบในคืนเดือนมืด…แผนที่นั้นจะช่วยอะไรคุณได้บ้าง? คำตอบคือ แทบจะช่วยอะไรไม่ได้เลย เพราะคุณมองไม่เห็นแม้กระทั่งว่าตัวเองกำลังยืนอยู่ตรงจุดไหนของแผนที่ สิ่งที่คุณต้องการมากที่สุดในสถานการณ์นั้นไม่ใช่แผนที่ที่ดีกว่าเดิม แต่คือ
“แสงสว่าง”
ในเส้นทางของการทำความเข้าใจชีวิต แสงสว่างนั้นมีชื่อว่า “สติ”
สติคือความสามารถในการ “ระลึกรู้” ถึงสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นในปัจจุบันขณะ โดยไม่มีการตัดสิน มันคือการเปิดไฟฉายขึ้นมา แล้วส่องดูโลกรอบตัวและโลกภายในใจตามที่มันเป็นจริงๆ ไม่ใช่ตามที่เราอยากให้เป็น
ฝึกดู “ความเป็นเช่นนั้นเอง” ในชีวิตประจำวัน หนังสือ “ตถตา” ได้มอบแบบฝึกหัดที่เรียบง่ายแต่ทรงพลัง ที่จะเปลี่ยนโลกทั้งใบให้กลายเป็นห้องภาวนาของเรา
- ฝึกดูผ่านร่างกาย: ลองสังเกตความรู้สึกเล็กๆ น้อยๆ ที่เกิดขึ้นในร่างกายตลอดวัน ความรู้สึกคัน, ความเมื่อย, หรือแม้แต่ลมหายใจเข้า-ออก เราจะเห็นว่าความรู้สึกเหล่านี้เกิดขึ้นเอง, เปลี่ยนแปลง, และดับไปเอง เราไม่ได้เป็นคนสั่งมัน
- ฝึกดูผ่านความรู้สึก (เวทนา): เมื่อมีความสุขเกิดขึ้น ลองแค่ “รู้” ว่าสุข โดยไม่ต้องพยายามยืดมันออกไป เมื่อมีความทุกข์เกิดขึ้น ลองแค่อนุญาตให้มัน “อยู่” โดยไม่ต้องรีบผลักไส เราจะเห็นว่าความรู้สึกก็เป็นเพียงแขกที่มาเยี่ยมแล้วก็จากไป
- ฝึกดูผ่านใจ (ความคิด): นี่คือขั้นที่ท้าทายที่สุด ลองนั่งเงียบๆ แล้วเฝ้าดูความคิดที่ผุดขึ้นมาในหัว เราจะพบว่าเราไม่ได้เป็น “ผู้คิด” แต่เราเป็น “ผู้เห็นความคิด” ความคิดมันเกิดขึ้นเองตามเหตุปัจจัยของมัน
เมื่อเราฝึกส่องไฟฉายแห่งสติไปบ่อยๆ เราจะเริ่มคุ้นเคยกับ “ความเป็นเช่นนั้นเอง” ของทุกสรรพสิ่ง เราจะเริ่มเห็นว่าทุกอย่างเป็นเพียงกระแสธารของเหตุปัจจัยที่ไหลผ่านไป
บทสรุป: “เบาใจ” คือหน้าตาของอิสรภาพ
เมื่อเราหยุดทำสงครามกับแม่น้ำแห่งชีวิต และเรียนรู้ที่จะลอยตัวไปกับกระแสธารแห่ง “ความเป็นเช่นนั้นเอง” สิ่งที่เราจะได้รับกลับมาคือสภาวะที่เรียกว่า
“เบาใจ”
“เบาใจ” ไม่ได้หมายความว่าชีวิตจะปราศจากปัญหา แต่หมายความว่าปัญหาเหล่านั้นจะไม่สามารถกดทับหัวใจของเราให้หนักอึ้งได้อีกต่อไป มันคือสภาวะที่:
- ท่านยังคงทำงานอย่างเต็มที่ แต่ทำด้วยใจที่ปล่อยวางในผลลัพธ์
- ท่านยังคงรักผู้คนอย่างสุดหัวใจ แต่รักด้วยความเข้าใจในความไม่เที่ยง
- ท่านยังคงเผชิญหน้ากับความเจ็บป่วยและความสูญเสีย แต่เผชิญด้วยหัวใจที่ยอมรับและไม่ทุรนทุราย
การยอมรับ “ความเป็นเช่นนั้นเอง” ไม่ใช่การยอมแพ้อย่างอ่อนแอ แต่คือการยอมรับความจริงอย่างกล้าหาญ มันคือการหยุดเติมเชื้อไฟให้กับกองเพลิงแห่งอารมณ์ และเมื่อจิตสงบลงแล้วนี่เอง “ปัญญา” จึงจะมีพื้นที่ให้ทำงาน เราจะเปลี่ยนจากการเป็น “เหยื่อ” ของสถานการณ์ มาเป็น “ผู้เล่น” ที่พร้อมจะรับมือกับความจริงอย่างสร้างสรรค์
เส้นทางสู่ใจที่เบานั้น ไม่ใช่การแสวงหาสภาวะพิเศษที่อยู่ไกลตัวออกไป แต่มันคือการกลับคืนสู่สามัญ…คือการกลับมาเป็นเพื่อนกับชีวิตตามที่มันเป็นจริงๆ คือการหยุดทำสงครามกับความเป็นจริง แล้วหันมาเต้นรำไปกับมันอย่างสง่างาม
หนังสือ “ตถตา: เข้าใจเพื่อเบาใจ” ได้มอบกุญแจดอกสำคัญให้แก่เราแล้ว บัดนี้ ถึงเวลาที่เราจะนำกุญแจดอกนั้นไปไขประตูสู่ความเบาสบายบานนั้น…ด้วยตัวของเราเอง
Download หนังสือฟรี “ตถตา: เข้าใจเพื่อเบาใจ”




ใส่ความเห็น