เขียนโดย พิพัฒน์ธรรม
แสงแดดยามบ่ายของต้นฤดูฝนสาดเป็นลำเฉียงผ่านช่องหน้าต่างที่ฝุ่นจับหนาของศาลาการเปรียญหลังใหญ่ วัดหนองปรือ ในลำแสงนั้น ละอองฝุ่นนับล้านลอยคว้างอย่างเชื่องช้าในอากาศที่นิ่งสงัน… ความเงียบในศาลาแห่งนี้ไม่ใช่ความเงียบที่สงบ แต่เป็นความเงียบที่หนักอึ้งราวกับมีหินก้อนใหญ่กดทับไว้…ความเงียบที่เกิดจากการจากไปของ “ศูนย์กลาง”
ณ ใจกลางของศาลา…บนธรรมาสน์ไม้สักที่ถูกขัดจนขึ้นเงาด้วยกาลเวลา… “อาสนะ” หรือที่นั่งสำหรับเจ้าอาวาสนั้น…ว่างเปล่า
มันไม่ได้ว่างเปล่าเพียงเพราะ หลวงพ่อบุญ เจ้าอาวาสผู้เป็นดั่งเสาหลักและดวงประทีปของชุมชนได้มรณภาพลงไปเมื่อสามเดือนก่อน…แต่บัดนี้ ความว่างเปล่านั้นได้แผ่ขยายอิทธิพลของมันออกไป…ราวกับหลุมดำที่ดูดกลืนทุกสรรพสิ่ง…มันดูดกลืน “ศรัทธา” ของชาวบ้าน, ดูดกลืน “ความหวัง” ของพระเณร, และกำลังจะดูดกลืน “อนาคต” ของวัดทั้งวัดให้จมหายไปในความมืดมิด
เราทุกคนต่างเคยเผชิญหน้ากับ “ความว่างเปล่า” ในรูปแบบใดรูปแบบหนึ่ง…ความว่างเปล่าจากการสูญเสียคนรัก, ความว่างเปล่าจากการตกงาน, หรือความว่างเปล่าที่เกิดขึ้นท่ามกลางความสำเร็จสูงสุด…เราต่างพยายามอย่างยิ่งที่จะ “เติมเต็ม” ความว่างเปล่านั้น…ด้วยการแสวงหา “สิ่งใหม่” เข้ามาแทนที่…เราตามหาผู้นำคนใหม่, งานใหม่, หรือความสุขครั้งใหม่…โดยที่ไม่เคยหยุดและตั้งคำถามเลยว่า…หรือบางที…คำตอบที่แท้จริงอาจไม่ได้อยู่ที่การ “เติม”…แต่อยู่ที่การ “ทำความเข้าใจ” ในความว่างเปล่านั้นเอง?
จะเป็นอย่างไรถ้าหาก “อาสนะที่ว่างเปล่า” นั้น ไม่ใช่สัญลักษณ์ของการสิ้นสุด…แต่คือ “บทเทศน์” กัณฑ์สุดท้ายที่ทรงพลังที่สุด ที่หลวงพ่อบุญได้ทิ้งไว้เป็นมรดกธรรม? จะเป็นอย่างไรถ้าหากการ “ไม่มี” ผู้นำ…คือโอกาสที่ดีที่สุดสำหรับทุกคนที่จะได้เรียนรู้ที่จะเป็น “ผู้นำ” ให้แก่ตนเอง?
นี่คือการเดินทางอันลึกซึ้งและท้าทาย ที่รอคุณอยู่ในนวนิยายเชิงธรรมะ “อาสนะที่ว่างเปล่า” โดย พิพัฒน์ธรรม เรื่องราวที่จะพาเราเดินทางกลับไปยังวัดหนองปรือ เพื่อร่วมเป็นประจักษ์พยานในการเดินทางของ พระสันติ พระหนุ่มผู้ต้องกลับมารับเผือกร้อน…ไม่ใช่เพื่อขึ้นนั่งบนอาสนะที่ว่างเปล่านั้น…แต่เพื่อค้นหาความหมายที่แท้จริงที่ซ่อนอยู่เบื้องหลังความว่างเปล่านั้นต่างหาก
บทความนี้จะทำหน้าที่เป็น “กัลยาณมิตร” นำทางท่านผ่านเรื่องราวการเดินทางที่ทั้งเข้มข้นด้วยปมขัดแย้ง, งดงามด้วยธรรมชาติ, และลึกซึ้งด้วยแก่นธรรม และท้ายที่สุด ขอเชิญชวนให้ท่านดาวน์โหลดหนังสือเล่มนี้ซึ่งผู้เขียนได้มอบให้เป็นธรรมทานในรูปแบบ e-book ที่สามารถดาวน์โหลดได้ฟรี เพื่อเริ่มต้นการเดินทางที่จะทำให้ท่านต้องกลับมาถามตัวเองว่า…“อาสนะ” ในใจของท่านนั้น…กำลังรอให้ใครมาเติมเต็มอยู่หรือไม่?
เมื่อเสาหลักโค่นล้ม…บ้านก็เริ่มสั่นคลอน
เรื่องราวเปิดฉากขึ้นในวันที่วัดหนองปรือกำลังจะล่มสลาย…การจากไปของหลวงพ่อบุญไม่ได้ทิ้งไว้เพียงความโศกเศร้า แต่ได้ทิ้ง “สุญญากาศแห่งอำนาจและความศรัทธา” เอาไว้ด้วย
- พระเณร ในวัด…ขาดที่พึ่งทางใจ…ขาดผู้นำที่เข้มแข็ง…เริ่มเกียจคร้านในกิจของสงฆ์
- ชาวบ้าน…ขาดศูนย์รวมจิตใจ…ศรัทธาเริ่มสั่นคลอน…หลายคนเริ่มหันไปพึ่งพิงไสยศาสตร์และเจ้าพ่อเจ้าแม่ที่อยู่รอบวัดแทน
- และที่สำคัญที่สุด… มี “พลังงานมืด” ที่จ้องจะฉกฉวยโอกาสจากความอ่อนแอนี้…นายอำนาจ ผู้มีอิทธิพลในท้องถิ่น กำลังวางแผนที่จะฮุบที่ดินของวัดเพื่อนำไปสร้างรีสอร์ต…โดยมี พระมหาเปรียญชัย พระนักเทศน์ชื่อดังผู้มีวาทศิลป์เป็นเลิศ แต่มีหัวใจที่กลวงโบ๋ด้วยความโลภ เป็น “เครื่องมือ” ที่ทรงพลังที่สุด
ท่ามกลางวิกฤตศรัทธาและความเสื่อมโทรมที่กำลังกัดกินวัดหนองปรือจากภายในและภายนอกนี้เอง…ความหวังสุดท้ายก็ได้เดินทางกลับมา…
พระสันติ…พระหนุ่มผู้เป็นดั่งลูกศิษย์ก้นกุฏิของหลวงพ่อบุญ…ผู้ซึ่งได้หลีกเร้นไปปฏิบัติภาวนาอยู่ในป่าลึกเป็นเวลาหลายปี…บัดนี้ท่านได้เดินทางกลับมายังบ้านเกิด…ไม่ใช่เพื่อทวงคืนอำนาจ…แต่เพื่อ “สืบสานปณิธาน” ของครูบาอาจารย์…คือการรักษาธรรมวินัยและปกป้องวัดแห่งนี้ไว้ให้คงอยู่ต่อไป
แต่การกลับมาของท่าน…คือการเดินเข้าสู่ใจกลางของพายุ…คือการเผชิญหน้ากับ “กองทัพ” แห่งกิเลสที่ตั้งมั่นและแข็งแกร่งกว่าที่ท่านเคยจินตนาการไว้มากนัก
สมรภูมิแห่งศรัทธา: ธรรมะแท้ ปะทะ ธรรมะเทียม
การต่อสู้ที่แท้จริงใน “อาสนะที่ว่างเปล่า” ไม่ใช่การต่อสู้ด้วยกำลัง…แต่คือสงครามระหว่าง “ธรรมะ” สองขั้วที่แตกต่างกันโดยสิ้นเชิง
ขั้วที่หนึ่ง: ธรรมะแห่งการ “ปรุงแต่ง” – พระมหาเปรียญชัย ท่านคือตัวแทนของ “พุทธพานิชย์” และ “ศรัทธาที่งมงาย” ในยุคสมัยของเรา…ธรรมะของท่านคือ “อีเวนต์” คือ “การตลาด” ที่ประสบความสำเร็จอย่างงดงาม
- ท่านใช้ “ความโลภ” ของผู้คนเป็นเครื่องมือ: ท่านเทศนาเรื่องบุญบารมี, โชคลาภ, และความร่ำรวย…ท่านขายวัตถุมงคลที่อ้างว่ามีพุทธคุณสูงส่ง…ท่านเปลี่ยนธรรมะให้กลายเป็น “สินค้า” ที่ตอบสนองความอยากของผู้คน
- ท่านใช้ “ความกลัว” ของผู้คนเป็นเครื่องมือ: ท่านขู่เรื่องกรรมเก่า, เจ้ากรรมนายเวร, และสิ่งลี้ลับ…แล้วมอบ “ทางแก้” ที่ง่ายและรวดเร็ว…คือการทำบุญใหญ่กับท่าน
- ท่านใช้ “วาทศิลป์” เป็นอาวุธ: ท่านสามารถทำให้คนหัวเราะและร้องไห้ได้ในเวลาเดียวกัน…ท่านสามารถบิดเบือนพระธรรมคำสอนให้เข้ากับความต้องการของตลาดได้อย่างแนบเนียน
ธรรมะของพระมหาเปรียญชัยจึงเป็นธรรมะที่ “หอมหวาน” และ “เข้าถึงง่าย”…แต่มันคือยาพิษที่เคลือบด้วยน้ำผึ้ง…มันหล่อเลี้ยง “อัตตา” ของผู้คนให้พองโต…แต่ไม่เคยนำพาใครให้พ้นจากทุกข์ได้อย่างแท้จริง
ขั้วที่สอง: ธรรมะแห่งการ “ปล่อยวาง” – พระสันติ ในทางตรงกันข้าม…ธรรมะของพระสันติคือธรรมะที่ “ขม” และ “เรียบง่าย”…มันไม่ได้มอบคำตอบสำเร็จรูป…แต่มันมอบ “เครื่องมือ” ให้ผู้คนได้ค้นหาคำตอบด้วยตนเอง
- ท่านสอนเรื่อง “อริยสัจ 4”: คือการยอมรับความจริงว่าชีวิตมีความทุกข์, การสืบค้นหาเหตุแห่งทุกข์ (ตัณหา), การรู้ว่าความดับทุกข์มีอยู่จริง (นิโรธ), และการลงมือปฏิบัติบนหนทางแห่งการดับทุกข์ (มรรค)
- ท่านสอนเรื่อง “สติ”: คือการกลับมาอยู่กับปัจจุบันขณะ…คือการรู้ทันความคิดและอารมณ์…ไม่ใช่การวิ่งหนีหรือกดข่มมัน
- ท่านสอนเรื่อง “ปัญญา”: คือการมองให้เห็นถึงกฎไตรลักษณ์ (อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา) ที่ทำงานอยู่ในทุกสรรพสิ่ง
ธรรมะของพระสันติจึงไม่ใช่การ “เติม”…แต่คือการ “ละ”…ไม่ใช่การ “ได้”…แต่คือการ “วาง”…มันคือหนทางที่ต้องอาศัยความเพียรและความอดทน…แต่เป็นหนทางเดียวที่จะนำไปสู่ความสงบสุขอันเป็นอิสระอย่างแท้จริง
สมรภูมิรบระหว่างธรรมะทั้งสองขั้วนี้…ได้เกิดขึ้น ณ ใจกลางของวัดหนองปรือ…โดยมี “ศรัทธา” ของชาวบ้านเป็นเดิมพัน
กรณีศึกษาจากสมรภูมิ: เมื่อธรรมะเยียวยาชีวิตจริง
หนังสือเล่มนี้ไม่ได้มีเพียงการต่อสู้ทางความคิด…แต่ได้พาเราไปเห็นว่าธรรมะที่แท้จริงนั้น สามารถเยียวยา “บาดแผล” ในชีวิตของผู้คนได้อย่างไร
ป้าจัน…กับความทุกข์จากการสูญเสีย ป้าจันคือหญิงชราผู้สูญเสียลูกชายไปอย่างไม่มีวันกลับ…ท่านแม่ชีประกายทิพย์ (พวกของพระมหาเปรียญชัย) ได้ทำนายว่าลูกชายของป้ายังคงเป็นสัมภเวสีวนเวียนอยู่ และทางแก้คือต้องทำบุญใหญ่เพื่อส่งวิญญาณ…ป้าจันจึงทุ่มเงินเก็บทั้งชีวิตไปกับการทำบุญนั้น…แต่ความทุกข์ในใจกลับไม่ได้ลดน้อยลงเลย
แต่เมื่อป้าจันได้มาสนทนากับพระสันติ…ท่านไม่ได้พูดถึงเรื่องวิญญาณ…แต่ท่านสอนให้ป้าจันได้เรียนรู้ที่จะ “อยู่กับ” ความเศร้า…ท่านสอนให้ป้าระลึกถึง “คุณงามความดี” ที่ลูกชายเคยทำ…แล้วแปรเปลี่ยนความโศกเศร้าให้กลายเป็น “พลังบุญ” ที่จะส่งไปให้ลูก…ไม่ใช่ด้วยเงินทอง…แต่ด้วย “ใจ” ที่เป็นกุศล…ป้าจันจึงได้พบกับความสงบเป็นครั้งแรก…ไม่ใช่เพราะลูกชายไปสู่สุคติ…แต่เพราะ “ใจ” ของป้าเองที่ได้ปล่อยวางจากความยึดติด
นายอำนาจ…กับไฟแค้นที่เผาไหม้ตัวเอง นายอำนาจไม่ได้เป็นเพียงผู้ร้าย…แต่คือชายผู้มีปมในใจ…เขาเกลียดชังหลวงพ่อบุญ เพราะเชื่อว่าหลวงพ่อคือสาเหตุที่ทำให้พ่อของเขาต้องตาย…ไฟแค้นนี้ได้ผลักดันให้เขาทำทุกวิถีทางเพื่อทำลายวัด
แต่เมื่อเขาได้มีโอกาสสนทนากับพระสันติ…พระสันติไม่ได้ปฏิเสธความโกรธของเขา…แต่ท่านสอนให้เขาได้มองเห็นว่า…“ไฟ” ที่เขาพยายามจะจุดขึ้นเพื่อเผาทำลายผู้อื่นนั้น…แท้จริงแล้วมันกำลัง “เผาไหม้” หัวใจของเขาเองอยู่ตลอดเวลา…และหนทางเดียวที่จะดับไฟนี้ได้…ไม่ใช่การแก้แค้น…แต่คือ “การให้อภัย”
บทสรุป: อาสนะที่เต็มเปี่ยมด้วยความว่าง
เรื่องราวเดินทางมาถึงจุดไคลแม็กซ์…เมื่อแผนการของนายอำนาจและพระมหาเปรียญชัยกำลังจะประสบความสำเร็จ…วัดหนองปรือกำลังจะถูกยึด…และพระสันติก็ดูเหมือนจะพ่ายแพ้โดยสิ้นเชิง
แต่ในวินาทีที่มืดมนที่สุดนั้นเอง…“ธรรมะ” ก็ได้ทำงานในรูปแบบที่ไม่มีใครคาดคิด…
ความจริงเบื้องหลังความตายของพ่อของนายอำนาจได้ถูกเปิดเผย…และ “ปาฏิหาริย์” ที่แท้จริงก็ได้บังเกิดขึ้น…ไม่ใช่ปาฏิหาริย์จากสิ่งศักดิ์สิทธิ์…แต่คือปาฏิหาริย์จากการที่ “หัวใจ” ของมนุษย์ได้สัมผัสกับแสงสว่างแห่งความจริงและความเมตตา
นวนิยาย “อาสนะที่ว่างเปล่า” จบลงด้วยภาพที่งดงามและทรงพลังที่สุด…
- นายอำนาจ…ได้วางความแค้นลง และกลายมาเป็นอุปัฏฐากคนสำคัญของวัด
- พระมหาเปรียญชัย…ได้ละทิ้งลาภยศและกลับคืนสู่หนทางแห่งธรรมวินัยที่แท้จริง
- และชาวบ้าน…ก็ได้ค้นพบ “ที่พึ่ง” ที่ประเสริฐที่สุด…นั่นคือ “พระธรรม” ที่อยู่ในใจของพวกเขาเอง
และ “อาสนะที่ว่างเปล่า” นั้น…ก็ยังคง “ว่างเปล่า” อยู่เช่นเดิม…แต่บัดนี้ มันไม่ได้เป็นความว่างเปล่าที่อ้างว้างอีกต่อไป…แต่มันคือ “สุญญตา”…คือความว่างเปล่าจาก “ตัวกู-ของกู”…เป็นพื้นที่ที่เปิดกว้าง พร้อมให้ธรรมะอันบริสุทธิ์ได้ทำงาน
มันคือ “คำเชิญ”…ที่เชิญชวนให้ทุกคนที่ก้าวเข้ามาในศาลาแห่งนี้ ได้หันกลับมาสร้าง “อาสนะ” ของตนเองขึ้นมา…คือการปูเสื่อภาวนาลงบนพื้น…คือการตั้งกายให้ตรง…และคือการเฝ้ารู้กายใจของตนเอง…ที่ซึ่งทุกคนสามารถเป็น “ประธาน” ในการปกครองดูแลจิตใจของตนเองได้
เป้าหมายในการกลับมาของพระสันติจึงไม่ใช่การหาคนมา “เติม” อาสนะที่ว่างเปล่านั้นให้เต็ม…แต่คือการทำให้ “เสื่อ” ทุกผืนที่ปูอยู่บนพื้นนั้น…“เต็มเปี่ยม”… เต็มเปี่ยมไปด้วยสติ… เต็มเปี่ยมไปด้วยความเพียร… เต็มเปี่ยมไปด้วยปัญญา… และเต็มเปี่ยมไปด้วยศรัทธาที่แท้จริง…ศรัทธาที่ผ่านการพิสูจน์ด้วยการปฏิบัติของตนเอง
หนังสือเล่มนี้คือการเดินทางที่จะทำให้คุณต้องตั้งคำถามกับทุกสิ่งที่คุณเคยเชื่อ…และท้ายที่สุด…มันอาจจะนำคุณไปสู่การค้นพบว่า…คำตอบที่แท้จริงที่เราเฝ้าตามหานั้น…ไม่ได้อยู่ที่ปลายทางของถนนสายศรัทธาเส้นใด…แต่อยู่ใน “ทุกย่างก้าว” ที่เราเดินอยู่บนหนทางแห่ง “สติ”…ที่นี่…และเดี๋ยวนี้…นั่นเอง
Download หนังสือฟรี “อาสนะที่ว่างเปล่า”




ใส่ความเห็น