เขียนโดย พิพัฒน์ธรรม
ณ ดินแดนอันไกลโพ้น…หรืออาจจะซ่อนอยู่ในส่วนที่ลึกที่สุดของจิตสำนึก…มีภพภูมิหนึ่งนามว่า “มายาภพ”
ที่นั่น…ปราสาทแก้วผลึกระยิบระยับเสียดฟ้า…ดวงอาทิตย์มายาสาดส่องแสงสีทองอ่อนๆ ลงมายังมวลเมฆปุยนุ่นสีชมพูที่ลอยอ้อยอิ่งอยู่เบื้องล่าง…ทุกความปรารถนาสามารถกลายเป็นจริงได้เพียงแค่คิด…สุราเลิศรสหลั่งไหลไม่ขาดสาย ดนตรีบรรเลงขับกล่อมตลอดวันคืน และสาวงามรายล้อมพร้อมปรนนิบัติ…ที่นี่คือสรวงสวรรค์ที่ถูกสร้างขึ้นจากความอยาก…คือยูโทเปียที่สมบูรณ์แบบ…และคือคุกที่งดงามที่สุด
และในใจกลางของปราสาทแก้วแห่งนั้น…สุริยะเตโช กำลังยืนอยู่ตามลำพัง…
เขาเคยเป็นแม่ทัพผู้เกรียงไกร…ผู้ที่นามของเขาเคยกึกก้องไปทั่วสารทิศ…แต่บัดนี้เขาคือราชาแห่งความว่างเปล่า…คือผู้ที่หลีกหนีจากอดีตอันโหดร้ายของตนเอง…มาสู่ความสุขสำเร็จรูปที่กัดกินจิตวิญญาณยิ่งกว่าความเจ็บปวดใดๆ เขาเคยเชื่อว่าการได้ครอบครองทุกสิ่งจะทำให้เขาลืม…แต่ยิ่งได้ครอบครองมากเท่าไหร่…ช่องว่างในใจกลับยิ่งขยายใหญ่ขึ้นเท่านั้น
แล้วในเย็นวันหนึ่ง…ณ ห้องประทับส่วนตัว…ขณะที่เขากำลังจ้องมองภาพสะท้อนอันสมบูรณ์แบบของตนเองในกระจกโลหะสีดำเงา…บางสิ่งก็ได้เริ่มจ้องมองเขากลับมา…
ภาพในกระจกเริ่มปริร้าว…กลายเป็น
“เงา” สีดำทมิฬที่ผุดขึ้นจากเบื้องลึก…เงาที่ฉายภาพอดีตที่เขาพยายามจะลืม…ภาพของหมู่บ้านที่ลุกเป็นไฟ, เสียงกรีดร้องของผู้บริสุทธิ์, และใบหน้าของเขาเองที่เต็มไปด้วยความทะยานอยากและไร้ซึ่งความเมตตา
“เจ้าจำได้หรือไม่…สิ่งที่เจ้าเคยทำ” เสียงกระซิบเย็นเยียบดังขึ้นมาจากกระจก…มันคือเสียงของเขาเอง…แต่เป็นเสียงที่บิดเบี้ยวและเต็มไปด้วยความเจ็บปวด
นี่คือจุดเริ่มต้นอันน่าตื่นตะลึงของมหากาพย์นวนิยายเชิงธรรมะ-แฟนตาซี “สุริยะเตโช” ทั้ง 4 ภาค โดย พิพัฒน์ธรรม ที่จะฉีกกระชากเราออกจากโลกแห่งความคุ้นเคย และพาเราออกเดินทางไปพร้อมกับสุริยะเตโช…ไม่ใช่การเดินทางเพื่อล้างแค้น…แต่คือการเดินทางเพื่อ “ดับไฟ”…คือการแสวงหา “อัคนีแห่งปัญญา” เปลวไฟศักดิ์สิทธิ์ที่จะชำระล้างกิเลส และคืนความจริงให้แก่ผู้คนที่หลงทางอยู่ในมายาภพ
บทความนี้จะทำหน้าที่เป็น “เพื่อนร่วมเดินทาง” นำทางท่านผ่านเรื่องราวการเดินทางที่ทั้งเข้มข้นด้วยเนื้อหา, งดงามด้วยวรรณศิลป์, และลึกซึ้งด้วยแก่นธรรม และท้ายที่สุด ขอเชิญชวนให้ท่านดาวน์โหลดหนังสือเล่มนี้ซึ่งผู้เขียนได้มอบให้เป็นธรรมทานในรูปแบบ e-book ที่สามารถดาวน์โหลดได้ฟรี เพื่อเริ่มต้นการเดินทางที่จะทำให้คุณต้องกลับมาถามตัวเองว่า…เงาที่คุณกำลังวิ่งหนีอยู่นั้น…แท้จริงแล้ว…อาจเป็นเงาของตัวคุณเองใช่หรือไม่?
ภาค 1: ตำนานแห่งมายาและอัคนีแห่งปัญญา – การตื่นจากความฝัน
การเผชิญหน้ากับ “เงาแห่งกรรม” ในกระจก คือฟางเส้นสุดท้ายที่ทำให้สุริยะเตโชตระหนักว่า ความสุขจอมปลอมในมายาภพไม่สามารถลบล้างความเจ็บปวดที่เขาสร้างขึ้นได้เลย เขาจึงตัดสินใจ “ตื่น” จากฝันร้ายที่แสนหวานนั้น…ก้าวออกจากปราสาทแก้ว…เพื่อออกเดินทางค้นหาความจริง
การเดินทางครั้งนี้ได้นำพาเขาไปพบกับ
ชายชราผู้ลึกลับ ในตลาดชายแดน…ชายผู้ซึ่งภายนอกดูเป็นเพียงขอทานที่น่าเวทนา…แต่ดวงตากลับเปล่งประกายด้วยความสงบและปัญญาอันลึกซึ้ง ชายชราผู้นี้เองที่ได้มอบบทเรียนแรกให้แก่สุริยะเตโช…
“ความทุกข์และสุขล้วนเป็นเพียงมายาที่จิตสร้างขึ้น หากใจไม่ยึดติด แล้วสิ่งใดเล่าจะทำให้เราทุกข์ร้อนได้?”
และท่านก็ได้ชี้ทางให้สุริยะเตโชเห็นว่า…หนทางเดียวที่จะหลุดพ้นจากเงากรรมได้…ไม่ใช่การหลีกหนี…แต่คือการออกเดินทางตามหา
“อัคนีแห่งปัญญา”
การเดินทางที่แท้จริงได้เริ่มต้นขึ้น…และบททดสอบแรกก็ได้ปรากฏกาย…
พญามารโลภี…ปีศาจแห่งความโลภ ผู้มาพร้อมกับภาพมายาแห่งมหาสมบัติและอำนาจที่ไร้ขีดจำกัด…มันหยิบยื่นทุกสิ่งที่สุริยะเตโชเคยปรารถนา…ความเป็นจักรพรรดิผู้ครองใต้หล้า…กองทัพนับแสน…และผู้คนนับล้านที่ก้มกราบแทบเท้า
แต่ด้วยปัญญาที่เพิ่งเริ่มผลิบาน…สุริยะเตโชได้มองทะลุผ่านความงดงามนั้น…แล้วเห็นถึงความว่างเปล่าและความไม่รู้จักพอที่ซ่อนอยู่เบื้องหลัง…เขาปฏิเสธข้อเสนอนั้น…ไม่ใช่ด้วยกำลัง…แต่ด้วยการ “ปล่อยวาง”
และชัยชนะครั้งแรกนี้เอง…ที่ได้นำพาให้เขาได้พบกับชายชราผู้นั้นอีกครั้ง…ผู้ซึ่งบัดนี้ได้เปิดเผยร่างที่แท้จริง…ท่านคือ
“องค์โพธิสัตว์นามะเต” …และท่านก็ได้มอบอาวุธชิ้นสำคัญที่สุดสำหรับการเดินทางครั้งนี้ให้แก่สุริยะเตโช…มันไม่ใช่อาวุธเพื่อทำลาย…แต่คือเครื่องมือเพื่อ “สลายมายาและอวิชชา”…มันคือ
“วัชระแห่งปัญญา”
องค์โพธิสัตว์ได้สอนว่า…
- วัชระนี้จะสลายมายาภพ: ไม่ใช่การทำลาย…แต่คือการทำให้สิ่งที่ถูกบดบังด้วยอวิชชา (ความไม่รู้) ปรากฏชัดแจ้งขึ้น
- วัชระนี้จะสยบปีศาจแห่งกิเลส: ไม่ใช่การฟาดฟัน…แต่คือการสลายพลังของกิเลสด้วยแสงสว่างแห่งสติและปัญญา
- และที่สำคัญที่สุด…พลังที่แท้จริงอยู่ที่ใจ: วัชระจะไร้อานุภาพหากผู้ใช้มีจิตที่ขุ่นมัว…แต่จะเปล่งประกายสูงสุดเมื่อจิตของผู้ใช้นั้นเต็มไปด้วยความเมตตาและบริสุทธิ์
การเดินทางของสุริยะเตโชได้เข้าสู่บทใหม่…จากนักรบผู้เดียวดาย…สู่การเป็นผู้ถือครองเครื่องมือแห่งการตื่นรู้…และในไม่ช้า…เขาก็ได้พบกับเพื่อนร่วมทาง…วิมุตติ นักปราชญ์ผู้ยึดติดในตำรา และ มโนรา หญิงสาวผู้หลงทางในความรัก…การเดินทางของคนทั้งสาม…คือการเริ่มต้นของมิตรภาพ…และบทเรียนที่พวกเขาจะได้เรียนรู้ร่วมกันบนเส้นทางแห่งสัจธรรม
ภาค 2: สงครามแห่งอัตตา – การเผชิญหน้ากับเงาในใจ
การเดินทางของสุริยะเตโชและสหาย…คือการเดินทางเข้าสู่ใจกลางของ “กิเลส” ที่เป็นสากล…คือการเผชิญหน้ากับพญามารตนอื่นๆ ที่เป็นตัวแทนของความโกรธและความหลง…ซึ่งเป็นสงครามที่ดุเดือดและลึกซึ้งยิ่งกว่าการรบใดๆ ที่เขาเคยผ่านมา
พวกเขาได้เดินทางไปถึง “นครอสุรา”…นครที่ท้องฟ้าเป็นสีแดงฉานราวกับเลือด…ที่ซึ่งเสียงหัวเราะคือเสียงของการเยาะเย้ย…และพลังงานทั้งหมดขับเคลื่อนด้วยความโกรธแค้นและความปรารถนาที่จะทำลายล้าง…ที่นี่…พวกเขาได้เผชิญหน้ากับ พญามารโทสะ…ปีศาจแห่งความโกรธ ผู้ซึ่งมีพลังในการปลุกปั่นความขัดแย้งและขยายความเกลียดชังในใจของผู้คน
แต่สุริยะเตโช…ด้วยวัชระแห่งปัญญาและจิตที่เริ่มตั้งมั่นในเมตตา…ไม่ได้ต่อสู้กับพญามารตนนั้นด้วยความโกรธ…แต่ท่านได้ใช้แสงแห่งปัญญาจากวัชระ…ส่องทะลุเข้าไปในเกราะแห่งความเกรี้ยวกราด…แล้วเผยให้เห็นถึง “ความทุกข์” และ “ความเจ็บปวด” ที่เป็นต้นตอของความโกรธแค้นทั้งหมดนั้น…เมื่อรากเหง้าแห่งโทสะถูกเปิดเผย…พลังของมันก็เสื่อมสลายลง
การเดินทางยังคงดำเนินต่อไป…พวกเขาได้พบกับ อสูรกายแห่งโมหะ…ผู้ไม่ได้มาด้วยความเกรี้ยวกราด…แต่มาด้วยความงดงามและความเย้ายวนที่แยบยลที่สุด…มันสร้างภาพมายาของ “สัจธรรมจอมปลอม”…สร้างภาพของ “นิพพานสำเร็จรูป”…เพื่อล่อลวงให้ผู้แสวงหาได้หลงทางและติดอยู่ในความสบายที่ปราศจากปัญญา
บททดสอบนี้คือบททดสอบที่ยากที่สุด…เพราะมันคือการต่อสู้กับ “ความอยากเป็นคนดี” และ “ความอยากบรรลุธรรม” ในใจของพวกเขาเอง…สุริยะเตโชต้องใช้ปัญญามองให้ทะลุถึงความจริงที่ว่า…หนทางสู่การหลุดพ้นนั้น…ไม่ใช่การ “ได้” อะไรมา…แต่คือการ “ละวาง” ทุกสิ่งทุกอย่าง…แม้กระทั่งความยึดมั่นใน “การปฏิบัติ” และ “ผลของการปฏิบัติ”
และในระหว่างการเดินทางนั้นเอง…พวกเขาก็ได้ช่วยเหลือดวงวิญญาณอีกมากมายที่ติดอยู่ในบ่วงกรรมของตน…
- วิญญาณนักรบ ที่ยังคงต่อสู้ในสงครามที่ไม่เคยจบสิ้น…
- วิญญาณของเศรษฐี ที่ยังคงเฝ้าสมบัติของตนด้วยความตระหนี่…
- และวิญญาณของนักบวช ที่หลงยึดในความบริสุทธิ์ของตนเอง…
ทุกการช่วยเหลือ…คือการที่สุริยะเตโชได้เรียนรู้และขัดเกลาจิตใจของตนเอง…เขาได้เห็นภาพสะท้อนของกิเลสในรูปแบบต่างๆ…และได้ฝึกฝนที่จะใช้ “ปัญญา” และ “กรุณา” เป็นเครื่องนำทาง…เขาไม่ได้เป็นเพียง “ผู้แสวงหา” อีกต่อไป…แต่ได้กลายเป็น “ผู้ชี้ทาง”…เป็นดั่งพระโพธิสัตว์ที่กำลังบำเพ็ญบารมีอยู่กลางสมรภูมิแห่งกิเลส
ภาค 3: การตื่นรู้แห่งจิตจักรวาล – เมื่อ “ตัวเรา” ไม่ใช่ของเรา
เมื่อสุริยะเตโชได้ผ่านบททดสอบแห่งกิเลสทั้งสามแล้ว…การเดินทางของท่านก็ได้ก้าวเข้าสู่มิติที่ลึกซึ้งและเป็นนามธรรมยิ่งขึ้น…มันไม่ใช่การต่อสู้กับ “ศัตรู” ภายนอกอีกต่อไป…แต่คือการเดินทางเพื่อทำความเข้าใจใน “ธรรมชาติที่แท้จริง” ของจักรวาลและจิตใจ
ท่านได้เดินทางไปถึง “ห้วงแห่งสุญญตา”…ดินแดนที่ซึ่งรูปธรรมทั้งหมดสลายไป…เหลือเพียงความว่างอันบริสุทธิ์…ที่นี่…ท่านได้เรียนรู้บทเรียนที่ยิ่งใหญ่ที่สุด…บทเรียนแห่ง “อนัตตา”…คือความไม่มีตัวตนที่แท้จริง
ท่านได้ “เห็น” ด้วยประสบการณ์ตรงว่า…“สุริยะเตโช” ที่ท่านเคยยึดมั่นถือมั่นนั้น…ไม่มีอยู่จริง…มันเป็นเพียงการประชุมรวมกันชั่วคราวของรูป, เวทนา, สัญญา, สังขาร, และวิญญาณ…เป็นเพียง “กระแส” ของเหตุปัจจัยที่ไหลเวียนเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา…ไม่ใช่ “ตัวตน” ที่เป็นแก่นสารและเที่ยงแท้ถาวร
การ “เห็น” ในครั้งนี้…คือการ “ปล่อยวาง” ครั้งสุดท้ายที่ยิ่งใหญ่ที่สุด…คือการวางภาระที่หนักหน่วงที่สุด…ภาระของการแบก “ตัวกู-ของกู”…ลงได้อย่างสมบูรณ์
เมื่อนั้นเอง…“จิต” ของท่านก็ได้ขยายขอบเขตออกไปอย่างไม่มีที่สิ้นสุด…มันไม่ได้ถูกจำกัดอยู่ในร่างกายนี้อีกต่อไป…แต่ได้หลอมรวมเป็นหนึ่งเดียวกับสรรพสิ่ง…ท่านสามารถ “รับรู้” ถึงความเชื่อมโยงของทุกชีวิต…ท่านสามารถ “สัมผัส” ถึงความทุกข์ของสรรพสัตว์ได้ราวกับเป็นของตนเอง…นี่คือการกำเนิดขึ้นของ “มหากรุณา”…ความกรุณาที่ไร้ขอบเขต…ที่ไม่ได้เกิดจากความสงสาร…แต่เกิดจากการตระหนักรู้ว่า “เราทุกคนคือหนึ่งเดียวกัน”
การเดินทางของท่านได้นำไปสู่การค้นพบ “อัคนีแห่งปัญญา” ที่แท้จริง…มันไม่ใช่เปลวไฟภายนอก…แต่มันคือ “แสงสว่าง” ที่เกิดขึ้นภายในใจ…แสงสว่างที่จะไม่มีวันมอดดับ…และพร้อมที่จะส่องนำทางให้แก่ทุกชีวิตที่ยังคงหลงทางอยู่ในความมืด
ภาค 4: นิพพานธาตุ…คืนสู่สามัญ – การเดินทางที่ไม่มีวันสิ้นสุด
แล้วจุดหมายปลายทางของการเดินทางครั้งนี้คืออะไร?
นวนิยาย “สุริยะเตโช” ไม่ได้จบลงด้วยภาพที่วีรบุรุษได้ขึ้นไปเสวยสุขบนสรวงสวรรค์…แต่จบลงด้วยบทสรุปที่เรียบง่าย, งดงาม, และลึกซึ้งที่สุด…คือการ “คืนสู่สามัญ”
“นิพพาน” ที่สุริยะเตโชได้สัมผัส…ไม่ใช่ “สถานที่”…แต่คือ “สภาวะ”…คือสภาวะที่ “ไฟ” แห่งโลภะ โทสะ โมหะ ได้ “ดับ” ลงสนิทแล้ว…คือสภาวะที่จิตเป็นอิสระจากความยึดมั่นถือมั่นทั้งปวง…คือความสงบเย็น…คือความว่าง…และคือความเป็นปกติสุขอย่างที่สุด
ท่านได้กลายเป็น “ธรรมธาตุ”…คือการหลอมรวมเป็นหนึ่งเดียวกับกฎธรรมชาติ…ท่านไม่ได้หายไปไหน…แต่ท่านได้กลายเป็น “ทุกสิ่ง”…ท่านคือสายลมที่พัดผ่าน…คือสายน้ำที่ไหลริน…คือแสงดาวที่ส่องประกาย…และคือ “ธรรมะ” ที่ปรากฏอยู่ในทุกหนทุกแห่ง
เรื่องราวได้ตัดภาพกลับมายัง “มหานครสังสาระ”…ที่ซึ่ง อคิน…เด็กหนุ่มอีกคนหนึ่ง…ผู้ซึ่งกำลังจะสิ้นหวังกับชีวิตที่ถูกควบคุมด้วยเครดิตกรรม…ได้ยินเรื่องราว “ตำนาน” ของสุริยะเตโชเป็นครั้งแรก…
ตำนานบทเก่าที่ต้องอาศัยวีรบุรุษได้จบสิ้นลงแล้ว…เพื่อเปิดทางให้ “ตำนานบทใหม่” ได้เริ่มต้นขึ้น…ตำนานที่ไม่มีพระเอก…ไม่มีผู้กอบกู้…มีเพียงมนุษย์ธรรมดาๆ ที่ค้นพบศักยภาพอันไร้ขีดจำกัดภายในตนเอง…แล้วแบ่งปัน “วิธีการ” นั้นให้แก่กัน…จากใจสู่ใจ…จากลมหายใจสู่ลมหายใจ
“สุริยะเตโช” ไม่ได้อยู่ที่ไหนเป็นพิเศษ…เพราะเขาได้กลายเป็นทุกสิ่งทุกอย่างแล้ว…เขาคือธรรมธาตุ…คือกฎธรรมชาติ…คือความเป็นเช่นนั้นเอง…
หนังสือ “สุริยะเตโช” คือการเดินทางที่จะทำให้คุณต้องตั้งคำถามกับทุกสิ่งที่คุณเคยเชื่อ…และท้ายที่สุด…มันอาจจะนำคุณไปสู่การค้นพบว่า…
คำตอบที่แท้จริงที่เราเฝ้าตามหานั้น…ไม่ได้อยู่ที่ปลายทางของถนนสายศรัทธาเส้นใด…แต่อยู่ใน “ทุกย่างก้าว” ที่เราเดินอยู่บนหนทางแห่ง “สติ”…ที่นี่…และเดี๋ยวนี้…นั่นเอง
Download หนังสือฟรี “สุริยะเตโช”




ใส่ความเห็น