เขียนโดย พิพัฒน์ธรรม
คุณเคยหยุดถามตัวเองไหมว่า “เก้าอี้” ที่คุณกำลังนั่งอยู่นั้น…มันคืออะไรกันแน่?
แน่นอน…คำตอบที่ผุดขึ้นมาในใจย่อมเป็น “ก็เก้าอี้ไง” แต่ถ้าเราลองผ่าตัดมันออกเป็นชิ้นๆ เราอาจจะพบเพียงเศษไม้ แผ่นพลาสติก หรือโครงเหล็ก แล้ว “ความเป็นเก้าอี้” ที่เราเชื่อมั่นอย่างสุดหัวใจนั้น…มันอยู่ที่ไหน? หรือแม้กระทั่ง “ชื่อ” ของคุณเอง…หากไม่มีใครบนโลกนี้เรียกขานคุณด้วยชื่อนั้นอีกต่อไป… “ความเป็นคุณ” จะยังคงอยู่หรือไม่?
เราทุกคนต่างใช้ชีวิตอยู่ในโลกที่ดูเหมือนจะจริงแท้และมั่นคง เราตื่นขึ้นมาในตอนเช้า เรียกตัวเองว่า “ฉัน” อาศัยอยู่ใน “บ้าน” ทำงานเพื่อหา “เงิน” และสร้าง “อนาคต” เราคุ้นเคยกับคำเหล่านี้เสียจนไม่เคยตั้งคำถามว่ามันคืออะไรกันแน่ เราใช้ชีวิตไปตามบทบาทที่สังคมมอบให้ วิ่งไล่ตามคุณค่าที่โลกกำหนด และเป็นทุกข์เมื่อสิ่งต่างๆ ไม่เป็นไปอย่างที่เราคาดหวัง เราเหมือนนักแสดงผู้ทุ่มเทให้กับบทบาทบนเวที จนหลงลืมไปว่าแท้จริงแล้วทั้งหมดนี้เป็นเพียง “บทละคร” เรื่องยาวที่เราต่างร่วมกันสร้างและแสดง
แล้วจะเกิดอะไรขึ้นถ้าหากเราค้นพบว่า โลกที่เราเห็นว่า “จริง” นั้น แท้จริงแล้วถูกปรุงแต่งขึ้นจากสิ่งที่เรียกว่า “สมมติ”? และการที่เรา “ไม่รู้” และ “หลงยึด” ในสิ่งสมมติเหล่านั้น คือต้นตอที่แท้จริงของความทุกข์ทั้งหมดในชีวิตของเรา?
หนังสือ “สมมติ: เพราะไม่รู้ หลงยึด จึงทุกข์” โดย พิพัฒน์ธรรม คือ “คู่มือนักเดินทาง” ที่จะจับมือท่านก้าวออกจากโรงละครแห่งความคุ้นเคย เพื่อเริ่มต้นการเดินทางที่น่าตื่นเต้นและปลดปล่อยที่สุด…คือการเดินทางเพื่อแยกแยะระหว่าง “ความจริงที่ถูกสร้างขึ้น” กับ “ความจริงแท้” ที่ดำรงอยู่โดยธรรมชาติของมันเอง
บทความนี้จะทำหน้าที่เป็น “ไกด์นำเที่ยว” เชิญชวนให้ท่านได้ลองลิ้มรสชาติแห่งปัญญาจากหนังสือเล่มนี้ ซึ่งผู้เขียนได้มอบให้เป็นธรรมทานในรูปแบบ e-book ที่สามารถดาวน์โหลดได้ฟรี เพื่อที่เราจะได้ร่วมกันค้นพบว่า อิสรภาพที่แท้จริงเริ่มต้นขึ้นในวันที่เรา “รู้ทัน” โลกที่เราสร้างขึ้นมาเอง…และเรียนรู้ที่จะ “ปล่อยวาง” มันลง
บทที่ ๑ และ ๒: โลกที่เราเห็น…ไม่ใช่โลกที่เราเป็น – การถือกำเนิดของ “สมมติ”
การเดินทางเริ่มต้นด้วยการท้าทายสามัญสำนึกของเราอย่างถึงรากถึงโคน หนังสือได้พาเราไปสำรวจความจริง 2 ระดับ ที่ซ้อนทับกันอยู่ในทุกขณะของชีวิต:
- สมมติสัจจะ (Conventional Truth): ความจริงโดยตกลงกัน นี่คือโลกที่เราคุ้นเคย มันคือความจริงที่เกิดขึ้นจากการที่เรา “ตกลงร่วมกัน” ที่จะให้ความหมายหรือเรียกขานสิ่งต่างๆ เพื่อให้สามารถสื่อสารและดำเนินชีวิตร่วมกันในสังคมได้
- นามสมมติ (สมมติของภาษา): คือการ “ตั้งชื่อ” ให้กับทุกสรรพสิ่ง ตั้งแต่ชื่อคน สัตว์ สิ่งของ ไปจนถึงความคิดและความรู้สึกที่จับต้องไม่ได้อย่าง “ความสุข” หรือ “ความทุกข์” คำว่า “ประเทศไทย” ไม่มีอยู่จริงบนท้องฟ้า แต่เป็นเส้นสมมติที่เราขีดขึ้นบนแผนที่เพื่อการปกครอง “เงิน” เป็นเพียงเศษกระดาษที่เราสมมติให้มันมีค่าในการแลกเปลี่ยน
- รูปสมมติ (สมมติของรูปธรรม): คือการที่เรา “กำหนดขอบเขต” และ “รูปร่าง” ให้กับมวลสารต่างๆ จนกลายเป็น “สิ่งของ” ที่มีความหมาย “บ้าน” คือการนำปูน อิฐ เหล็ก มาประกอบกันในรูปทรงหนึ่ง และที่สำคัญที่สุด “ร่างกายของเรา” ก็เป็นเพียงรูปสมมติที่เกิดจากการรวมตัวกันของธาตุ ๔ (ดิน น้ำ ไฟ ลม) ที่เปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา ไม่ใช่ “ตัวฉัน” ที่คงทนถาวร
- คุณสมมติ (สมมติแห่งคุณค่า): นี่คือสมมติที่ทรงอิทธิพลและสร้างทุกข์ให้เรามากที่สุด คือการที่เรา “ให้ความหมาย” หรือ “กำหนดคุณค่า” ให้กับสิ่งต่างๆ เช่น “รวยคือดี-จนคือไม่ดี”, “สวย-น่าเกลียด”, “เก่ง-โง่” คุณค่าเหล่านี้ไม่ได้มีอยู่จริงในตัวของสิ่งนั้นๆ แต่เป็นสิ่งที่จิตของเราปรุงแต่งขึ้นมา เพื่อใช้ในการเปรียบเทียบและตัดสิน
- ปรมัตถสัจจะ (Ultimate Truth): ความจริงโดยสภาวะ นี่คือความจริงแท้ที่มีอยู่ตามธรรมชาติ โดยไม่ขึ้นอยู่กับการสมมติของมนุษย์ ในทางพระพุทธศาสนา มีอยู่ 4 ประการ คือ จิต (สภาวะรู้), เจตสิก (คุณสมบัติที่ประกอบจิต เช่น โลภ โกรธ หลง), รูป (สสารและพลังงานที่ไม่รู้อารมณ์), และ นิพพาน (สภาวะที่ดับทุกข์)
หนังสือได้มอบอุปมาที่งดงามว่า “สมมติ” ก็เปรียบเสมือน
“ยอดของภูเขาน้ำแข็ง” ที่ลอยพ้นน้ำขึ้นมาให้เราเห็นและใช้เรียกขานกัน แต่ “ปรมัตถ์” คือส่วนที่ใหญ่กว่าและเป็นแก่นแท้ซึ่งซ่อนอยู่ใต้ผิวน้ำ ปัญหาไม่ได้อยู่ที่การมีอยู่ของ “สมมติ” เพราะมันเป็นเครื่องมือที่จำเป็นในการดำเนินชีวิต แต่ปัญหาอยู่ที่การที่เรา
“หลงลืม” ว่ามันเป็นเพียงสมมติ แล้วกลับไป “ยึดมั่นถือมั่น” ว่าสิ่งเหล่านั้นคือความจริงแท้
บทที่ ๕, ๖ และ ๗: รากเหง้าแห่งการหลงยึด และวงจรแห่งทุกข์
เมื่อเราเข้าใจแล้วว่าโลกที่เราอยู่เต็มไปด้วยสิ่งสมมติ คำถามสำคัญที่ตามมาคือ “ทำไมเราถึงหลงยึด?” อะไรคือพลังที่ทำให้เราไม่สามารถมองเห็นความจริง และยังคงวิ่งวนอยู่ในวังวนแห่งทุกข์ที่เกิดจากการยึดมั่นนั้น?
หนังสือได้พาเราดำดิ่งลงไปสำรวจรากเหง้าของปัญหา ซึ่งมีสาเหตุหลักมาจาก “คู่หูอาชญากร” สองตัวที่ทำงานร่วมกันอย่างแนบเนียนในใจของเรา
1. อวิชชา: ความมืดบอดที่ไม่รู้แจ้ง
อวิชชา คือ “ความไม่รู้” ในความจริงของสรรพสิ่ง มันคือ “ความมืด” ที่ปกคลุมจิตใจ ทำให้เราแยกแยะไม่ได้ระหว่างความจริงแท้ (ปรมัตถ์) กับสิ่งที่ถูกสมมติขึ้น
- เราไม่รู้ความจริงของร่างกาย ว่าเป็นเพียงรูปสมมติที่ต้องแก่ เจ็บ ตาย จึงยึดติดในความหนุ่มสาวและความงาม
- เราไม่รู้ความจริงของความสุข ว่าไม่ได้อยู่ที่วัตถุภายนอก จึงวิ่งไล่ไขว่คว้าอย่างไม่สิ้นสุด
- เราไม่รู้ความจริงของความทุกข์ ว่าเกิดจากการยึดมั่นภายใน จึงมัวแต่โทษปัจจัยภายนอก
2. ตัณหา: เชื้อเพลิงแห่งความทะยานอยาก เมื่อมีอวิชชาเป็นความมืด
ตัณหา ก็จะเข้ามาทำหน้าที่เป็น “เปลวไฟ” ที่เผาผลาญจิตใจให้เร่าร้อน และเร่งให้เกิดการยึดติดในสมมติทุกประเภทอย่างไม่หยุดหย่อน
- กามตัณหา: ความอยากในรูป รส กลิ่น เสียง สัมผัสที่น่าพอใจ
- ภวตัณหา: ความอยากมี อยากเป็น อยากให้สิ่งดีๆ คงอยู่ตลอดไป
- วิภวตัณหา: ความอยากไม่เป็น อยากทำลายสิ่งที่ไม่น่าพอใจให้สิ้นไป
อวิชชาทำให้เรามองไม่เห็นว่าทุกสิ่งไม่เที่ยง ตัณหาก็จะเข้ามาเติมเชื้อเพลิงให้เราวิ่งไล่ตามความสุขและวิ่งหนีความทุกข์อย่างเอาเป็นเอาตาย
3. มานะและทิฏฐิ: กิเลสที่ผูกมัด “ตัวตน” และเมื่ออวิชชาและตัณหาทำงานร่วมกัน ก็จะให้กำเนิด “กรงขังทางใจ” ที่แข็งแกร่งที่สุดขึ้นมา นั่นคือความรู้สึกว่ามี “ฉัน” และ “ของฉัน” ซึ่งถูกเสริมกำลังด้วยกิเลสอีกสองประการ
- มานะ: คือความสำคัญตน หรือความถือตัว ที่เกิดจากการนำ “ฉัน” ไปเปรียบเทียบกับผู้อื่น ว่าดีกว่า, เลวกว่า, หรือเท่ากัน การแข่งขันในที่ทำงาน, การเปรียบเทียบในโซเชียลมีเดีย ล้วนเป็นผลจากมานะ
- ทิฏฐิ: คือความเห็นผิด หรือความยึดมั่นในความเชื่อที่คลาดเคลื่อนจากความเป็นจริง เช่น การยึดมั่นว่าความคิดเห็นของ “ฉัน” ถูกต้องที่สุดเสมอ, การมีอคติต่อเชื้อชาติหรือศาสนาอื่น, หรือความเชื่อที่ร้ายแรงที่สุดคือการยึดมั่นว่า “ฉัน” มีตัวตนที่เที่ยงแท้ถาวร
วงจรแห่งทุกข์: เมื่อสมมติกลายเป็นเครื่องทรมานใจ เมื่อเราถูกกิเลสเหล่านี้ครอบงำ “สมมติ” ที่เคยเป็นเพียงเครื่องมือ ก็จะกลายเป็น “เครื่องทรมาน” ทันที
- คำด่า (นามสมมติ) สามารถทำร้ายเราได้ เพราะเรายึดว่ามันทำลาย “ตัวตน” ของเรา
- รถยนต์ที่พัง (รูปสมมติ) ทำให้เราเป็นทุกข์ เพราะเรายึดว่ามันเป็น “ของฉัน” ที่ต้องคงอยู่ตลอดไป
- การไม่รวย (คุณสมมติ) ทำให้เรารู้สึกด้อยค่า เพราะเรายึดว่า “รวยคือดี”
หนังสือได้ชี้ให้เห็นถึงบทเรียนอันน่าสะพรึงกลัวจากประวัติศาสตร์ว่า การยึดมั่นในสมมุติของชาติพันธุ์ อุดมการณ์ หรือชนชั้น ได้นำไปสู่โศกนาฏกรรมครั้งใหญ่หลวงมาแล้วนับไม่ถ้วน ตั้งแต่สงครามโลกไปจนถึงการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ การยึดติดในสมมติจึงเปรียบเสมือน
“การกอดก้อนถ่านร้อนที่เราคิดว่าเป็นทองคำ” ยิ่งกอดยิ่งร้อน ยิ่งทุกข์ ยิ่งเจ็บปวด
บทที่ ๘, ๙, ๑๐ และ ๑๑: คลายปมกรรม สู่ชีวิตที่ไม่ยึดมั่น
เมื่อเราเข้าใจแล้วว่าความทุกข์เกิดจากการหลงยึดในสมมติ แล้วเราจะคลายปมเหล่านี้ได้อย่างไร? หนทางสู่การปลดปล่อยเริ่มต้นจากการพัฒนาเครื่องมือสำคัญสองประการ
1. สติ: ไฟฉายส่องทางในความมืด
สติ คือการระลึกรู้ในปัจจุบันขณะ มันคือ “ไฟฉาย” ที่ส่องสว่างให้เรามองเห็นความเป็นจริงในความมืดมิดของอวิชชา การฝึกสติในชีวิตประจำวัน เช่น การรู้ลมหายใจเข้าออก, การสังเกตความรู้สึกและอารมณ์ที่เกิดขึ้นอย่างเป็นกลาง, หรือการรับประทานอาหารอย่างมีสติ จะช่วยให้จิตของเราตื่นรู้และไม่ถูกหลอกด้วยมายาของสมมติ
2. ปัญญา: แผนที่สู่ความจริง เมื่อมีสติที่ตั้งมั่นแล้ว
ปัญญา ก็จะเกิดขึ้น ปัญญาคือความรู้แจ้งในกฎแห่งธรรมชาติที่เรียกว่า “ไตรลักษณ์” (อนิจจัง-ไม่เที่ยง, ทุกขัง-เป็นทุกข์/ทนอยู่ยาก, อนัตตา-ไม่ใช่ตัวตน) และความเข้าใจใน
“อริยสัจ ๔” (ทุกข์, สมุทัย, นิโรธ, มรรค) ปัญญาเปรียบเสมือน “แผนที่” ที่บอกเส้นทางแห่งความจริง ช่วยให้เราออกจากวงจรแห่งทุกข์ได้
การเจริญสติปัฏฐาน ๔: การผ่าตัดเพื่อเห็นภายใน หัวใจสำคัญของการปฏิบัติเพื่อมองทะลุสมมติ คือ
การเจริญสติปัฏฐาน ๔ ซึ่งเป็นการตั้งสติกำหนดรู้สิ่งที่เป็นปรมัตถ์ คือ
กาย, เวทนา (ความรู้สึก), จิต, และธรรม (สภาวะในใจ)
- กายานุปัสสนา: การรู้การเคลื่อนไหวของร่างกาย เช่น การเดินจงกรม หรือการรู้ลมหายใจ เพื่อให้เห็นว่าร่างกายเป็นเพียงการรวมตัวของธาตุที่เคลื่อนไหว ไม่ใช่ตัวตน
- เวทนานุปัสสนา: การรู้ทันความรู้สึกสุข ทุกข์ หรือเฉยๆ ที่เกิดขึ้น โดยไม่เข้าไปปรุงแต่ง เพื่อให้เห็นว่าเวทนาเป็นเพียงแขกที่มาแล้วก็ไป
- จิตตานุปัสสนา: การรู้ทันสภาวะของจิตที่เปลี่ยนแปลงไป เช่น จิตฟุ้งซ่าน จิตสงบ เพื่อให้เห็นว่าจิตไม่ใช่ตัวตนที่เที่ยงแท้
- ธัมมานุปัสสนา: การรู้ทันกิเลสที่เกิดขึ้นในใจ เช่น ความโลภ โกรธ หลง เพื่อให้เห็นว่ามันเป็นเพียงธรรมที่เกิดดับ ไม่ใช่ “ฉัน” ที่โลภหรือโกรธ
การเจริญสติปัฏฐานเปรียบเสมือน
“การผ่าตัด” ที่ช่วยให้เรามองเห็นอวัยวะภายในที่แท้จริง ไม่ใช่แค่รูปลักษณ์ภายนอกที่ถูกปรุงแต่ง
ชีวิตที่ไม่ยึดมั่น: การปล่อยวางและการอยู่กับปัจจุบัน ผลลัพธ์อันงดงามของการละคลายความยึดติด คือ
การปล่อยวาง และการใช้ชีวิตอย่างมีสติอยู่กับ ปัจจุบันขณะ การปล่อยวางไม่ใช่การละทิ้งหน้าที่ แต่คือการทำทุกสิ่งอย่างเต็มที่โดยไม่ยึดติดกับผลลัพธ์ ชีวิตที่ไม่ยึดมั่นเปรียบเหมือน
“การเดินตัวเปล่า” บนเส้นทางชีวิต ยิ่งสัมภาระเบาเท่าไหร่ เราก็ยิ่งเดินทางได้อย่างสบายใจ
อิสรภาพที่แท้จริง: เมื่อเข้าใจสมมติ…ก็พ้นทุกข์ เมื่อเราเข้าใจอย่างถ่องแท้ว่าทุกสิ่งเป็นเพียงสมมติ เราจะสามารถใช้ชีวิตในโลกนี้ได้อย่างปกติสุข แต่ไม่ยึดมั่นถือมั่น เราจะเห็นคุณค่าในสิ่งธรรมดาโดยไม่ต้องรอให้สังคมมาติดป้ายราคา เราจะมองเห็นความงามในความไม่เที่ยง และค้นพบความสุขที่มั่นคงและยั่งยืนจากภายใน
หนังสือเล่มนี้เปรียบชีวิตเหมือน
“เรือที่แล่นในทะเล” หากเราแบกสัมภาระหนักอึ้ง (ความยึดติดในสมมติ) เรือก็จะโคลงเคลงและอาจจมลง แต่ถ้าเรารู้ว่าอะไรคือสิ่งที่จำเป็นและอะไรที่ควรปล่อยวาง เรือก็จะลอยลำได้อย่างเบาสบาย และแล่นไปถึงจุดหมายได้อย่างปลอดภัย
การเดินทางแห่งการเรียนรู้เรื่อง “สมมติ” เป็นเพียงจุดเริ่มต้น ขอเชิญชวนผู้อ่านทุกท่านให้นำหลักธรรมที่ได้เรียนรู้ไปปฏิบัติในชีวิตประจำวันอย่างต่อเนื่อง เมื่อนั้น ท่านจะรู้สึกเบาสบายขึ้น ความกังวลลดลง และสามารถใช้ชีวิตอยู่ในโลกที่เต็มไปด้วยสมมติได้อย่างมีอิสระและมีความสุขอย่างยั่งยืน
Download หนังสือฟรี “สมมติ: เพราะไม่รู้ หลงยึด จึงทุกข์”




ใส่ความเห็น