สถาปนิกผู้สร้างโลก (ในใจเรา): คู่มือพบและสนทนากับผู้กำกับชีวิตที่ซ่อนอยู่ในตัวคุณ

เขียนโดย พิพัฒน์ธรรม

ผมเชื่อว่าหลายท่านที่กำลังถือบทความนี้อยู่ คงเคยรู้สึกเหมือนที่ผมเคยรู้สึก…

ความรู้สึกนั้นเริ่มต้นขึ้นในเช้าวันหนึ่งที่ไม่ต่างจากวันอื่นๆ เสียงนาฬิกาปลุกดิจิทัลดังขึ้นในเวลาหกนาฬิกาตรงเหมือนเช่นเคย ผมเอื้อมมือคว้าสมาร์ตโฟนขึ้นมากดปิด ก่อนที่นิ้วจะเลื่อนไปตามความเคยชินเพื่อเปิดดูการแจ้งเตือนต่างๆ ที่หลั่งไหลเข้ามาตลอดทั้งคืน กลุ่มไลน์จากที่ทำงาน ข้อความจากเพื่อนฝูง พาดหัวข่าวรอบโลกที่ดูเหมือนจะมีแต่เรื่องน่ากังวล และโฆษณาสินค้าที่ระบบอัลกอริทึมคิดว่าผมสมควรจะอยากได้

ชีวิตของผมในตอนนั้นดูเหมือนจะสมบูรณ์พร้อมในสายตาของคนส่วนใหญ่ ผมมีหน้าที่การงานที่มั่นคง มีบ้าน มีรถ มีสิ่งอำนวยความสะดวกสบายตามมาตรฐานของคนในยุคนี้ แต่ลึกลงไปภายใต้เปลือกนอกของชีวิตที่ดูเหมือนจะ “โอเค” นั้น ผมรู้สึกได้ถึงความว่างเปล่าชนิดหนึ่ง เป็นความรู้สึกกลวงๆ เหมือนมีอะไรบางอย่างขาดหายไป เป็นเสียงกระซิบเบาๆ ในยามค่ำคืนที่เงียบสงัดว่า “นี่น่ะหรือชีวิต?” “เรากำลังวิ่งไปเพื่ออะไรกันแน่?”

ผมพยายามกลบเสียงนั้นด้วยการทำให้ตัวเองยุ่งเข้าไว้ ทำงานให้หนักขึ้น ออกไปสังสรรค์ให้บ่อยขึ้น เสพสื่อบันเทิงให้มากขึ้น แต่ก็ดูเหมือนว่ายิ่งพยายามวิ่งหนี เสียงนั้นก็ยิ่งดังขึ้นในใจ… เหมือนเราเป็นหนูแฮมสเตอร์ที่วิ่งอยู่ในวงล้อ ยิ่งวิ่งเร็วเท่าไหร่ วงล้อก็ยิ่งหมุนเร็วขึ้นเท่านั้น แต่ทิวทัศน์รอบตัวไม่เคยเปลี่ยนแปลง เรายังคงติดอยู่ที่เดิม

จนกระทั่งวันหนึ่ง ผมได้พบกับแนวคิดที่ทำให้โลกทั้งใบของผมสั่นสะเทือน…

แนวคิดที่ว่า… “โลกที่เราแต่ละคนประสบพบเจอ ไม่ว่าสุขหรือทุกข์ ไม่ได้มีอยู่ตามภาวะของมันเอง แต่ถูกปรุงแต่งและสร้างขึ้นโดยกลไกที่ซับซ้อนภายในใจของเรา”

มันเป็นความสว่างในใจที่เหมือนกับมีคนมาเปิดไฟในห้องที่มืดมิดมานาน ผมตระหนักได้ในทันทีว่า ที่ผ่านมาผมพยายามจัดข้าวของในห้องมืดๆ สลับที่เฟอร์นิเจอร์ไปมา แต่ไม่เคยคิดที่จะหา “สวิตช์ไฟ” เลยแม้แต่ครั้งเดียว ความคิดเรื่อง “สถาปนิก” จึงได้ถือกำเนิดขึ้นในใจของผมในวันนั้น…

ถ้าประสบการณ์ทั้งหมดของผมถูกสร้างขึ้น… ใครคือผู้สร้าง? ใครคือ “สถาปนิก” ผู้ออกแบบและควบคุมการก่อสร้างโลกทั้งใบที่ผมอาศัยอยู่?

นี่คือจุดเริ่มต้นของการเดินทางที่ปรากฏอยู่ในหนังสือ “สถาปนิกผู้สร้างโลก (ในใจเรา)” โดย พิพัฒน์ธรรม ซึ่งไม่ใช่ตำราธรรมะที่แห้งแล้ง แต่คือ “บันทึกการเดินทาง” เพื่อเข้าไปทำความรู้จักและสนทนากับ “สถาปนิก” ผู้อยู่เบื้องหลังทุกความสุขและความทุกข์ในชีวิตของเรา

บทความนี้จะทำหน้าที่เป็น “ไกด์นำทาง” เชิญชวนให้ท่านได้ร่วมเดินทางไปกับผม เพื่อค้นพบว่าสถาปนิกผู้นี้คือใคร, เขาทำงานอย่างไร, และเราจะสื่อสารกับเขาเพื่อสร้างโลกใบใหม่ที่เปี่ยมด้วยความสงบสุขขึ้นมาได้อย่างไร และท้ายที่สุด ขอเชิญชวนให้ท่านดาวน์โหลดหนังสือเล่มนี้ซึ่งผู้เขียนได้มอบให้เป็นธรรมทานในรูปแบบ e-book ที่สามารถดาวน์โหลดได้ฟรี เพื่อเริ่มต้นการเดินทางที่สำคัญที่สุด…การเดินทางเพื่อพบกับสถาปนิกในใจเรา


วาระสนทนาที่ 1: การเดินทางเริ่มต้น – ทำไมเราถึงเป็นทุกข์?

การเดินทางของหนังสือเล่มนี้เริ่มต้นขึ้นด้วยคำถามที่เรียบง่ายที่สุด แต่ก็เป็นคำถามที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในชีวิต:

“ทำไมเราถึงเป็นทุกข์?”

เราทุกคนต่างพยายามอย่างเต็มที่ที่จะมีความสุข แต่ทำไมความทุกข์จึงดูเหมือนเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตที่เราสลัดไม่หลุดเสียที?

พระอาจารย์จอนห์ ตัวแทนแห่งปัญญาในหนังสือเล่มนี้ ได้มอบอุปมาที่ทรงพลังเพื่อตอบคำถามนี้ ท่านเปรียบเทียบว่า…

“โลกภายนอก” ทั้งผู้คน เหตุการณ์ คำชม คำตำหนิ ก็เปรียบเสมือน “ภาพบนจอภาพยนตร์” ส่วน “ใจ” ของเรานี่แหละ คือ “เครื่องฉายภาพยนตร์” เครื่องนั้น

ที่ผ่านมา เราส่วนใหญ่ใช้เวลาทั้งชีวิตไปกับการพยายามเช็ดจอ พยายามวิ่งวุ่นจัดการกับภาพบนจอ เราพยายามเปลี่ยนคนอื่น, ควบคุมสถานการณ์, ไขว่คว้าเฉพาะภาพที่สวยงาม และผลักไสภาพที่ไม่น่าพอใจ แต่เรากลับไม่เคยหันกลับมาดู “เครื่องฉาย” ที่เป็นต้นตอของภาพทั้งหมดเลย เราจึงเป็นทุกข์ เพราะเรามัวแต่แก้ปัญหาที่ปลายเหตุ แต่ไม่เคยเข้าใจต้นตอของปัญหา ซึ่งก็คือกลไกการทำงานของใจเราเอง

แต่ความทุกข์ที่เราเจอนั้นมันรู้สึก “จริง” เหลือเกินไม่ใช่หรือ? พระอาจารย์จอนห์อธิบายต่อไปด้วยหลักคำสอนเรื่อง

“ลูกศรสองดอก”

  • ลูกศรดอกที่หนึ่ง: คือเหตุการณ์ภายนอกที่เกิดขึ้นกับเรา เป็นสิ่งที่ควบคุมไม่ได้ มันพุ่งเข้ามาปักที่เรา เช่น การถูกตำหนิ, การเจ็บป่วย, การสูญเสีย นี่คือ “ทุกข์โดยสภาวะ” ที่ทุกคนต้องเผชิญ ไม่มีใครหลีกเลี่ยงได้
  • ลูกศรดอกที่สอง: คือลูกศรที่เรา “ยิงซ้ำเข้าไปที่แผลเดิมด้วยมือของเราเอง” มันคือความโกรธ, ความเศร้า, ความน้อยเนื้อต่ำใจ, ความคิดฟุ้งซ่าน… มันคือ “เรื่องราว” ที่ใจของเราสร้างขึ้นมาปรุงแต่งต่อจากเหตุการณ์ที่เกิด

เจ้านายตำหนิเรา… นั่นคือลูกศรดอกที่หนึ่ง มันเจ็บ แต่แล้วมันก็จบไป แต่หลังจากนั้น เรากลับมายิงลูกศรดอกที่สองใส่ตัวเองซ้ำๆ ตลอดทั้งวัน “ทำไมเขาต้องว่าเราแรงขนาดนี้” “เรามันไม่ได้เรื่องจริงๆ” ความทุกข์ทั้งหมดนี้…ใครเป็นคนสร้าง? เจ้านายของเรา หรือว่าใจของเราเอง?

และนี่คือหน้าที่ของ “สถาปนิกในใจ” ของเรา… เขาคือผู้ที่นำ “วัตถุดิบ” (ลูกศรดอกที่หนึ่ง) มาออกแบบและก่อสร้างเป็นผลงานต่างๆ อย่างรวดเร็วโดยที่เราไม่รู้ตัว

  • ถ้าเขาได้รับ “คำชม” เข้ามา เขาก็อาจจะสร้างเป็น “ปราสาทแห่งความทะนงตน”
  • ถ้าเขาได้รับ “คำตำหนิ” เข้ามา เขาก็อาจจะสร้างเป็น “คุกใต้ดินแห่งความน้อยเนื้อต่ำใจ”
  • ถ้าเขาได้รับ “ความไม่แน่นอนในอนาคต” เข้ามา เขาก็อาจจะสร้างเป็น “บ้านผีสิงแห่งความวิตกกังวล”

เราทุกคนต่างอาศัยอยู่ใน “อาคาร” ที่สถาปนิกคนนี้สร้างขึ้น และเราก็เข้าใจผิดมาตลอดว่าอาคารเหล่านี้คือโลกแห่งความเป็นจริง แต่แท้จริงแล้วมันคือโลกแห่งการปรุงแต่งของจิตใจเราเอง


วาระสนทนาที่ 2 & 3: โลกทั้งใบเกิดขึ้นที่ “ใจ” และโรงงานผลิตอารมณ์

เมื่อเข้าใจแล้วว่าความทุกข์ส่วนใหญ่มาจาก “เครื่องฉาย” ในใจเรา คำถามต่อไปคือ เครื่องฉายนี้ทำงานอย่างไร? สถาปนิกคนนี้ใช้วัสดุอะไรในการก่อสร้าง?

พระอาจารย์จอนห์ได้นำเราไปสู่การค้นพบที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของพระพุทธองค์ นั่นคือหลัก

“ปฏิจจสมุปบาท” ซึ่งในหนังสือเล่มนี้ได้ถูกนำเสนอในรูปแบบที่เข้าใจง่ายว่าคือ “โรงงานผลิตอารมณ์”

โรงงานแห่งนี้มีสายพานการผลิตที่ทำงานอย่างเป็นระบบและรวดเร็วในทุกขณะจิต:

  1. วัตถุดิบ (อารมณ์): เริ่มต้นจากการที่ อายตนะภายใน (ตา, หู, จมูก, ลิ้น, กาย, ใจ) ไปกระทบกับ อายตนะภายนอก (รูป, เสียง, กลิ่น, รส, สัมผัส, ธรรมารมณ์)
  2. แผนกรับรู้ (วิญญาณ): เมื่อมีการกระทบ ก็จะเกิด “วิญญาณ” หรือการรับรู้ขึ้นมา
  3. แผนกตรวจสอบคุณภาพ (เวทนา): ทันทีที่รับรู้ จิตจะทำการ “ตรวจสอบคุณภาพ” ของสิ่งที่มากระทบนั้นโดยอัตโนมัติ และให้ผลลัพธ์ออกมาเป็น “เวทนา” หรือความรู้สึกพื้นฐาน 3 รูปแบบ คือ สุขเวทนา (พอใจ), ทุกขเวทนา (ไม่พอใจ), หรืออทุกขมสุขเวทนา (เฉยๆ)
  4. แผนกผลิต (ตัณหา): ณ จุดนี้เองที่สถาปนิกจอมปรุงแต่งจะเข้ามาทำงาน! หากเป็นสุขเวทนา เขาก็จะผลิต “ตัณหา” หรือความอยากที่จะ “ดึง” เข้ามาอีก หากเป็นทุกขเวทนา เขาก็จะผลิตความอยากที่จะ “ผลัก” ออกไป
  5. แผนกบรรจุภัณฑ์ (อุปาทาน): เมื่อตัณหาเกิดขึ้นซ้ำๆ มันจะเหนียวแน่นขึ้นจนกลายเป็น “อุปาทาน” หรือความยึดมั่นถือมั่นว่า “นี่คือฉัน” “นี่คือของฉัน”
  6. ส่งมอบสินค้า (ภพ-ชาติ-ชรา-มรณะ): และในที่สุด โรงงานก็ได้ส่งมอบ “สินค้า” สำเร็จรูปออกมา นั่นคือ “ภพ” และ “ชาติ” ของความทุกข์ที่เกิดขึ้นในใจ ตามมาด้วยความเสื่อมสลาย (ชรา-มรณะ) ของอารมณ์นั้นๆ

นี่คือวงจรที่เกิดขึ้นเร็วมากในทุกขณะจิต และสถาปนิกในใจของเราก็ทำงานนี้อย่างชำนาญจนกลายเป็นความเคยชินที่ฝังลึก


วาระสนทนาที่ 4 & 5: นายช่างตัวจริง และเครื่องมือที่ชื่อ “สติ”

เมื่อเรารู้แล้วว่าโรงงานทำงานอย่างไร คำถามคือ เราจะเข้าไปแทรกแซงกระบวนการผลิตนี้ได้อย่างไร? เราจะสื่อสารกับสถาปนิกคนนี้ได้อย่างไร?

พระอาจารย์จอนห์ได้ชี้ให้เห็นว่า เราไม่สามารถ “สั่ง” ให้สถาปนิกหยุดทำงานได้ แต่เราสามารถเป็น “เพื่อน” กับเขาได้ เราสามารถเรียนรู้ที่จะ “เฝ้าดู” การทำงานของเขาได้อย่างมีสติ

นายช่างตัวจริง: “เจตสิก”สถาปนิกคนนี้ไม่ได้ทำงานคนเดียว เขามีทีมงานหรือ “นายช่าง” ผู้เชี่ยวชาญคอยช่วยเหลืออยู่เสมอ นายช่างเหล่านี้ในทางธรรมเรียกว่า

“เจตสิก” หรือสภาวะที่ประกอบจิต

  • นายช่างฝ่ายกุศล: เช่น สติ, ปัญญา, เมตตา, กรุณา
  • นายช่างฝ่ายอกุศล: เช่น โลภะ, โทสะ, โมหะ, มานะ, อิจฉา

ชีวิตของเราจะเป็นสุขหรือทุกข์ ขึ้นอยู่กับว่าสถาปนิกของเราเลือกที่จะจ้าง “นายช่าง” ทีมไหนมาทำงานในขณะนั้น

เครื่องมือสื่อสารที่สำคัญที่สุด: “สติ” แล้วเราจะแนะนำนายช่างฝ่ายกุศลให้สถาปนิกของเรารู้จักได้อย่างไร? คำตอบคือการใช้เครื่องมือที่ชื่อว่า

“สติ” (Mindfulness)

สติคือความสามารถในการ

“ระลึกรู้” ถึงสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นในปัจจุบันขณะ โดยไม่มีการตัดสิน

  • สติเปรียบเสมือน “ยามเฝ้าประตู” ของโรงงานผลิตอารมณ์ หน้าที่ของยามไม่ใช่การห้ามวัตถุดิบไม่ให้เข้ามา แต่คือการ “รู้ทัน” วัตถุดิบทุกชิ้นที่ผ่านประตูเข้ามา
  • สติคือ “กล้องวงจรปิด” ที่ทำให้เราเห็นกระบวนการทำงานของสถาปนิกและนายช่างในทุกขั้นตอน

เมื่อเราฝึกสติอย่างสม่ำเสมอ เราจะเริ่ม “เห็น” ความคิดและอารมณ์ที่เกิดขึ้นตามความเป็นจริง เราจะเห็นว่ามันเป็นเพียง “แขก” ที่มาเยี่ยมแล้วก็จากไป ไม่ใช่ “เจ้าของบ้าน” ที่แท้จริง


วาระสนทนาที่ 6 & 7: กฎสามข้อของธรรมชาติ และจาก “ผู้เล่น” สู่ “ผู้ดู”

เมื่อเราใช้สติเป็นเครื่องมือในการสำรวจโลกภายใน เราจะเริ่มค้นพบ

“กฎของธรรมชาติ” ที่สถาปนิกของเราไม่เคยรู้มาก่อน กฎสามข้อนี้คือ “ไตรลักษณ์”

  1. อนิจจัง (ความไม่เที่ยง): ทุกสิ่งที่สถาปนิกสร้างขึ้นล้วนไม่เที่ยงแท้แน่นอน
  2. ทุกขัง (ความคงอยู่ในสภาพเดิมไม่ได้): การพยายามยึดเหนี่ยวสิ่งที่กำลังเปลี่ยนแปลงนั้น คือความทุกข์โดยตัวของมันเอง
  3. อนัตตา (ความไม่มีตัวตนที่แท้จริง): ไม่มี “สถาปนิก” ที่เป็นตัวตนถาวรอยู่จริง มีเพียงกระแสของเหตุปัจจัยที่ทำงานสัมพันธ์กันเท่านั้น

เมื่อสถาปนิกในใจของเราได้เรียนรู้และเข้าใจกฎสามข้อนี้อย่างถ่องแท้…การเปลี่ยนแปลงครั้งยิ่งใหญ่ก็จะเกิดขึ้น

เราจะเปลี่ยนสถานะจาก

“ผู้เล่น” ที่อินไปกับทุกบทบาทในภาพยนตร์ที่สถาปนิกสร้างขึ้น มาเป็น “ผู้ดู” ที่นั่งดูละครโรงใหญ่นี้ด้วยความเข้าใจและปล่อยวาง

  • ท่านยังคงเห็นความโกรธ…แต่ท่านไม่ได้ “เป็น” ความโกรธ
  • ท่านยังคงรู้สึกถึงความสุข…แต่ท่านไม่ได้ “ยึด” ความสุขนั้นไว้
  • ท่านยังคงเผชิญหน้ากับปัญหา…แต่ท่านไม่ได้ “แบก” ปัญหานั้นไว้ในใจ

นี่คืออิสรภาพที่แท้จริง…อิสรภาพที่เกิดจากการได้พบและคืนดีกับ “สถาปนิก” ในใจของเราเอง


บทสรุป: แผนที่สู่ใจกลางสถาปนิก

การเดินทางผ่านหนังสือ “สถาปนิกผู้สร้างโลก (ในใจเรา)” คือการค้นพบว่า…

เราทุกคนมีอำนาจที่จะเปลี่ยนแปลงโลก…ไม่ใช่โลกภายนอก แต่คือโลกภายในที่ถูกสร้างขึ้นจากจิตใจของเราเอง เราไม่จำเป็นต้องรอให้ปัจจัยภายนอกเปลี่ยนแปลง แต่เราสามารถเริ่มต้นการ “รีโนเวท” โลกภายในของเราได้…ที่นี่…และเดี๋ยวนี้

หนังสือเล่มนี้คือ “แผนที่” ที่จะนำทางท่านให้ได้พบกับสถาปนิกผู้นี้ มันคือคู่มือที่จะสอนให้ท่านได้รู้จักเครื่องมือของเขา และเรียนรู้วิธีการสื่อสารกับเขาด้วยภาษาแห่งสติและปัญญา

การเดินทางบนหน้ากระดาษได้สิ้นสุดลงแล้ว แต่การเดินทางที่แท้จริงของท่านเพิ่งจะเริ่มต้นขึ้น ขอให้ท่านจงกล้าหาญที่จะหยิบ “ไฟฉายแห่งสติ” ขึ้นมา แล้วเริ่มต้นการสำรวจบ้านที่แท้จริงของท่าน…บ้านที่อยู่ในใจ…แล้วท่านจะพบว่า “สถาปนิก” ผู้นั้น…แท้จริงแล้วก็คือตัวท่านเอง…ผู้ซึ่งรอคอยการ “ตื่นรู้” ของตนเองมาโดยตลอด

Download หนังสือฟรี “สถาปนิกผู้สร้างโลก (ในใจเรา)”

ใส่ความเห็น