เขียนโดย พิพัฒน์ธรรม
ในรุ่งอรุณอันเงียบสงัดของหมู่บ้านเล็กๆ ที่ซุกตัวอยู่ในอ้อมกอดแห่งขุนเขา ณ อำเภอภูเรือ จังหวัดเลย…ม่านหมอกสีขาวนวลยังคงลอยตัวอ้อยอิ่ง ปกคลุมยอดเขาสีมรกตประหนึ่งผ้าห่มผืนบางเบาที่ธรรมชาติบรรจงมอบให้ ท่ามกลางความสงบเย็นนั้น มีร่างของหญิงสูงวัยผู้หนึ่งก้าวเดินอย่างมั่นคงไปตามถนนดินเล็กๆ ของหมู่บ้าน แม้ริ้วรอยบนใบหน้าจะบ่งบอกถึงวัยที่ล่วงผ่านร้อนหนาวมานานกว่าหกสิบเจ็ดปี แต่ดวงตาของท่านกลับเปี่ยมด้วยประกายแห่งความเมตตาและความสงบนิ่งที่ยากจะพบเห็นได้ในคนทั่วไป
ท่านคือ
แม่ครูอุษา… อดีตแม่พิมพ์ของชาติผู้ซึ่งบัดนี้ผันตนเองมาเป็นดั่งดวงประทีปที่คอยส่องสว่างให้แก่ทุกชีวิตในชุมชน ทุกย่างก้าวของท่านไม่ได้มีเพียงการเดินทางของร่างกาย แต่คือการทำงานของหัวใจที่เชื่อมโยงกับทุกข์สุขของผู้คน…หลังคาที่รั่วของบ้านยายคำ, เด็กน้อยที่ไม่ใส่รองเท้า…ทุกรายละเอียดอยู่ในสายตาแห่งความใส่ใจของท่านเสมอ แต่ใครเลยจะรู้ว่า ภายใต้ภาพลักษณ์ของหญิงชราผู้เข้มแข็งและเป็นที่พึ่งให้แก่ทุกคนนั้น ได้ซ่อนไว้ซึ่งบาดแผลแห่งความสูญเสียครั้งยิ่งใหญ่ที่สุดในชีวิต…บาดแผลที่ครั้งหนึ่งเคยผลักไสให้ท่านต้องจมดิ่งลงสู่หุบเหวแห่งความมืดมิด และเป็นบาดแผลเดียวกันนั้นเอง ที่ได้กลายมาเป็นจุดเริ่มต้นของการเดินทางทางจิตวิญญาณอันน่าอัศจรรย์ ที่จะเปลี่ยนความทุกข์อันแสนสาหัสให้กลายเป็นปัญญาและความกรุณาอันไพศาล
นวนิยายเชิงธรรมะ “ลมหายใจแห่งขุนเขา” โดย พิพัฒน์ธรรม คือบันทึกการเดินทางอันงดงามและลึกซึ้งของแม่ครูอุษา เป็นเรื่องราวที่จะพาเราไปค้นพบว่า แม้ในวันคืนที่มืดมนที่สุดของชีวิต เราก็ยังสามารถค้นพบแสงสว่างได้เสมอ…หากเพียงเรากล้าที่จะหันกลับมาเผชิญหน้ากับความเจ็บปวดนั้น และเรียนรู้ที่จะอยู่กับมันด้วย “ลมหายใจ” ของเราเอง
บทความนี้จะทำหน้าที่เป็น “กัลยาณมิตร” นำทางท่านผ่านเรื่องราวอันเปี่ยมด้วยแรงบันดาลใจจากหนังสือเล่มนี้ ซึ่งผู้เขียนได้มอบให้เป็นธรรมทานในรูปแบบ e-book ที่สามารถดาวน์โหลดได้ฟรี เพื่อที่เราจะได้ร่วมกันค้นพบว่า…ลมหายใจเข้าคือการต้อนรับชีวิต…และลมหายใจออกคือการแบ่งปันความกรุณาสู่โลกใบนี้
เมื่อท้องฟ้าเหนือผาแหลกสลาย
สิบปีก่อนหน้า…ท้องฟ้าเหนือหมู่บ้านริมภูไม่ได้สว่างไสวเช่นวันนี้… สายฝนเดือนแปดโปรยปรายลงมาอย่างไม่ลืมหูลืมตา เสียงฟ้าร้องคำรามก้องหุบเขา คล้ายจะเยาะเย้ยเสียงร้องไห้คร่ำครวญจนแทบจะขาดใจของแม่ครูอุษาในเรือนไม้หลังน้อยของท่าน ข่าวร้ายจากโทรศัพท์เมื่อช่วงบ่ายยังคงก้องอยู่ในหู “รถทัวร์สายกรุงเทพ-เลย เสียหลักพลิกคว่ำ…ครูสมศักดิ์…เสียชีวิตในที่เกิดเหตุ”
ครูสมศักดิ์…สามีผู้เป็นดั่งลมหายใจ เป็นเพื่อนคู่คิด เป็นทุกสิ่งทุกอย่างของท่าน โลกทั้งใบของแม่ครูอุษาพังทลายลงในชั่วพริบตา ความอบอุ่นในหัวใจถูกแทนที่ด้วยความเย็นเยียบของความสูญเสีย ความหวังในวันพรุ่งนี้ดับวูบลง เหลือเพียงความมืดมิดและคำถามที่วนเวียนซ้ำแล้วซ้ำเล่า “ทำไม…ทำไมต้องเป็นเรา”
สามวันสามคืนผ่านไปราวกับสามชั่วกัปชั่วกัลป์ ร่างกายของท่านอ่อนล้าเกินกว่าจะร่ำไห้ต่อ แต่มหาสมุทรแห่งความทุกข์ภายในใจกลับยังคงปั่นป่วนรุนแรง ท่านรู้สึกเหมือนกำลังจะจมดิ่งสู่ความบ้าคลั่ง ในเช้าวันที่สี่ ท่ามกลางสายฝนที่เริ่มซาเม็ด ท่านลุกขึ้นยืนอย่างไร้เรี่ยวแรง เดินออกจากบ้านไปอย่างไม่มีจุดหมาย ปล่อยให้สองเท้าพาร่างที่ไร้วิญญาณนี้เดินลัดเลาะไปตามเส้นทางลูกรังที่ชุ่มแฉะและลื่น…เส้นทางที่มุ่งหน้าสู่สำนักสงฆ์เล็กๆ บนเนินเขา…“สำนักสงฆ์ริมเขา”
ที่นั่น…ใต้ต้นมะม่วงใหญ่ ท่านได้พบกับพระภิกษุชาวตะวันตกวัยชรารูปหนึ่ง กำลังก้มหน้าก้มตากวาดใบไม้ที่เปียกชื้นอย่างเชื่องช้าและสงบ…
หลวงตาจอนห์
เมื่อหลวงตาเงยหน้าขึ้นมาสบตากับท่าน ในแววตาคู่นั้นไม่มีคำถาม ไม่มีคำตัดสิน มีเพียงความเมตตาที่บริสุทธิ์และเยือกเย็น ดั่งผืนน้ำในบ่อที่นิ่งสงบ เพียงแค่คำถามเรียบง่ายที่ว่า “โยม…มีเรื่องทุกข์ใจอันใดรึ” ทำนบน้ำตาที่เหือดแห้งไปแล้วของแม่ครูอุษาก็พังทลายลงมาอีกครั้ง ท่านทรุดกายนั่งลงกับพื้นทรายที่เปียกชื้น ปล่อยโฮออกมาอย่างไม่อับอาย คำพูดพรั่งพรูออกมาจากหัวใจที่แหลกสลาย
“ทำไม…หลวงตา…ทำไมต้องเป็นดิฉัน…สามีของดิฉัน…เขาเป็นคนดี…เขาทำบุญ…ช่วยเหลือคนอื่นมาตลอดชีวิต…ทำไมฟ้าดินถึงได้ลงโทษเขา…ลงโทษดิฉันแบบนี้…มันไม่ยุติธรรมเลย…ไม่ยุติธรรม…ฮือ…”
บทเรียนแรก…ณ ริมตลิ่งแห่งใจ
หลวงตาจอนห์ไม่ได้พูดอะไรในทันที ท่านเพียงแค่นั่งลงบนแคร่ไม้ไผ่เก่าๆ แล้วมองมาที่ท่านด้วยสายตาแห่งความเข้าใจอย่างลึกซึ้ง ท่านปล่อยให้แม่ครูอุษาได้ระบายความเจ็บปวดทั้งหมดออกมาจนหมดสิ้น เมื่อเห็นว่าพายุอารมณ์เริ่มสงบลงบ้างแล้ว ท่านจึงเอ่ยถามขึ้นช้าๆ ชัดๆ ว่า
“โยม…อาตมาขอถามหน่อยเถิด…ตอนนี้…ความทุกข์ของโยมมันอยู่ที่ไหน”
“ก็…ก็อยู่ที่ใจของดิฉันน่ะสิเจ้าคะ…มันบีบคั้น…มันเผาไหม้…มันหนักอึ้งไปหมด”
“ดีแล้ว…ที่โยมรู้ว่ามันอยู่ที่ใจ” หลวงตาพูดต่อ “โยมลองดูมันดีๆ สิ…ความทุกข์ที่ว่าหนักอึ้งน่ะ…หน้าตาเป็นอย่างไร…สีอะไร…รูปร่างเหมือนก้อนหิน หรือเหมือนเปลวไฟ”
“โยมไม่ต้องคิด…แค่ ‘ดู’ มัน…ตอนนี้มันกำลังบีบคั้นหัวใจโยมอยู่ใช่ไหม…ลองมองเข้าไปตรงๆ ที่ความรู้สึกนั้น…ไม่ต้องพยายามผลักไสมัน…ไม่ต้องพยายามดับมัน แค่มองดูมันเฉยๆ…เหมือนเรานั่งอยู่ริมตลิ่ง แล้วมองดูกระแสน้ำที่เชี่ยวกรากไหลผ่านไป…
เราไม่ใช่กระแสน้ำ เราเป็นแค่ ‘ผู้ดู’”
แม่ครูอุษาหลับตาลงตามที่หลวงตาบอก ในตอนแรก จิตใจยังคงสับสนวุ่นวาย แต่เมื่อท่านลองทำตาม…ลองแค่ “ดู” ความรู้สึกบีบคั้นที่กลางอก โดยไม่เข้าไปตัดสินหรือพยายามทำอะไรกับมัน…ท่านก็เริ่มสังเกตเห็นอะไรบางอย่าง…ความรู้สึกนั้นมันไม่ได้คงที่…เดี๋ยวก็บีบแน่น…เดี๋ยวก็คลายตัว…เดี๋ยวก็ร้อนรุ่ม…เดี๋ยวก็เย็นวาบ…มันเป็นเพียงสภาวะหนึ่งที่เกิดขึ้น ตั้งอยู่ แล้วก็เปลี่ยนแปลงไป
“โยมเห็นไหม…” เสียงของหลวงตาดังขึ้นอีกครั้ง “มันไม่เที่ยง…มันไม่ใช่ตัวตนที่แท้จริงของเรา…มันเป็นแค่ ‘แขก’ ที่มาเยี่ยมเยียนจิตใจของเราเท่านั้น…แขกบางคนน่ารังเกียจ เราไม่อยากต้อนรับ แต่ยิ่งเราขับไล่ เขาก็ยิ่งไม่ยอมไป…ลองเปลี่ยนใหม่…ลองแค่รับรู้ว่า ‘อ้อ…แขกที่ชื่อว่าความทุกข์มาเยี่ยมเราอีกแล้ว’…แค่รับรู้…ไม่ต้องเสิร์ฟน้ำ ไม่ต้องชวนคุย…แค่รู้ว่าเขาอยู่ตรงนั้น”
“แล้วดิฉันจะทำอย่างไร…มันทรมานเหลือเกิน”
“กลับมาที่ลมหายใจ…โยม” หลวงตาตอบอย่างอ่อนโยน “โยมไม่ต้องไปทำอะไรกับความทุกข์เลย…แค่กลับมาอยู่กับบ้านของเรา คือลมหายใจที่ปลายจมูกนี่…หายใจเข้า…รู้สึกถึงลมที่กระทบ…หายใจออก…รู้สึกถึงลมที่ผ่านไป…ให้ใจมันมีที่พัก…มีสมอที่คอยยึดเหนี่ยวไว้ ท่ามกลางพายุอารมณ์ที่บ้าคลั่ง…ทำได้ไหม”
แม่ครูอุษาสูดลมหายใจเข้าลึกๆ เป็นครั้งแรกในรอบหลายวัน…มันเป็นลมหายใจที่สั่นเครือและตื้นเขิน…แต่ท่านก็รู้สึกได้ถึงลมที่ผ่านเข้าออก…หายใจเข้า…“พุท”…หายใจออก…“โธ”…ท่านทำซ้ำๆ…เป็นครั้งแรก…ที่ท่านไม่ได้จมหายไปกับความทุกข์ทั้งหมด…แต่สามารถถอยออกมาเป็น “ผู้มองเห็น” มันได้ แม้จะเพียงชั่วขณะสั้นๆ ก็ตาม
หยาดน้ำตาหยดสุดท้ายไหลรินลงอาบแก้ม…แต่คราวนี้มันไม่ใช่น้ำตาแห่งความสิ้นหวัง…หากแต่เป็นน้ำตาแห่งความซาบซึ้งและตื้นตันใจ…ที่ได้พบแสงสว่างรำไรที่ปลายอุโมงค์
วันนั้น…แม่ครูอุษาได้เครื่องมือชิ้นสำคัญที่สุดกลับไป นั่นคือ
“สติ” และ “ลมหายใจ”…เป็นจุดเริ่มต้นของการเดินทางบนเส้นทางสายธรรม ที่จะเปลี่ยนความทุกข์อันยิ่งใหญ่ที่สุดในชีวิต ให้กลายเป็นปัญญาและความกรุณาอันไพศาลที่สุดในเวลาต่อมา
จากผู้รับการเยียวยา สู่ผู้มอบความกรุณา
สิบปีผ่านไป…ภาพความทรงจำจางหายไป…แม่ครูอุษากลับคืนสู่ปัจจุบัน ท่านก้าวเดินต่อไปยังบ้านของ
“คำหล้า” หญิงสาวที่กำลังเผชิญกับความทุกข์แบบเดียวกับที่ท่านเคยผ่านมา
“ลมหายใจแห่งขุนเขา” ไม่ได้เป็นเพียงเรื่องราวการเอาชนะความทุกข์ส่วนตนของแม่ครูอุษา แต่คือการเดินทางบทใหม่ที่งดงามยิ่งกว่า…คือการที่ท่านได้นำเอาตะเกียงที่หลวงตาจอนห์เคยจุดให้ท่านเมื่อสิบปีก่อน…ส่งต่อไปให้กับผู้ที่กำลังหลงทางอยู่ในความมืดมิดคนแล้วคนเล่า
ท่านไม่ได้เทศนาสั่งสอนด้วยหลักธรรมที่สูงส่ง แต่ท่าน “อยู่เคียงข้าง” และ “รับฟัง” ด้วยหัวใจที่เข้าใจอย่างแท้จริง ท่านได้กลายเป็นลมหายใจที่อบอุ่นให้แก่ทุกคนในหมู่บ้าน
- ท่านเยียวยาความเจ็บปวดทางกาย ของ ลุงมี ชายชราที่ปวดเข่า ด้วยยาสมุนไพรที่ท่านฝนเองกับมือ พร้อมกับสอนธรรมะง่ายๆ ว่า “สังขารมันก็เป็นแบบนี้แหละลุงเอ๋ย…มันเป็นของยืมเขามาใช้…เวลาปวด ก็อย่าไปสู้กับมันนะ…แค่รู้ว่ามันปวด…แล้วก็หายใจเข้าลึกๆ หายใจออกยาวๆ”
- ท่านบรรเทาความกลัว ของ เอื้องคำ หญิงสาวท้องแก่ที่กลัวการคลอดบุตร ท่านสอนให้เธอใช้ลมหายใจเป็นเครื่องมือส่งความรักและความกล้าหาญไปให้ลูกในครรภ์ และเปรียบเทียบความเจ็บปวดเหมือน “คลื่นในทะเล” ที่ซัดเข้ามาแล้วก็จะผ่านไป
- ท่านเปิดประตูใจ ของ นนท์ เด็กหนุ่มผู้สิ้นหวังจากการสอบเข้ามหาวิทยาลัยไม่ติด จนขังตัวเองอยู่ในห้องมืด ท่านไม่ได้เข้าไปเพื่อเทศนา แต่เข้าไปเพื่อ “ทำความเข้าใจ” โลกของเขา ท่านชื่นชมในความสามารถการเล่นเกมของเขาอย่างจริงใจ ก่อนจะเปรียบเทียบความคิดลบๆ ว่าเป็นเหมือน “เมฆหมอก” ที่บดบัง “ท้องฟ้า” คือใจที่สว่างไสวของเรา แล้วจึงค่อยๆ ชี้ทางให้เขาลองเป็น “ท้องฟ้า” ที่เฝ้าดูเมฆเหล่านั้น ด้วยการกลับมาอยู่กับลมหายใจเพียงวันละ 5 นาที
- ท่านสมานรอยร้าวในเรือนใจ ของ ทิวาและราตรี สองพี่น้องที่ทะเลาะกันเรื่องมรดกที่ดินจนแทบจะตัดขาดจากกัน ท่านไม่ได้เข้าไปตัดสินว่าใครถูกใครผิด แต่ท่านพาพวกเขาทั้งสองไปที่หน้า “ธาตุ” หรือเจดีย์บรรจุอัฐิของพ่อแม่ แล้วใช้ “ความตาย” เป็นครูสอนบทเรียนเรื่อง “อนิจจัง” ว่าไม่มีสิ่งใดที่เรายึดถือไว้ได้เลย…ยกเว้นความเป็นพี่น้องและความรักในสายเลือด
การเดินทางครั้งสุดท้าย และสภาวะใหม่แห่งชีวิต
เรื่องราวทั้งหมดดำเนินไปท่ามกลางการเรียนรู้และการเติบโตทางจิตวิญญาณของแม่ครูอุษา ท่านยังคงเดินทางไปสนทนาธรรมกับหลวงตาจอนห์อยู่เสมอ บทสนทนาของท่านทั้งสองได้นำพาเราไปสู่ความเข้าใจในธรรมะที่ลึกซึ้งยิ่งขึ้น ตั้งแต่เรื่อง
จิตประภัสสร ที่เปรียบเหมือนท้องฟ้าที่ไร้เมฆ , การเชื่อมโยงคำสอนเรื่อง
“บาร์โด” หรือสภาวะระหว่างภพของสายทิเบต เข้ากับหลัก จุติจิต-ปฏิสนธิจิต ของสายเถรวาท , ไปจนถึงการปฏิบัติภาวนาเพื่อเข้าถึง
“สุญญตา” หรือความว่างเปล่าจากตัวตน
และแล้ว…วันหนึ่ง “สัญญาณจากสายลม” ก็มาถึง…
ขณะที่ท่านกำลังเดินจงกรมอยู่นั้นเอง ความรู้สึกหน้ามืดอย่างรุนแรงก็จู่โจมเข้ามาอย่างกะทันหัน พร้อมกับหัวใจที่เต้นระรัวผิดจังหวะ แต่สำหรับผู้ที่ได้ฝึกฝนสติมาตลอดทั้งชีวิต ปฏิกิริยาที่เกิดขึ้นกลับแตกต่างออกไปโดยสิ้นเชิง
สติอัตโนมัติที่ถูกอบรมมาอย่างดีได้ผุดขึ้นมารับรู้สภาวะที่เกิดขึ้นตามความเป็นจริง ท่านไม่ได้ตื่นตระหนก แต่กำหนดรู้ในใจว่า “เวียนศีรษะหนอ”… “ใจสั่นหนอ”… ท่านค่อยๆ ประคองร่างของตนเองให้นั่งลงพิงกับต้นมะม่วง แล้วเฝ้าดูความเสื่อมสลายของร่างกายตนเองด้วยใจที่เป็นกลาง…และในท่ามกลางความปั่นป่วนของร่างกายนั้นเอง รอยยิ้มบางเบาอย่างน่าประหลาดก็ได้ปรากฏขึ้นที่มุมปากของท่าน…รอยยิ้มแห่ง “การยอมรับ” และ “ความเข้าใจ”…ท่านรู้แล้วว่า “เขามาเตือนแล้วนะ…สังขารนี้…ใกล้จะหมดสัญญาเช่าแล้วสินะ”
การเดินทางในช่วงสุดท้ายของแม่ครูอุษา คือธรรมเทศนาที่ทรงพลังที่สุด ท่านได้จัดแจง “เรือนร่าง” ของท่านด้วยการบริจาคร่างกายเป็นอาจารย์ใหญ่ และส่งมอบ “คบเพลิงแห่งความกรุณา” ให้แก่คนรุ่นต่อไป ห้องนอนของท่านได้กลายเป็น “ห้องเรียนสุดท้าย” ที่ซึ่งความสงบของท่านได้กลายเป็นบทเรียนที่ยิ่งใหญ่กว่าคำพูดนับล้านคำให้แก่ชาวบ้านที่แวะเวียนมาเยี่ยมเยียน
และในรุ่งอรุณของวันสุดท้าย…ท่ามกลางบรรยากาศอันศักดิ์สิทธิ์ที่โอบล้อมด้วยพลังเมตตาของครอบครัว, ของหลวงตาจอนห์, และของทุกคนที่ท่านรัก ลมหายใจสุดท้ายของท่านก็ได้ผ่านออกจากร่างกายไปอย่างสงบ…พร้อมกับรอยยิ้มที่บางเบาที่สุด…งดงามที่สุด…และสงบสุขที่สุด
“เธอไม่ได้จากไปไหนเลย…อุษา…เธอได้กลายเป็นลมหายใจของขุนเขาไปแล้วจริงๆ”
นี่คือบทสรุปสุดท้ายจากหลวงตาจอนห์…การตายของแม่ครูอุษาไม่ใช่ “การสิ้นสุด” หากแต่คือ “การเกิดใหม่” ของธรรมะในหัวใจของผู้คนจำนวนนับไม่ถ้วน มรดกธรรมของท่านได้ถูกสืบทอดและหยั่งรากลึกลงในหัวใจของชาวบ้านริมภูทุกคนแล้วอย่างสมบูรณ์
เรื่องราวของ “ลมหายใจแห่งขุนเขา” คือบทพิสูจน์อันงดงามว่า ธรรมะของพระพุทธองค์นั้นคือหนทางที่นำไปสู่การอยู่เป็นสุข และการตายอย่างสงบได้อย่างแท้จริง และแสงสว่างที่แท้จริงนั้น…ไม่ได้อยู่ไกลที่ไหนเลย…หากแต่อยู่ในใจกลางของสรรพสัตว์ทุกผู้ทุกนามนั่นเอง
Download หนังสือฟรี “ลมหายใจแห่งขุนเขา”




ใส่ความเห็น