มหาสมุทรสังสารวัฏ: แผนที่ฉบับสมบูรณ์สำหรับนักเดินทางผู้หลงทาง สู่ฝั่งแห่งพระนิพพาน

เขียนโดย พิพัฒน์ธรรม

ท่านเคยลองจินตนาการถึงสถานการณ์นี้บ้างหรือไม่ครับ…

ลองนึกภาพว่า ในเช้าวันหนึ่ง ท่านตื่นขึ้นมาแล้วพบว่าตัวเองกำลังลอยคออยู่กลางมหาสมุทรอันเวิ้งว้างกว้างใหญ่ มองไปทางทิศไหนก็เห็นเพียงผืนน้ำสีครามเข้มจรดกับเส้นขอบฟ้า ไม่มีแผ่นดิน ไม่มีเรือลำอื่น ไม่มีสิ่งใดให้ยึดเหนี่ยวเกาะกุม ความทรงจำก่อนหน้านี้เลือนรางเต็มที ท่านจำไม่ได้ว่าตัวเองมาจากไหน จำไม่ได้ว่าเหตุใดจึงมาอยู่ที่นี่ และที่น่าหวาดหวั่นที่สุดคือ ท่านไม่รู้เลยว่าจะต้องไปทางไหนต่อ

ความรู้สึกแรกที่ถาโถมเข้ามาคงหนีไม่พ้นความอ้างว้าง ความโดดเดี่ยว และความหวาดกลัวที่จับขั้วหัวใจ คลื่นลมที่ซัดสาดเข้ามาไม่ขาดสายคือเพื่อนเพียงคนเดียวที่ท่านมี แสงแดดที่แผดเผาในยามกลางวันและความหนาวเหน็บในยามค่ำคืนคือความจริงที่ท่านต้องเผชิญ ท่านไม่รู้เลยว่าใต้มหาสมุทรที่ลึกล้ำลงไปนั้น มีภยันตรายอะไรซ่อนอยู่บ้าง และไม่รู้ว่าเรี่ยวแรงที่มีอยู่จะทำให้ท่านลอยคออยู่ได้อีกนานเท่าใด

ผมอยากขอเชิญชวนให้ท่านผู้อ่านได้หยุดพิจารณาภาพนี้สักครู่หนึ่ง… เพราะภาพของนักเดินทางผู้หลงทางกลางมหาสมุทรนี้ ไม่ใช่เรื่องไกลตัวเลยแม้แต่น้อย ในทางธรรมแล้ว นี่คือภาพสะท้อนที่แท้จริงของสถานะของ “เราทุกคน” ที่กำลังเวียนว่ายตายเกิดอยู่ในสิ่งที่พระพุทธองค์ทรงเรียกว่า

“สังสารวัฏ”

เราทุกคนต่างตื่นขึ้นมาในภพชาติปัจจุบัน โดยจำไม่ได้ว่าเรามาจากไหนในอดีตชาติที่นับไม่ถ้วน เราต่างถูกคลื่นแห่งกิเลส (ความโลภ โกรธ หลง) ซัดสาดให้ต้องดิ้นรนไขว่คว้าอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน เราต่างเผชิญกับเปลวแดดแห่งความทุกข์และความหนาวเหน็บแห่งความพลัดพราก โดยที่ไม่รู้เลยว่าการเดินทางนี้จะสิ้นสุดลงที่ใด และเมื่อสิ้นสุดลมหายใจในชาตินี้แล้ว เราจะต้องไปทางไหนต่อ

หนังสือ

“มหาสมุทรแห่งสังสารวัฏ” โดย พิพัฒน์ธรรม คือความพยายามที่จะทำความเข้าใจ “แผนที่” ของมหาสมุทรแห่งนี้ ตามคำสอนของพระบรมศาสดา ผู้เปรียบเสมือนบุคคลเพียงหนึ่งเดียวที่ได้เดินทางข้ามฝั่งมหาสมุทรนี้ไปได้แล้ว และได้เมตตาทิ้งแผนที่ไว้ให้แก่เรา

บทความนี้จะทำหน้าที่เป็น “ผู้นำร่อง” นำทางท่านผ่านแก่นปัญญาอันล้ำค่าจากหนังสือเล่มนี้ ซึ่งผู้เขียนได้มอบให้เป็นธรรมทานในรูปแบบ e-book ที่สามารถดาวน์โหลดได้ฟรี เพื่อที่เราจะได้ร่วมกันสำรวจมหาสมุทรอันน่าสะพรึงกลัวนี้ และที่สำคัญที่สุด คือการค้นพบหนทางที่จะสร้าง “แพ” ลำสุดท้าย เพื่อนำพาตนเองไปสู่ “ฝั่ง” อันเป็นดินแดนที่เกษม ปลอดภัย และจะไม่มีความทุกข์ใดๆ มากล้ำกรายได้อีกเลย


เรือชูชีพที่หาได้ยากยิ่ง: คุณค่าของชีวิตมนุษย์

ก่อนที่เราจะไปสำรวจดินแดนต่างๆ ในมหาสมุทรแห่งนี้ เราจำเป็นต้องสำรวจ “เรือชูชีพ” ลำน้อยที่เรากำลังนั่งอยู่กันก่อน นั่นก็คือ “อัตภาพความเป็นมนุษย์” ของเราในปัจจุบันนี้เอง

หลายท่านอาจคิดว่าการได้เกิดมาเป็นมนุษย์นั้นเป็นเรื่องธรรมดา แต่ในทัศนะของพระพุทธองค์แล้ว นี่คือความมหัศจรรย์ที่หาได้ยากยิ่งกว่าการถูกรางวัลที่หนึ่งนับล้านๆ ครั้งเสียอีก พระองค์ได้ทรงแสดงอุปมาเรื่อง

“เต่าตาบอด” ไว้อย่างทรงพลัง

พระองค์ตรัสเล่าว่า ให้ลองจินตนาการถึงมหาสมุทรที่กว้างใหญ่ไพศาล มีคนโยน “ห่วงไม้” ที่มีรูขนาดพอดีกับหัวเต่าได้เพียงรูเดียวลงไป ห่วงไม้นั้นก็จะลอยล่องไปตามกระแสลมและกระแสน้ำอย่างไร้ทิศทาง ขณะเดียวกัน ใต้ท้องมหาสมุทรอันลึกล้ำนั้น มีเต่าตาบอดอยู่ตัวหนึ่ง ซึ่งในทุกๆ 100 ปี มันจะโผล่หัวขึ้นมาบนผิวน้ำเพื่อหายใจเพียงครั้งเดียว แล้วก็จมกลับลงไปอีก พระพุทธองค์ทรงตรัสถามว่า เป็นไปได้หรือไม่ ที่เต่าตาบอดตัวนั้นจะบังเอิญโผล่ศีรษะขึ้นมาสอดเข้ากับห่วงไม้นั้นได้อย่างพอดี? แน่นอนว่ามันเป็นไปได้ยากอย่างยิ่ง แต่พระองค์กลับตรัสความจริงที่น่าตกใจยิ่งกว่านั้นว่า

“การที่เต่าตาบอดตัวนั้นจะสอดคอเข้าไปในห่วงไม้ได้ ยังจะง่ายกว่าการที่สัตว์ผู้ไปสู่อบายภูมิแล้ว จะได้กลับมาเกิดเป็นมนุษย์อีกครั้งหนึ่ง”

เมื่อได้สดับฟังเช่นนี้แล้ว เราควรจะตระหนักได้ในทันทีว่า เรือชูชีพที่เรียกว่า “ชีวิตมนุษย์” ที่เรากำลังอาศัยอยู่นี้ ไม่ใช่สิ่งที่ได้มาโดยง่ายเลยแม้แต่น้อย แต่ที่น่าสังเวชใจยิ่งกว่าคือ พวกเราส่วนใหญ่มักจะใช้เวลาบนเรือชูชีพลำนี้ไปกับการตบแต่งเรือให้สวยงาม, การหาความเพลิดเพลินเล็กๆ น้อยๆ, หรือแม้กระทั่งการเจาะเรือตัวเองให้รั่วด้วยการทำอกุศลกรรม โดยหลงลืมไปว่าเป้าหมายที่แท้จริงของการมีเรือชูชีพ คือการใช้มันเพื่อมองหาและพายเข้าหาฝั่ง

ยิ่งไปกว่านั้น โอกาสที่เราจะจมดิ่งลงไปใต้มหาสมุทรนั้นกลับมีสูงอย่างน่าใจหาย พระองค์ได้ทรงแสดงอุปมาเรื่อง

“เศษดินปลายเล็บ” โดยทรงใช้ปลายพระนขา (ปลายเล็บ) ของพระองค์ ซ้อนฝุ่นดินขึ้นมาเล็กน้อย แล้วตรัสว่า สัตว์ที่ตายจากความเป็นมนุษย์แล้วได้กลับมาเกิดเป็นมนุษย์หรือเทวดานั้น มีจำนวนน้อยนิด ดุจฝุ่นดินที่ปลายเล็บของพระองค์ ส่วนสัตว์ที่ไปเกิดในนรก กำเนิดเดรัจฉาน หรือเปรตวิสัยนั้น มีจำนวนมากมายมหาศาล ดุจฝุ่นดินในมหาปฐพีนี้

เมื่อเห็นภาพเช่นนี้แล้ว ความรู้สึกที่ควรจะเกิดขึ้นไม่ใช่ความสิ้นหวัง แต่เป็น

“สังเวช” คือความสลดใจเมื่อเห็นโทษภัยของสังสารวัฏ และเกิดความรู้สึกเร่งด่วนขึ้นมาว่า “เราจะใช้ชีวิตอย่างเลื่อนลอยต่อไปไม่ได้อีกแล้ว”


สำรวจภูมิประเทศ: เกาะแก่งแห่งสุคติและห้วงลึกอันมืดมิด

หนังสือ “มหาสมุทรแห่งสังสารวัฏ” ได้กางแผนที่ให้เราเห็นถึงดินแดนต่างๆ ที่เป็นจุดหมายปลายทางชั่วคราวของเหล่านักเดินทาง

เกาะแก่งแห่งสุคติภูมิ: ที่พักพิงที่ไม่ยั่งยืน

  • มนุสสภูมิ (โลกมนุษย์): คือเกาะที่เรากำลังยืนอยู่ ณ ขณะนี้ มันคือ “สี่แยกใหญ่กลางมหาสมุทร” หรือ “ท่าเรือสำคัญ” ที่เป็นทำเลที่ดีที่สุดสำหรับการสร้างบารมี เพราะเป็นภพภูมิที่มีทั้ง “ความสุข” (ทำให้มีกำลังใจ) และ “ความทุกข์” (ทำให้ไม่ประมาท) ปะปนกันอยู่ในสัดส่วนที่พอเหมาะอย่างน่าอัศจรรย์ พระพุทธเจ้าทุกๆ พระองค์ล้วนเลือกที่จะมาตรัสรู้ในโลกมนุษย์แห่งนี้ ซึ่งเป็นเครื่องยืนยันว่าที่นี่คือสมรภูมิที่ดีที่สุดสำหรับการเดินทางออกจากสังสารวัฏ
  • เทวภูมิ (สวรรค์): คือเกาะสวรรค์แห่งความเพลิดเพลิน เป็นผลจากบุญกุศลเช่นการให้ทานหรือรักษาศีล ชีวิตในเทวภูมินั้นเปี่ยมด้วยความสุขสมบูรณ์ มีร่างกายทิพย์ อายุขัยยืนยาว และแวดล้อมไปด้วยทิพยสมบัติ แต่ภัยอันตรายที่ซ่อนอยู่ในความสุขสบายนั้นคือ “ความประมาทมัวเมา” เหล่าเทวดาส่วนใหญ่มักจะเพลิดเพลินกับการเสวยสุขจนลืมเลือนเรื่องการสร้างบุญกุศลต่อ เมื่อเสบียงบุญหมดลง ก็ต้องกลับไปเวียนว่ายตายเกิดอีกครั้ง
  • พรหมภูมิ (โลกของพรหม): คือเกาะแก้วแห่งความสงบอันว่างเปล่า เป็นผลจากการบำเพ็ญสมาธิจนได้ฌานสมาบัติ พรหมไม่มีเพศ ไม่เสพกามคุณ ความสุขเกิดจากความสงบเย็นของจิตเพียงอย่างเดียว อายุขัยยาวนานเป็นกัป แต่ภัยร้ายที่ซ่อนอยู่คือ “มิจฉาทิฏฐิ” หรือความเห็นผิด พรหมหลายองค์หลงผิดคิดไปว่าตนเองและพรหมโลกนั้นเที่ยงแท้ เป็นอมตะ แต่แท้จริงแล้วก็ยังตกอยู่ภายใต้กฎไตรลักษณ์ และเมื่อสิ้นอายุขัยก็ต้องกลับไปเวียนว่ายตายเกิดอีกเช่นกัน

ห้วงลึกอันมืดมิด: อบายภูมิ 4

ภายใต้ผืนน้ำสีคราม ยังมีห้วงลึกอันมืดมิดที่เต็มไปด้วยความทุกข์ทรมาน เป็นผลโดยตรงจากพลังงานของกิเลส 3 ตระกูลใหญ่ คือ

ความโลภ (โลภะ), ความโกรธ (โทสะ), และความหลง (โมหะ)

  • นรกภูมิ: คือห้วงเหวแห่งความโกรธเกลียด เป็นผลโดยตรงจาก “โทสะ” สัตว์นรกจะต้องได้รับความทุกข์ทรมานทางกายอย่างแสนสาหัส ชนิดที่ความเจ็บปวดใดๆ ในโลกมนุษย์เทียบไม่ได้เลยแม้แต่เศษเสี้ยว พระพุทธองค์ทรงอุปมาว่า แม้จะถูกหอก 300 เล่มทิ่มแทงทุกวันเป็นเวลา 100 ปี ความทุกข์นั้นก็ยังน้อยกว่าความทุกข์ในนรก
  • เปรตภูมิ: คือดินแดนแห่งความอยาก เป็นผลโดยตรงจาก “โลภะ” คือความอยากได้ไม่สิ้นสุดและความตระหนี่ถี่เหนียว เปรตมีท้องใหญ่ดั่งภูเขา (สัญลักษณ์ของความอยาก) แต่มีปากเล็กเท่ารูเข็ม จึงต้องทนทุกข์ทรมานจากความหิวโหยที่ไม่เคยได้รับการเติมเต็ม
  • อสูรกายภูมิ: คือดินแดนแห่งความอิจฉา เป็นผลจากกรรมที่ประกอบด้วยความอิจฉาริษยาและความปรารถนาในอำนาจ จิตใจของอสูรเต็มไปด้วยความรุ่มร้อนและความหวาดระแวงอยู่เสมอ พวกเขาจะทำสงครามกับเหล่าเทวดาอยู่ตลอดเวลาด้วยความอิจฉาในทิพยสมบัติ
  • ดิรัจฉานภูมิ: คือภพภูมิแห่งความหลง เป็นผลจาก “โมหะ” หรือความมืดบอดทางปัญญา สัตว์เดรัจฉานต้องทนทุกข์จากการถูกล่าเป็นอาหาร, การถูกใช้งานอย่างหนัก, และความหวาดกลัวภัยจากสัตว์ที่แข็งแรงกว่าอยู่ตลอดเวลา

การได้เห็นภาพรวมของมหาสมุทรทั้งในส่วนที่สว่างและมืดมิดเช่นนี้ คือการสร้าง “สังเวคะ” ให้เกิดขึ้นในใจ คือความสลดใจเมื่อเห็นโทษภัยของสังสารวัฏ และเกิดความเร่งด่วนขึ้นมาว่าเราจะใช้ชีวิตอย่างเลื่อนลอยต่อไปไม่ได้อีกแล้ว


การสร้างแพข้ามฟาก: พิมพ์เขียวและเครื่องมือสำหรับนักเดินทาง

เมื่อตระหนักถึงภยันตรายและความไม่แน่นอนของมหาสมุทรแล้ว นักเดินทางผู้มีปัญญาย่อมต้องแสวงหาหนทางที่จะข้ามฝั่งไปสู่ดินแดนที่ปลอดภัยอย่างถาวร พระพุทธองค์ได้ทรงมอบ “พิมพ์เขียว” สำหรับการสร้าง “แพ” ที่แข็งแกร่งที่สุดไว้ให้แก่เราแล้ว พิมพ์เขียวนั้นมีชื่อว่า “อริยมรรคมีองค์ 8” ซึ่งสามารถสรุปรวมลงในหลักการปฏิบัติ “ไตรสิกขา” คือ ศีล สมาธิ ปัญญา

ศีล: แผ่นไม้และเชือกที่แข็งแรง ศีลคือพื้นฐานที่สำคัญที่สุดของการสร้างแพ มันคือแผ่นไม้ที่แข็งแรงและเชือกที่เหนียวแน่นที่จะยึดโครงสร้างทั้งหมดไว้ด้วยกัน หากปราศจากศีลแล้ว แพของเราก็จะผุพังและแตกสลายลงกลางมหาสมุทรอย่างง่ายดาย การรักษาศีลคือการสร้างความปกติสุขให้แก่กายและวาจา ทำให้จิตใจของเราปลอดโปร่งจากความเดือดร้อนใจ (วิปฏิสาร) และพร้อมที่จะฝึกฝนในขั้นต่อไป

สมาธิ: เสากระโดงและใบเรือ สมาธิคือเสากระโดงที่ตั้งตระหง่านและใบเรือที่แข็งแกร่ง มันคือเครื่องมือที่จะทำให้แพของเราเคลื่อนที่ไปข้างหน้าอย่างมีทิศทางและมีพลัง ไม่ใช่การลอยเท้งเต้งไปตามยถากรรม จิตที่มีสมาธิคือจิตที่ตั้งมั่น สงบ และมีกำลัง พร้อมที่จะใช้เป็นฐานในการเจริญปัญญา

ปัญญา: หางเสือและเข็มทิศ ปัญญาคือส่วนที่สำคัญที่สุดในการนำทาง มันคือหางเสือและเข็มทิศที่จะทำให้เรารู้ทิศทางที่ถูกต้องและสามารถบังคับแพให้มุ่งไปสู่จุดหมายได้ ปัญญาในที่นี้คือการเห็นแจ้งใน “ไตรลักษณ์”

  • อนิจจัง: การเห็นว่าทุกสิ่งในมหาสมุทรนี้ล้วนไม่เที่ยงแท้แน่นอน
  • ทุกขัง: การเห็นว่าการพยายามยึดเกาะกับเกาะแก่งที่ไม่ยั่งยืนนั้น นำมาซึ่งความทุกข์
  • อนัตตา: การเห็นว่าไม่มี “ตัวตน” ที่แท้จริงของเราที่เป็นเจ้าของการเดินทางครั้งนี้ มีเพียงกระแสของเหตุปัจจัยที่ไหลไปเท่านั้น

เครื่องมือสำหรับนักเดินทาง: การรับมือกับแขกผู้มาเยือน ในระหว่างการเดินทาง เราย่อมต้องเผชิญกับอุปสรรคมากมาย อุปสรรคที่ร้ายกาจที่สุดคือแขกที่ไม่ได้รับเชิญ 5 ประเภทที่คอยจะมาเจาะเรือของเราให้รั่วอยู่เสมอ นั่นคือ “นิวรณ์ 5”

  1. กามฉันทะ: ความพอใจในรูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส
  2. พยาบาท: ความไม่พอใจ ความขัดเคืองใจ
  3. ถีนมิทธะ: ความหดหู่และเซื่องซึม
  4. อุทธัจจกุกกุจจะ: ความฟุ้งซ่านและรำคาญใจ
  5. วิจิกิจฉา: ความลังเลสงสัย

หนทางที่จะรับมือกับแขกเหล่านี้ไม่ใช่การต่อสู้ แต่คือการ “รู้ทัน” ด้วยสติ เมื่อเรารู้ทันและไม่หลงไปกับเรื่องราวของพวกเขา ไม่นานพวกเขาก็จะจากไปเอง


บทส่งท้าย: การออกเรือสู่พระนิพพาน

หนังสือ “มหาสมุทรแห่งสังสารวัฏ” ได้ทำหน้าที่ของมันอย่างสมบูรณ์แล้วในการชี้ให้ท่านเห็นถึงมหาสมุทรที่น่าสะพรึงกลัว, สร้างแรงบันดาลใจให้ท่านปรารถนาจะข้ามฝั่ง, และมอบพิมพ์เขียวพร้อมเครื่องมือในการสร้างแพให้แก่ท่าน

บัดนี้…แพลำน้อยของท่านได้ถูกสร้างขึ้นแล้วด้วยความเข้าใจที่ถูกต้อง มันจอดรอท่านอยู่ที่ท่าเรือแห่งนี้แล้ว

  • เบื้องหน้า คือมหาสมุทรแห่งสังสารวัฏที่ยังคงซัดสาดอยู่เช่นเดิม แต่บัดนี้มันไม่ได้มืดมิดอีกต่อไป เพราะแสงแห่งพระธรรมได้ส่องนำทางท่านอยู่ไกลๆ แล้ว
  • เบื้องหลัง คือฝั่งแห่งความประมาทและความเพลิดเพลินที่ท่านคุ้นเคย แต่บัดนี้ท่านรู้แล้วว่ามันเป็นเพียงเกาะชั่วคราวที่พร้อมจะจมหายไปได้ทุกเมื่อ

ณ บัดนี้ คือเวลาแห่งการตัดสินใจ ไม่มีใครสามารถออกเรือแทนท่านได้ พระพุทธองค์ทำได้เพียงชี้ทาง พระธรรมทำได้เพียงเป็นแผนที่ และกัลยาณมิตรก็ทำได้เพียงเป็นเพื่อนร่วมให้กำลังใจเท่านั้น

การตัดสินใจถอนสมอและกางใบเรือนั้น… เป็นหน้าที่ของท่านแต่เพียงผู้เดียว

ขอให้ศรัทธาของท่านเป็นดั่งใบเรือ… ขอให้ความเพียรของท่านเป็นดั่งแรงลม… และขอให้ปัญญาของท่านเป็นดั่งหางเสือ… ที่จะนำพานาวาชีวิตลำนี้ของท่าน ข้ามผ่านมหาสมุทรอันไร้ที่สิ้นสุด ไปสู่ฝั่งที่เกษมและปลอดภัย…ฝั่งที่เรียกว่า “พระนิพพาน”

Download หนังสือฟรี “มหาสมุทรแห่งสังสารวัฏ”

ใส่ความเห็น