ปฏิบัติการตามหา “คนศีลเสมอกัน”: เมื่อสนามธรรมกลายเป็นสมรภูมิรักและสงครามกิเลส

เขียนโดย พิพัฒน์ธรรม

บ่ายวันศุกร์ที่ร้อนระอุจนแทบจะหลอมละลายทุกสิ่งให้เป็นเนื้อเดียวกัน ณ “สวนใจใส” สถานปฏิบัติธรรมร่มรื่นแห่งหนึ่งในจังหวัดปริมณฑลของกรุงเทพฯ กลุ่มคนแปลกหน้าต่างวัยและที่มากำลังทยอยกันเดินทางมาถึง พวกเขามาด้วยเหตุผลร้อยแปด แต่มีเป้าหมายร่วมกันเพียงหนึ่งเดียว คือการค้นหา “ความสุข” ในรูปแบบที่ตนปรารถนา แต่จะมีสักกี่คนที่รู้ว่า ตลอดเจ็ดวันข้างหน้า ณ สถานที่อันสงบแห่งนี้ พวกเขาไม่ได้กำลังจะเดินทางไปสู่ความสงบเพียงอย่างเดียว แต่กำลังจะก้าวเข้าสู่สมรภูมิรบที่ดุเดือดที่สุด…สมรภูมิที่ต้องต่อสู้กับศัตรูที่ร้ายกาจที่สุด นั่นคือ “กิเลส” ในใจของตนเอง

นี่คือจุดเริ่มต้นของ “(คอร์ส 7 วัน) ปฏิบัติการตามหาคนศีลเสมอกัน” นวนิยายเชิงธรรมะโดย พิพัฒน์ธรรม ที่จะพาเราไปสำรวจเบื้องลึกของจิตใจมนุษย์ ผ่านเรื่องราวของตัวละครที่เปรียบเสมือนภาพสะท้อนของเราทุกคนได้อย่างน่าทึ่ง หนังสือเล่มนี้ไม่ได้เป็นเพียงเรื่องเล่าสนุกสนาน แต่คือ “ห้องเรียนภาคปฏิบัติ” ที่จะทำให้เราหัวเราะให้กับความเขลาของตัวเอง ร้องไห้ไปกับความเจ็บปวดที่คุ้นเคย และสุดท้ายคือการค้นพบปัญญาที่ซ่อนอยู่ในทุกความวุ่นวายของชีวิต

บทความนี้จะทำหน้าที่เป็น “ไกด์” นำเที่ยว เชิญชวนให้ท่านได้ลองแง้มประตูเข้าไปใน “สวนใจใส” แห่งนี้ เพื่อสัมผัสกับรสชาติของเรื่องราวที่ทั้งสนุกสนาน มีสีสัน และลึกซึ้งเกินคาดเดา และท้ายที่สุด ขอเชิญชวนให้ท่านดาวน์โหลดหนังสือเล่มนี้ซึ่งผู้เขียนได้มอบให้เป็นธรรมทานโดยไม่มีค่าใช้จ่าย เพื่อเริ่มต้น “ปฏิบัติการ” ที่แท้จริง…ปฏิบัติการตามหาความสุขที่ยั่งยืนในใจของเราเอง


จุดลงทะเบียน…ที่ปะปนด้วยความหวังและแผนการลับ

เรื่องราวเปิดฉากขึ้น ณ จุดลงทะเบียน ที่ซึ่งเจตนาอันหลากหลายของผู้เข้าร่วมได้โคจรมาบรรจบกัน

ปลื้ม หรือ นายปิติ ชายหนุ่มร่างสูงโปร่งผู้มาดมั่น เขาไม่ได้มาที่นี่ด้วยศรัททา แต่มาด้วย “คำสั่ง” ของมารดาที่ยื่นคำขาดเรื่องค่าใช้จ่ายส่วนตัว แต่ปฏิบัติการครั้งนี้ไม่ได้น่าเบื่ออย่างที่คิด เมื่อเขาได้ยินมาว่าสถานปฏิบัติธรรมสมัยนี้คือแหล่งรวม “คนดีๆ” โดยเฉพาะสาวๆ ที่เบื่อโลกีย์และหันหน้าเข้าหาทางธรรม ปฏิบัติการ “หนีแม่มาหาเนื้อคู่” จึงเริ่มต้นขึ้นในใจของเขาทันที สมองที่เคยใช้คำนวณราคาหุ้นอย่างรวดเร็ว บัดนี้กำลังประเมิน “อัตราส่วนทองคำ” ระหว่างจำนวนผู้ชายและผู้หญิงในคอร์สอย่างตื่นเต้น (สิบต่อสี่สิบ…งานนี้มีลุ้นโว้ย!)

ในขณะเดียวกัน

น้ำฟ้า หญิงสาวผู้เรียบร้อยและสำรวม ก็ก้าวลงจากรถแท็กซี่ด้วยหัวใจที่เปี่ยมด้วยความหวัง เธอเบื่อหน่ายกับความรักฉาบฉวยในโลกออนไลน์ และปรารถนาเพียงใครสักคนที่มี “ศีลเสมอกัน” แต่แล้วความหวังของเธอก็ต้องสั่นคลอน เมื่อสัมผัสได้ถึงบรรยากาศของการ “ประเมิน” และ “แข่งขัน” อย่างเงียบเชียบจากสายตาของหญิงสาวคนอื่นๆ ราวกับว่าที่นี่คือสนามประลองความงามที่ซ่อนรูปอยู่ภายใต้ชุดขาวบริสุทธิ์

ท่ามกลางความวุ่นวายนั้น ยังมีตัวละครอีกสองขั้วที่แตกต่างกันโดยสิ้นเชิง

ป้าเพ็ญ สตรีสูงวัยผู้ชำนาญการในสนามแห่งนี้ ทุกอิริยาบถของท่านราวกับจะประกาศก้องถึงความเหนือกว่าของผู้มีประสบการณ์ และ

คุณยายสมร หญิงชราวัยใกล้แปดสิบ ผู้มีรอยยิ้มที่ผุดขึ้นมาจากความอิ่มเอมภายในใจ ท่านมองทุกความเคลื่อนไหวรอบตัวด้วยสายตาเอ็นดู ราวกับกำลังชมละครโรงใหญ่ที่น่าสนุกฉากหนึ่ง

ตัวละครทั้งหมดต่างพกพา “ตัณหา” หรือความทะยานอยากในรูปแบบของตนเองเข้ามาเต็มกระเป๋าสัมภาระที่เรียกว่า “ใจ” แต่แล้วแผนการทั้งหมดก็ต้องพังครืนไม่เป็นท่า เมื่อ

คุณป้าอนงค์ ผู้จัดการหลักสูตร ได้ประกาศ “กฎเหล็ก” ของที่นี่: รักษาศีล 8 (งดอาหารหลังเที่ยง) และที่สำคัญที่สุดคือ “ปิดวาจา” หรือรักษาความเงียบตลอดทั้งคอร์ส!

แผนการใช้คารมคมคายเพื่อสร้างความประทับใจของปลื้มพังทลายลงในพริบตา แต่เขาก็ยังเป็นปลื้ม…นักฉวยโอกาสผู้ไม่ยอมแพ้ (ไม่เป็นไร…พูดไม่ได้ก็ใช้สายตาสิ วะฮะฮ่า!)

และในจังหวะที่หัวใจของหลายคนกำลังห่อเหี่ยวจนถึงขีดสุดนั่นเอง “โค้ช” ของสนามแห่งนี้ก็ได้ปรากฏตัวขึ้น

พระอาจารย์นนท์ พระหนุ่มผู้มีรัศมีแห่งความสงบเย็นแผ่ออกมาจากตัวท่าน ได้ทลายความตึงเครียดทั้งหมดลงด้วยโอวาทแรกที่เรียบง่าย เปี่ยมด้วยอารมณ์ขัน และความเข้าใจอย่างลึกซึ้ง “…ไม่ต้องกลัวนะโยม ความหิวกับความเหงาไม่ใช่เสือ ไม่กัดเราหรอก… มันเป็นแค่แขกที่น่ารำคาญนิดหน่อย ที่เราต้องเรียนรู้ที่จะต้อนรับเขาอย่างมีสติเท่านั้นเอง”

กติกาของสนามได้ถูกรับรู้แล้ว และการเดินทางที่แท้จริง…ก็ได้เริ่มต้นขึ้น ณ วินาทีนี้เอง


สมรภูมิแห่งการปรับตัว: เมื่อความสบายกายไม่ใช่เป้าหมาย

เจ็ดวันนี้ไม่ง่ายเลย… การต่อสู้ที่แท้จริงได้เริ่มต้นขึ้นทันทีที่พวกเขาเปิดประตูเข้าสู่ที่พัก ซึ่งเป็นเพียงโถงขนาดใหญ่ที่ไร้ผนังกั้น มีเพียงที่นอนฟองน้ำบางๆ วางเรียงรายกัน

ณ กุฏิกัลยาณี (เรือนพักสตรี) สมรภูมิด่านแรกมาในรูปแบบของ “ตุ๊กแก” ตัวใหญ่ที่เกาะนิ่งอยู่บนเพดาน! เสียงกรีดร้องของน้ำฟ้า สาวชาวกรุงขนานแท้ กลายเป็นชนวนจุดปะทุความโกลาหลขนาดย่อม การกระทบ (ผัสสะ) กับภาพที่ไม่น่าพิสมัย ได้สร้างความรู้สึก (เวทนา) แห่งความหวาดกลัวและขยะแขยงขึ้นมาท่วมท้นหัวใจของเธอจนแทบสำลัก

ทางฝั่งกุฏิบุรุษ บรรยากาศอาจไม่โกลาหลเท่า แต่ความวุ่นวายในใจของปลื้มนั้นไม่ได้น้อยไปกว่ากัน การนอนโดยไม่มีเครื่องปรับอากาศคือฝันร้าย แต่สิ่งที่ทำให้เขาแทบหมดอาลัยตายอยากคือ… “ไม่มีหมอนข้าง!” สำหรับเขา หมอนข้างคือปัจจัยที่ห้าของชีวิต ความรู้สึกไม่พึงพอใจ (ทุกขเวทนา) ที่เกิดจากการกระทบกับที่นอนแข็งๆ และความร้อนอบอ้าว กำลังกัดกินหัวใจของเขาอย่างช้าๆ

สมรภูมิรบด่านแรกในห้องนอนอันแสนธรรมดานี้ ได้พิสูจน์ให้ทุกคนเห็นแล้วว่า ที่นี่พวกเขาไม่ได้มาเพื่อความสบายกาย แต่มาเพื่อเรียนรู้ที่จะสบายใจ และมันคือบทเรียนที่ต้องแลกมาด้วยการเผชิญหน้ากับความไม่คุ้นเคยอย่างแท้จริง


เสียงกรน ปะทะ มรรคผล: เมื่อศัตรูที่แท้จริงปรากฏกาย

ค่ำคืนแรกในสวนใจใส ควรจะเป็นค่ำคืนแห่งการพักผ่อน แต่สำหรับ

พายุ ชายหนุ่มผู้มาที่นี่เพื่อหนีทุกข์จากรักร้าว มันกลับกลายเป็นการสิ้นสุดของค่ำคืนแห่งการทรมาน ศัตรูตัวฉกาจของเขาไม่ได้อยู่ในความคิดคำนึงถึงอดีตที่ห่างไกล แต่อยู่บนที่นอนซึ่งห่างจากตัวเขาไปไม่ถึงสองเมตร!

เสียงกรนของ

ลุงบุญ ชายสูงวัยใจดีที่นอนอยู่ข้างๆ ไม่ใช่เสียงกรนธรรมดา แต่มันคือการกำเนิดของวงออร์เคสตราซิมโฟนีวงใหญ่! มีทั้งเสียงทุ้มต่ำของเชลโล่ (“คร่อกกกกกกก….”), เสียงแหลมสูงของปี่พิคโคโล่ (“ฟื้ดดดดดด!”), และเสียงกระแทกกระทั้นของกลองทิมปานี (“ฟู่! แค่ก!”)

ความทุกข์จากรักร้าวที่เคยยิ่งใหญ่ดั่งภูผา บัดนี้ถูกลดขนาดลงเหลือเพียงก้อนกรวด เมื่อต้องมาเจอกับพายุลูกใหม่ที่ชื่อว่า “เสียงกรนของลุงบุญ” เขาพยายามนึกถึงคำสอนของพระอาจารย์… “สักแต่ว่าได้ยิน….” แต่จะรู้ทันได้อย่างไร ในเมื่อมันมาไม่ซ้ำกันเลย! (อยากจะภาวนาให้จิตสงบ แต่แค่ข่มใจไม่ให้ลุกไปอุดจมูกลุงข้างๆ นี่ยังยากเลย!) นี่คือ “โทสะ” ที่กำลังแผดเผาใจของเขาอย่างรุนแรง และ “ขันติ” ของเขาก็ดูเหมือนจะบางยิ่งกว่าผ้าห่มที่ห่มอยู่เสียอีก

รุ่งเช้าวันต่อมา เมื่อลุงบุญตื่นขึ้นมาอย่างสดชื่นแล้วหันมายิ้มให้ รอยยิ้มอันแสนบริสุทธิ์ใจนั้นกลับบดขยี้หัวใจที่บอบช้ำของพายุให้แหลกละเอียด เขาได้ค้นพบความจริงอันน่าเจ็บปวด…เขามาที่นี่เพื่อจะสู้กับศัตรูในใจ แต่กลับต้องมาพ่ายแพ้ให้กับศัตรูจากภายนอก


ปฏิบัติการของผู้ชำนาญการ และคำถามแทงใจในห้องธรรม

เรื่องราวไม่ได้มีเพียงความทุลักทุเลของมือใหม่ แต่ยังพาเราไปสำรวจจิตใจของ “ผู้ชำนาญการ” อย่างป้าเพ็ญอีกด้วย ทุกย่างก้าวของการเดินจงกรมที่ “สมบูรณ์แบบ” ของท่านนั้น จิตกลับลอยออกไปทำหน้าที่เป็น “ผู้ตรวจสอบคุณภาพ” คอยพิพากษาความบกพร่องของผู้อื่น ซึ่งยิ่งตอกย้ำความ “เหนือกว่า” ของตนเอง ท่านั่งขัดสมาธิที่สง่างามราวกับรูปสลัก กลายเป็น “บัลลังก์” ที่หล่อเลี้ยงอัตตาของท่านให้แข็งแกร่ง แต่แล้ว “ศัตรู” ที่แท้จริงก็จู่โจม…ความเจ็บปวดจากการนั่งนานๆ ทวีความรุนแรงขึ้น แต่สำหรับท่านแล้ว มันไม่ใช่แค่เวทนา แต่มันคือ “ความล้มเหลว” คือ “ความน่าอับอาย” ความทุกข์ที่แท้จริงของป้าเพ็ญจึงไม่ใช่ความเจ็บปวดทางกาย แต่เป็นความทุกข์ที่เกิดจากการยึดมั่นถือมั่นใน “ภาพลักษณ์” ของความเป็นผู้ปฏิบัติที่สมบูรณ์แบบ

ปฏิบัติการของป้าเพ็ญในวันนั้น แท้จริงแล้วคือปฏิบัติการที่ล้มเหลวโดยสิ้นเชิง เพราะท่านไม่ได้กำลังปฏิบัติเพื่อ “ละ” แต่กำลังปฏิบัติเพื่อ “ยึด” ให้แน่นหนายิ่งกว่าเดิม

จุดเปลี่ยนสำคัญของเรื่องมาถึงในช่วงถาม-ตอบปัญหาธรรมะ เมื่อนายปลื้มผู้ไม่เคยละทิ้งเป้าหมาย ได้รวบรวมความกล้าถามคำถามที่ทุกคนอยากรู้แต่ไม่มีใครกล้าถาม:

“…ในทางธรรมแล้ว มีหลักการหรือแนวทางปฏิบัติอย่างไร ที่จะช่วยนำพาให้เราได้พบเจอกับบุคคลอื่น… ที่มี ‘ศีลเสมอกัน’ กับเราครับ?”

คำถามนี้ทำให้ทั้งศาลาตกอยู่ในความ “อึ้ง” และ “อึกอัก” แต่พระอาจารย์นนท์กลับไม่ได้มีท่าทีขุ่นเคืองเลยแม้แต่น้อย ท่านตอบด้วยรอยยิ้มที่เปี่ยมด้วยเมตตาและปฏิภาณไหวพริบอันเฉียบแหลมว่า:

“โยม… ก่อนจะหาคนที่ศีลเสมอกับเรา เราต้องทำศีลของเราให้มัน ‘เสมอต้นเสมอปลาย’ ก่อนนะ ดีมั้ย?”

คำสอนของท่านเรียบง่ายแต่ทรงพลัง มันได้เปลี่ยนมุมมองของทุกคนโดยสิ้นเชิง

“เป้าหมายที่แท้จริงของการมาปฏิบัติธรรม ไม่ใช่การมาเพื่อ ‘เอา’ อะไรกลับไป…แต่คือการมาเพื่อ ‘สละ’ และ ‘ละทิ้ง’ กิเลสและความยึดมั่นถือมั่นในใจเราต่างหาก เมื่อใจเราดีพอ มีคุณธรรมมากพอ… สิ่งดีๆ คนดีๆ ก็จะถูกดึงดูดเข้ามาในชีวิตเราเองตามกฎแห่งกรรม โดยที่เราไม่ต้องไปวิ่งตามหาให้เหนื่อยเลย”

เมล็ดพันธุ์แห่งความฉุกคิดได้ถูกหยอดลงในใจของปลื้มและผู้ปฏิบัติธรรมอีกหลายคนแล้ว…มันอาจจะยังไม่ผลิบานในทันที แต่จุดเปลี่ยนที่สำคัญที่สุด ก็ได้เริ่มต้นขึ้นแล้วในห้องธรรมแห่งนี้เอง


บทสรุป: ปฏิบัติการ (ที่แท้จริง)

ตลอดเจ็ดวันในสวนใจใส ตัวละครแต่ละคนได้ผ่านบททดสอบที่แตกต่างกัน พวกเขาได้เผชิญหน้ากับความหิว, ความง่วง, ความเจ็บปวด, เสียงกรน, ความขัดแย้ง, และที่สำคัญที่สุดคือเสียงที่ดังที่สุดในความเงียบ…เสียงในหัวของพวกเขาเอง

เรื่องราวพาเราไปเห็นดราม่าในครัวของเหล่าธรรมะบริกร, สงครามเย็น ณ ราวตากผ้าในกุฏิหญิง, และน้ำตาของพายุที่พรั่งพรูออกมาเมื่อได้พบกับปัญญาจากรอยย่นของคุณยายสมร ทั้งหมดนี้ล้วนเป็นบทเรียนธรรมะที่เกิดขึ้นจริงในสถานการณ์ที่แสนจะธรรมดาสามัญ

ในท้ายที่สุด พวกเขาแต่ละคนได้ออกเดินทางมาที่นี่เพื่อ “ปฏิบัติการ” บางอย่าง…ปฏิบัติการหาคู่, ปฏิบัติการหนีทุกข์, ปฏิบัติการพิสูจน์ตัวเอง…และในท้ายที่สุดแล้ว ปฏิบัติการเหล่านั้นอาจจะดูเหมือน “ล้มเหลว” ในสายตาของโลกภายนอก

แต่พวกเขาได้เริ่มต้น “ปฏิบัติการ” ที่แท้จริง…ปฏิบัติการที่ไม่ได้ตั้งใจมาทำตั้งแต่แรก…นั่นคือ “ปฏิบัติการตามหา…ตัวเอง”

พวกเขาได้ค้นพบว่า “คนศีลเสมอกัน” ที่ตามหา อาจไม่ได้หมายถึงคนที่มีความชอบเหมือนกัน แต่หมายถึงคนที่มีเป้าหมายในการขัดเกลาตนเองเหมือนกัน พวกเขาได้เรียนรู้ว่าความสุขที่แท้จริงไม่ได้มาจากการ “ได้” แต่มาจากการ “ละ” และ “ให้”

เรื่องราวของพวกเขาไม่ได้จบลงที่สวนใจใส แต่การเดินทางที่แท้จริงเพิ่งจะเริ่มต้นขึ้นในชีวิตประจำวันของแต่ละคน หนังสือเล่มนี้คือคำเชิญชวนให้เราทุกคนเริ่มต้นปฏิบัติการตามหาความสุขที่แท้จริงในใจของเราเอง…ปฏิบัติการที่อาจจะไม่ได้ง่าย แต่รับประกันได้ว่าจะคุ้มค่าที่สุดในชีวิต

Download หนังสือฟรี “(คอร์ส 7 วัน) ปฏิบัติการตามหาคนศีลเสมอกัน”

ใส่ความเห็น