เขียนโดย พิพัฒน์ธรรม
ผมอยากจะขอเริ่มต้นการเดินทางของเราด้วยคำถามเรียบง่ายข้อหนึ่ง…
ในขณะที่ท่านกำลังอ่านประโยคนี้อยู่… ในความเงียบระหว่างตัวอักษร… ท่านเคยลองหยุด แล้วเงี่ยหูฟัง “เสียง” ที่กำลังบรรเลงอยู่ภายในใจของท่านบ้างหรือไม่?
ไม่ใช่เสียงความคิดที่กำลังวิเคราะห์ประโยค… ไม่ใช่เสียงของรายการสิ่งที่ต้องทำที่กำลังรออยู่… แต่คือ “เสียง” ที่เป็นดั่งท่วงทำนองพื้นหลัง (Soundtrack) ที่ขับกล่อมชีวิตของเราอยู่ทุกลมหายใจ
สำหรับพวกเราส่วนใหญ่… เสียงที่ว่านั้นไม่ใช่บทเพลงที่ไพเราะเลยแม้แต่น้อย มันคือ “เสียงรบกวน” (Noise) ที่ดังอยู่ในหัวตลอดเวลา… บางครั้งมันก็เป็นเสียงแหลมสูงที่เสียดแทงของ “ความวิตกกังวล”… เหมือนสายไวโอลินที่ถูกขึงจนตึงเกินไปและสั่นระริกอยู่ตลอดเวลา บางครั้งมันก็เป็นเสียงกระแทกกระทั้นของ “ความหงุดหงิด”… เหมือนกลองทัดที่ถูกตีอย่างเกรี้ยวกราดเมื่อมีอะไรไม่ได้ดั่งใจ และบ่อยครั้งที่สุด… มันคือเสียงของเครื่องดนตรีนับสิบชิ้นที่ต่างคนต่างเล่น ต่างคนต่างส่งเสียงของตนเองออกมาพร้อมๆ กัน… จนกลายเป็นความโกลาหลที่อึกทึกครึกโครม… เป็นเสียงที่เราเรียกมันด้วยคำง่ายๆ ว่า “ความเครียด”
เราต่างพยายามอย่างยิ่งที่จะ “จัดการ” กับเสียงรบกวนภายในนี้….ด้วยการ “เร่งเสียง” ของโลกภายนอกให้ดังขึ้นไปอีก… เราทุ่มเทให้กับการทำงานอย่างบ้าคลั่ง เพื่อให้เสียงของความสำเร็จกลบเสียงของความว่างเปล่า… เราแสวงหาความบันเทิงทุกรูปแบบ เพื่อให้เสียงหัวเราะกลบเสียงของความกังวล… แต่เมื่อใดก็ตามที่งานเลี้ยงเลิกรา, ภาพยนตร์จบลง, หรือเมื่อเราปิดทีวีแล้วล้มตัวลงนอนในความมืด… “วงออร์เคสตรา” ที่สะเปะสะปะในใจวงนั้น ก็จะกลับมาบรรเลงบทเพลงแห่งความวุ่นวายของมันอีกครั้ง
แต่จะเป็นอย่างไรถ้าหากเสียงรบกวนนั้น ไม่ใช่สัญญาณว่าเรา “ผิดปกติ” แต่เป็นเพียงเสียงของ… “เครื่องดนตรีอันงดงามและมีเอกลักษณ์… ที่ยังไม่เคยถูก ‘ตั้งสาย’ อย่างถูกต้อง… และเจ้าของของมันก็ยัง ‘เล่น’ มันไม่เป็น”?
นี่คือหัวใจและจุดเริ่มต้นของหนังสือ
“นานาจิตตัง ความจริงของใจ: คู่มือ ‘ตั้งสายใจ’ ให้กลมกลืนกับความแตกต่างของตนเองและผู้อื่น” โดย พิพัฒน์ธรรม หนังสือเล่มนี้ไม่ได้เป็นเพียงตำราธรรมะที่สูงส่ง แต่คือ “คู่มือการใช้งาน” สำหรับเครื่องดนตรีในใจของท่าน เป็นแผนที่ที่จะนำทางให้ท่านได้เริ่มต้นการเดินทาง 3 ขั้นตอนที่สำคัญที่สุดในชีวิต: การวินิจฉัย (Diagnosis) เครื่องดนตรีของตน, การตั้งสาย (Tuning) ให้ถูกต้อง, และการบรรเลง (Playing) บทเพลงแห่งชีวิตให้กลมกลืนและงดงาม
บทความนี้จะทำหน้าที่เป็น “ภัณฑารักษ์” ประจำพิพิธภัณฑ์เครื่องดนตรีทางจิตวิญญาณ เชิญชวนให้ท่านได้ลองเปิดแคตตาล็อกและทำความรู้จักกับเครื่องดนตรีอันน่าอัศจรรย์ที่ซ่อนอยู่ในตัวท่านและคนรอบข้าง และท้ายที่สุด ขอเชิญชวนให้ท่านดาวน์โหลดหนังสือเล่มนี้ซึ่งผู้เขียนได้มอบให้เป็นธรรมทานโดยไม่มีค่าใช้จ่าย เพื่อเริ่มต้น “การตั้งสายใจ” ของเรา… ไปพร้อมๆ กัน
ภาคที่ 1: แว่นตาที่มองไม่เห็น และมรดกที่ข้ามภพชาติ
ก่อนที่เราจะรู้จักเครื่องดนตรีของเรา เราจำเป็นต้องเข้าใจก่อนว่า “อะไรคือสิ่งที่หล่อหลอมและสร้างเครื่องดนตรีของเราแต่ละชิ้นให้แตกต่างกันตั้งแต่แรก?” หนังสือเล่มนี้เริ่มต้นการสืบสวนด้วยการสำรวจ “ปัจจัยภายนอก” และ “ปัจจัยภายใน” ที่ประกอบสร้างตัวตนของเราขึ้นมา
โรงงานแห่งแรก: “แว่นตาที่มองไม่เห็น” จากครอบครัวและสังคม
ท่านเคยไปชมภาพยนตร์เรื่องเดียวกันกับเพื่อน แต่เมื่อเดินออกมากลับมีความรู้สึกและมุมมองต่อหนังเรื่องนั้นแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิงไหมครับ? นั่นเป็นเพราะเราแต่ละคนกำลังดูภาพยนตร์เรื่องเดียวกันนั้น ผ่าน
“แว่นตาที่มองไม่เห็น” คนละอันกัน แว่นตาอันนี้เป็นแว่นตาที่พิเศษที่สุด เพราะมันถูกหลอมรวมเข้ากับดวงตาของเราตั้งแต่เราจำความได้ เราไม่เคยรู้ตัวเลยว่าเรากำลังสวมมันอยู่
“เลนส์แว่นตา” เหล่านี้ถูกเจียระไนและย้อมสีขึ้นมาจาก “โรงงาน” สองแห่งที่สำคัญที่สุดในชีวิตของเรา
- ครอบครัวและการเลี้ยงดู: นี่คือโรงงานแห่งแรกที่ประกอบสร้างแว่นตาของเราขึ้นมา คำพูด, การกระทำ, และค่านิยมของพ่อแม่ผู้ปกครอง คือเครื่องมือชิ้นแรกที่เจียระไนเลนส์ของเรา เด็กที่เติบโตในบ้านที่ให้คุณค่ากับระเบียบวินัยและความถูกต้อง เลนส์ของเขาก็จะมีลักษณะเหมือน “ตารางไม้บรรทัด” ในขณะที่เด็กที่เติบโตในบ้านที่ให้คุณค่ากับความงามและความรู้สึก เลนส์ของเขาก็จะถูกย้อมไปด้วย “สีแห่งสุนทรียะ”
- วัฒนธรรมและสังคม: นี่คือ “โรงงานอุตสาหกรรม” ขนาดใหญ่ ที่เข้ามาเคลือบเลนส์ของเราให้มีสีสันที่ซับซ้อนยิ่งขึ้นไปอีก วัฒนธรรมตะวันตกที่ส่งเสริม “ความเป็นปัจเจก” (Individualism) ย่อมสร้างเลนส์ที่แตกต่างจากวัฒนธรรมตะวันออกที่ส่งเสริม “ความเป็นกลุ่มก้อน” (Collectivism) ระบบการศึกษาและสื่อที่เราเสพในแต่ละวัน ก็ล้วนเป็นสารเคลือบเลนส์ที่ทรงอิทธิพลอย่างยิ่ง
ปัญหาที่แท้จริงจึงไม่ได้อยู่ที่ว่า “เราสวมแว่นตา”… แต่คือ
“การที่เราไม่รู้ตัวเลยว่าเรากำลังสวมแว่นตาอยู่” เราเชื่ออย่างสนิทใจว่าภาพที่เราเห็นคือ “ความจริงแท้” เราจึงทะเลาะเบาะแว้งกับคนที่มีแว่นตาสีอื่น เป้าหมายของการปฏิบัติธรรมจึงไม่ใช่การเปลี่ยนเลนส์สีหนึ่งไปเป็นอีกสีหนึ่ง แต่คือการเรียนรู้ที่จะ “ตระหนักรู้” ว่าเรากำลังสวมแว่นตาอยู่ และฝึกฝนที่จะ “ถอด” มันออกเป็นครั้งคราว เพื่อที่จะได้เห็นโลกตามความเป็นจริง
พิมพ์เขียวดั้งเดิม: “มรดกที่ข้ามภพชาติ” จากกรรมและจิต
แต่เคยสงสัยไหมครับว่า ทำไมพี่น้องที่เติบโตในบ้านหลังเดียวกัน ถึงได้มีนิสัยใจคอที่แตกต่างกันราวกับมาจากคนละโลก? คำตอบนั้นนำเราเดินทางลึกซึ้งยิ่งขึ้น ไปสู่ “พิมพ์เขียว” (Blueprint) ที่ซ่อนอยู่ภายใน…คือ “ปัจจัยภายใน” ที่เก่าแก่และทรงพลังยิ่งกว่าการเลี้ยงดูใดๆ ทั้งสิ้น
ในทางพุทธศาสตร์ “ธรรมชาติ” หรือพิมพ์เขียวดั้งเดิมของเรานั้น คือผลลัพธ์ของการเดินทางอันยาวนานของสิ่งที่เรียกว่า “จิต” หรือ “กระแสของจิต” (จิตตสันตติ) ที่ไหลต่อเนื่องมาอย่างยาวนานนับภพนับชาติไม่ถ้วน แม่น้ำสายนี้ไม่ได้ว่างเปล่า แต่มันได้พัดพา “ตะกอน” ต่างๆ ติดมาด้วยตลอดเส้นทาง…ตะกอนเหล่านั้นก็คือ
“กรรม” นั่นเอง
หัวใจของกรรมคือ
“เจตนา” (Intention) ทุกครั้งที่เรา “ตั้งใจ” ที่จะคิด, พูด, หรือทำสิ่งใดสิ่งหนึ่ง เจตนานั้นก็ได้สร้าง “รอยประทับ” หรือ “พลังงาน” บางอย่างทิ้งไว้ในกระแสจิตของเราแล้ว การกระทำซ้ำๆ ก็คือ “การย้อมสี” ให้กับกระแสจิตของเรา คนที่ฝึกฝนการให้อภัยอยู่เสมอ “น้ำ” ในแม่น้ำจิตของเขาก็จะค่อยๆ ใสสะอาดและเย็น ส่วนคนที่ปล่อยให้ความโกรธเข้าครอบงำอยู่เป็นนิจ “น้ำ” ในแม่น้ำจิตของเขาก็จะขุ่นคลั่กและร้อนระอุ
นี่คือ “มรดก” ที่แท้จริงที่เราได้รับมา คือ
“คุณภาพของจิตใจ” ที่ถูกหล่อหลอมจากการกระทำในอดีตทั้งหมด มันคือ “โปรแกรมตั้งต้น” (Default Program) ของเรา ที่อธิบายได้ว่าทำไมบางคนถึงเป็นคนใจเย็นมาตั้งแต่เกิด ในขณะที่อีกคนกลับเป็นคนใจร้อน แต่ข่าวดีที่สุดก็คือ… แม้ “กรรมเก่า” จะเปรียบเสมือน “กระแสลม” ที่พัดมา แต่
“กรรมใหม่” หรือการกระทำในปัจจุบัน เปรียบเสมือน “หางเสือ” ของเรือที่เรากำลังถืออยู่ เรามีอำนาจที่จะบังคับหางเสือและนำพาเรือชีวิตของเราให้แล่นทวนกระแสลมแห่งกรรมเก่าได้เสมอ
ภาคที่ 2: แคตตาล็อกเครื่องดนตรีในใจ – ท่านคือผู้บรรเลงจริตใด?
เมื่อเราเข้าใจแล้วว่าเครื่องดนตรีของเรามีที่มาอย่างไร ก็ถึงเวลาเปิดแคตตาล็อกเพื่อวินิจฉัยว่าเครื่องดนตรีประจำตัวของเรานั้นคืออะไร พระพุทธองค์ได้ทรงจำแนก “สไตล์” หรือ “แนวโน้ม” ของจิตใจมนุษย์ที่หลากหลาย (นานาจิตตัง) ออกเป็น 6 กลุ่มหลักๆ ที่เรียกว่า
“จริต 6” (The Six Caritas)
1. ราคจริต (Rāga-carita) – ตระกูลเครื่องสายและเครื่องเป่าลมไม้ (เชลโล่, ไวโอลิน, ขลุ่ย)
- พลังงานหลัก: โลภะ (ในความหมายของความรักในสิ่งสวยงาม, ความพอใจ)
- บุคลิกของนักดนตรี: นี่คือกลุ่มเครื่องดนตรีที่สามารถสร้าง “ทำนองหลัก” (Melody) ที่ไพเราะและเข้าถึงอารมณ์ความรู้สึกของผู้คนได้ดีที่สุด ท่านผู้มีราคจริตจึงมักจะมีหัวใจของ “ศิลปิน” มีความคิดสร้างสรรค์, มีรสนิยมที่ดี, ละเมียดละไม, และช่างสังเกตในรายละเอียดของความงาม
- กับดักที่ต้องระวัง: เพราะไวต่อความไพเราะ จึงมีแนวโน้มที่จะ “เสพติด” ในความสุขและความงามได้ง่าย อาจกลายเป็นคนเจ้าสำอาง, ฟุ่มเฟือย, เอาแต่ใจ, และทนไม่ได้เมื่อต้องเจอกับความไม่งดงาม
2. โทสจริต (Dosa-carita) – ตระกูลเครื่องเป่าทองเหลือง (ทรัมเป็ต, ทรอมโบน)
- พลังงานหลัก: โทสะ (ความไม่พอใจ, ความยึดมั่นในหลักการ, ความต้องการควบคุม)
- บุคลิกของนักดนตรี: เป็นกลุ่มเครื่องดนตรีที่ให้เสียง “ทรงพลัง”, “คมชัด”, และ “เด็ดเดี่ยว” ท่านผู้มีโทสจริตจึงมีบุคลิกของ “ผู้นำ” หรือ “นักจัดการ” มีความรับผิดชอบสูง, จริงจัง, รักในความยุติธรรมและความถูกต้อง, และมีความสามารถในการตัดสินใจที่รวดเร็วและเฉียบขาด
- กับดักที่ต้องระวัง: พลังเสียงที่ดังและคมชัดนั้น หากใช้โดยขาดการควบคุม ก็จะกลายเป็นเสียงที่ “บาดหู” และ “ก้าวร้าว” อาจจะกลายเป็นคนขี้โมโห, ไม่ยอมคน, และชอบจับผิด
3. โมหจริต (Moha-carita) – เครื่องดนตรีที่ยังไม่ได้ตั้งสาย (กีตาร์โปร่งที่สายเพี้ยน)
- พลังงานหลัก: โมหะ (ความหลง, ความไม่รู้, ความสับสน)
- บุคลิกของนักดนตรี: เสียงของมันจะ “ไม่ชัดเจน”, “ขุ่นมัว”, “จับคีย์ไม่ได้” จิตของท่านผู้มีโมหจริตจึงมักจะอยู่ในสภาวะที่ “ไม่แน่ใจ” อาจจะรู้สึกสับสนในชีวิต, ขาดความมั่นใจ, เหม่อลอย, และถูกชักจูงความคิดได้ง่าย
- กับดักที่ต้องระวัง: ความท้อถอยและภาวะซึมเศร้า แต่จุดเด่นที่สุดคือมัน “พร้อมที่จะถูกตั้งสายใหม่” ไม่ได้มี “อีโก้” ที่แข็งแกร่งเหมือนเครื่องดนตรีชนิดอื่น
4. สัทธาจริต (Saddhā-carita) – ตระกูลเสียงประสานและออร์แกน
- พลังงานหลัก: ศรัทธา (ความเชื่อ, ความเลื่อมใส, ความนอบน้อม)
- บุคลิกของนักดนตรี: เป็นเสียงที่ “สูงส่ง”, “ศักดิ์สิทธิ์”, และ “สร้างแรงบันดาลใจ” ท่านผู้มีสัทธาจริตจึงมีหัวใจของ “นักอุดมการณ์” เป็นคนจิตใจดี, มีความเชื่อมั่นในคุณงามความดี, และพร้อมที่จะอุทิศตนเพื่อสิ่งที่ยิ่งใหญ่กว่าตนเอง
- กับดักที่ต้องระวัง: อาจจะกลายเป็นคน “เชื่อง่าย” หรือ “งมงาย” หากขาดการใช้ปัญญาใคร่ครวญ และอาจจะ “ยึดติดในตัวบุคคล” หรือ “พิธีกรรม” มากกว่าแก่นของคำสอน
5. พุทธิจริต (Buddhi-carita) – ตระกูลเครื่องคีย์บอร์ด (แกรนด์เปียโน)
- พลังงานหลัก: ปัญญา (การวิเคราะห์, การใช้เหตุผล, ความเข้าใจ)
- บุคลิกของนักดนตรี: เปียโนเป็นเครื่องดนตรีที่มี “ศักยภาพ” สูงที่สุด ท่านผู้มีพุทธิจริตจึงมีความเป็น “นักปราชญ์” หรือ “นักวิเคราะห์” รักในการเรียนรู้, ชอบการตั้งคำถาม, และสามารถเข้าใจหลักธรรมที่ลึกซึ้งได้รวดเร็ว
- กับดักที่ต้องระวัง: อาจจะติดอยู่ใน “โลกของความคิด” และ “การวิเคราะห์” จนกลายเป็น “วิปัสสะนึก” (การคิดถึงธรรมะ แต่ใจไม่เคยสัมผัส) และอาจเกิด “มานะ” (ความถือตัว) ในความเป็นผู้รู้ของตนได้ง่าย
6. วิตกจริต (Vitakka-carita) – นักดนตรีผู้ประหม่า (ไวโอลินิสต์ขี้กังวล)
- พลังงานหลัก: วิตก (ความคิดฟุ้งซ่าน, ความกังวล)
- บุคลิกของนักดนตรี: นี่ไม่ใช่ “ประเภท” ของเครื่องดนตรี แต่คือ “บุคลิกของนักดนตรี” เสียงของเขาคือ “เสียงแห่งการเตรียมตัวที่ไม่สิ้นสุด” เขาใช้เวลาทั้งหมดไปกับการ “คิด” และ “กังวล” เกี่ยวกับการเล่น จนไม่ได้เริ่มบรรเลงเพลงจริงๆ เสียที
- กับดักที่ต้องระวัง: การจมอยู่กับความคิดในอนาคตจนไม่สามารถอยู่กับปัจจุบันได้ ซึ่งนำมาซึ่ง “ความวิตกกังวลเรื้อรัง” (Anxiety)
หนังสือเล่มนี้ได้มอบ
“แบบสำรวจจริต: แผนที่ใจ 36 สถานการณ์” ไว้ให้ท่านได้ลองวินิจฉัยเครื่องดนตรีประจำตัวของท่านเอง เพื่อที่จะได้เข้าใจจุดแข็งที่ควรภาคภูมิใจ และจุดอ่อนที่ต้องระมัดระวัง
ภาคที่ 3: ศิลปะแห่งการตั้งสายและบรรเลง – จากเสียงเพี้ยนสู่บทเพลงที่ไพเราะ
เมื่อเรารู้จักเครื่องดนตรีของเราแล้ว เราจะพบว่าความทุกข์ไม่ได้เกิดจาก “ชนิด” ของเครื่องดนตรีที่เรามี แต่มันเกิดจากการที่เราพยายามจะ “ฝืน” ธรรมชาติของมัน เราเป็นเหมือนนักเชลโล่ที่พยายามจะเป่าลมเข้าไปในเครื่องดนตรีของตน หรือเป็นนักทรัมเป็ตที่พยายามจะดีดสายที่ไม่มีอยู่จริง
การตั้งสาย (Tuning): โน้ตเพลงสำหรับเครื่องดนตรีของคุณ
หัวใจของหนังสือเล่มนี้คือการเรียนรู้
“ศิลปะแห่งการตั้งสายใจ” ซึ่งเป็นกระบวนการในการปรับเทียบจิตใจของเราให้กลับมาสู่ “จุดที่พอดี” หรือ “มัชฌิมาปฏิปทา” หนังสือได้มอบ “โน้ตเพลง” และ “แบบฝึกหัด” (กรรมฐาน) ที่ออกแบบมาโดยเฉพาะเพื่อดึงศักยภาพสูงสุดของเครื่องดนตรีแต่ละชนิดออกมา
- สำหรับราคจริต (เชลโล่): อาจจะต้องใช้กรรมฐาน “อสุภะ” (การพิจารณาความไม่งาม) และ “กายคตาสติ” (การพิจารณาร่างกาย) เพื่อคลายความยึดติดในความงามภายนอก และค้นพบความงามที่อยู่ภายใน
- สำหรับโทสจริต (ทรัมเป็ต): อาจจะต้องฝึก “พรหมวิหาร 4” โดยเฉพาะ “เมตตาภาวนา” เพื่อเรียนรู้ที่จะควบคุมลมปราณ และสามารถเป่าโน้ตที่นุ่มนวลและอ่อนโยนได้
- สำหรับโมหจริต (กีตาร์ที่สายเพี้ยน): ต้องการ “กัลยาณมิตร” (จูนเนอร์ที่ดี) และการปฏิบัติที่เรียบง่ายแต่สม่ำเสมอ เช่น “อานาปานสติ” (การดูลมหายใจ) เพื่อเป็นโน้ตอ้างอิงที่ถูกต้อง
การบรรเลง (Playing): จากห้องซ้อมสู่เวทีชีวิต
การตั้งสายใจไม่ได้มีไว้เพื่อการบรรเลงเดี่ยวในห้องซ้อมที่เงียบสงัด แต่มีไว้เพื่อการบรรเลงบทเพลงแห่งชีวิตร่วมกับผู้อื่นใน
“วงออร์เคสตรา” ที่ยิ่งใหญ่
- เข้าใจตนเอง: เมื่อเรารู้จักเครื่องดนตรีของตัวเอง เราจะเลิกเกลียดชังในจุดอ่อน และเรียนรู้ที่จะใช้จุดแข็งให้เป็นประโยชน์ เราจะกลายเป็นนักดนตรีที่มีความสุขและมั่นใจในเสียงของตนเอง
- เข้าใจผู้อื่น: เมื่อเราเข้าใจแล้วว่าทุกคนต่างมีเครื่องดนตรีที่แตกต่างกัน เราจะเลิกตัดสินหรือพยายามจะเปลี่ยนให้เขามาเล่นเพลงของเรา เราจะเรียนรู้ที่จะชื่นชมในความแตกต่าง และหาหนทางที่จะบรรเลงบทเพลงร่วมกันอย่างกลมกลืน
- เข้าใจกฎสากล: ท้ายที่สุด หนังสือได้นำเราไปสู่ “ทฤษฎีดนตรีสากล” คือการทำความเข้าใจใน “กฎของเสียง” (ไตรลักษณ์) ที่ควบคุมดนตรีทุกชนิดในจักรวาล และการเรียนรู้ที่จะชื่นชมใน “บทเพลงแห่งความเงียบ” (นิพพาน) ซึ่งเป็นสภาวะที่อยู่เหนือเสียงทั้งปวง
บทสรุป: ท่านคือวาทยกรแห่งชีวิตตนเอง
การเดินทางผ่านหนังสือ “นานาจิตตัง” คือการค้นพบว่า เราไม่ได้เป็นเพียงนักดนตรีที่ต้องบรรเลงไปตามโน้ตที่โชคชะตากำหนด แต่เราทุกคนมีศักยภาพที่จะเป็น “วาทยกร” (Conductor) ผู้อำนวยเพลงชีวิตของตนเองได้
หนังสือเล่มนี้คือ “คทาของวาทยกร” คือ “บันทึกการฝึกซ้อม” ที่จะมอบความเข้าใจและเครื่องมือให้ท่านได้เริ่มต้นการเดินทางที่สำคัญที่สุด…การเดินทางที่จะเปลี่ยนเสียงรบกวนในใจ ให้กลายเป็นบทเพลงที่ไพเราะและมีความหมายที่สุด
หากท่านเหนื่อยล้ากับ “เสียงรบกวน” ในใจ… หากท่านปรารถนาที่จะเปลี่ยน “เสียงที่เพี้ยน” ให้กลายเป็น “บทเพลงที่ไพเราะ”… และหากท่านพร้อมที่จะหยิบ “เครื่องดนตรี” ในใจของท่านขึ้นมาด้วยความรักและความเข้าใจ… ขอเชิญชวนท่านให้ดาวน์โหลดหนังสือเล่มนี้ เพื่อเริ่มต้น “การตั้งสายใจ” ของเรา… ไปพร้อมๆ กัน
Download หนังสือฟรี “นานาจิตตัง ความจริงของใจ: คู่มือ ‘ตั้งสายใจ’ ให้กลมกลืนกับความแตกต่างของตนเองและผู้อื่น”




ใส่ความเห็น