ทิ้งโลก: ศิลปะแห่งการวางลง สู่ชีวิตที่ “เบา” อย่างน่าอัศจรรย์

เขียนโดย พิพัฒน์ธรรม

เคยไหมครับ…ที่ลืมตาตื่นขึ้นมาในตอนเช้า พร้อมกับเสียงถอนหายใจเบาๆ ที่เล็ดลอดออกมาก่อนความคิดแรกจะเริ่มต้นขึ้นด้วยซ้ำ

มันไม่ใช่ความเหนื่อยล้าจากการนอนไม่พอ แต่เป็นความหนักอึ้งที่รออยู่ตรงหน้า เป็นความรู้สึกที่คุ้นเคยว่าวันนี้ก็คงเป็นอีกวันที่ต้อง “สู้” ต้อง “ทน” และต้อง “แบก” อะไรบางอย่างต่อไป หรือในเย็นวันอาทิตย์ ขณะที่แสงสุดท้ายของวันหยุดกำลังจะลับขอบฟ้า ความรู้สึกโหวงเหวงและกังวลใจก็ค่อยๆ คืบคลานเข้ามาในใจอย่างเงียบเชียบ ความสุขของวันพักผ่อนจางหายไป ถูกแทนที่ด้วยภาระของวันพรุ่งนี้ที่ยังมาไม่ถึง

หากคุณกำลังรู้สึกเช่นนี้อยู่ ขอให้รู้ว่าคุณไม่ได้เดียวดาย ความรู้สึก “หนัก” ที่ว่านี้ เป็นสภาวะร่วมของมนุษย์จำนวนมากในยุคสมัยของเรา มันคืออาการป่วยทางใจที่มองไม่เห็นบาดแผล แต่กัดกินพลังชีวิตของเราไปทีละน้อยในทุกๆ วัน

แล้วความหนักอึ้งนี้คืออะไรกันแน่?

หนังสือ “ทิ้งโลก: เพราะแบกไว้จึงทุกข์” โดย พิพัฒน์ธรรม ขอเชิญชวนคุณมาทำความรู้จักกับความหนักอึ้งนั้นอย่างตรงไปตรงมา ผ่านภาพเปรียบเทียบที่เรียบง่ายที่สุด นั่นคือภาพของ “การแบกสัมภาระที่มองไม่เห็น”

ลองจินตนาการดูสิครับ… ทุกเช้าที่เราตื่นขึ้นมา นอกจากร่างกายที่ลุกจากเตียง เราต่างแบก “เป้” ใบหนึ่งขึ้นสะพายหลังไปโดยไม่รู้ตัว เป้ใบนี้ไม่มีสี ไม่มีรูปร่าง ไม่มีน้ำหนักที่ชั่งได้ด้วยตาชั่งใดๆ ในโลก แต่มันกลับเป็นสิ่งที่หนักหน่วงที่สุดในชีวิตของเรา เราสะพายมันไปทุกที่ ไม่ว่าจะในห้องประชุมที่เคร่งเครียด บนโต๊ะอาหารกับครอบครัว หรือแม้กระทั่งในยามที่เราพยายามจะพักผ่อนหย่อนใจในวันหยุด แต่ก็ไม่เคยเลยที่เราจะวางมันลงได้อย่างแท้จริง

สัมภาระนี้เองที่ทำให้แผ่นหลังของเราโค้งงอลงทีละน้อย ทำให้หัวใจของเราเต้นผิดจังหวะ และทำให้ความคิดของเราขุ่นมัวอยู่เสมอ บัดนี้…ผมอยากจะชวนคุณผู้อ่านลองหยุดนิ่งๆ สักครู่ หายใจเข้าลึกๆ แล้วลองสำรวจสัมภาระที่มองไม่เห็นบนบ่าของคุณดู…คุณกำลังแบกอะไรอยู่?

บทความนี้จะทำหน้าที่เป็น “กัลยาณมิตร” นำทางท่านผ่านแก่นปัญญาอันลึกซึ้งจากหนังสือเล่มนี้ ซึ่งผู้เขียนได้มอบให้เป็นธรรมทานในรูปแบบ e-book ที่สามารถดาวน์โหลดได้ฟรี เพื่อร่วมกันเรียนรู้ “ศิลปะแห่งการวางลง” และค้นพบความเบาสบายอันเป็นธรรมชาติดั้งเดิมของชีวิต


บทที่ 1: โลกธรรม 8 – เกมแห่งอารมณ์ที่เราหนีไม่พ้น

เมื่อเราเปิดซิปของเป้ใบนั้นออก สัมภาระชิ้นแรกที่อยู่บนสุดคือสิ่งที่คุ้นเคยที่สุด และเป็นต้นทางของความหวั่นไหวในชีวิตประจำวันของเราแทบทั้งหมด มันคือ “เกม” ที่เราทุกคนถูกโยนเข้ามาเล่นตั้งแต่จำความได้ เกมที่กติกาของมันฝังลึกอยู่ในระบบประสาทและสังคมมนุษย์ เกมนี้มีชื่อเรียกว่า “โลกธรรม 8”

มันคือกระแสลม 8 ทิศที่พัดผ่านชีวิตเราอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน และเราส่วนใหญ่ก็เป็นเพียงใบไม้ที่ปลิวไปตามแรงลมนั้นอย่างไม่อาจควบคุมทิศทางได้ ชีวิตของเราเปรียบเสมือนไม้กระดกในสนามเด็กเล่น มันมีสองฝั่งเสมอ คือฝั่งที่ลอยขึ้นสูง และฝั่งที่ตกลงต่ำ เราใช้พลังงานทั้งชีวิตไปกับการพยายามถีบตัวเองให้ลอยขึ้นสูงอยู่เสมอ แต่ไม่ว่าเราจะพยายามแค่ไหน สุดท้ายแล้วไม้กระดกก็ต้องมีฝั่งที่ตกลงต่ำลงมาเสมอ

คู่ที่ 1: มีลาภ – เสื่อมลาภ (The Pursuit of Gain and the Fear of Loss) “ลาภ” คือการได้มาซึ่งทรัพย์สิน เงินทอง มันคือความสุขที่หอมหวานและสร้างความรู้สึกมั่นคง แต่ทุกครั้งที่เราได้ลิ้มรสความสุขจากการ “มีลาภ” เราก็ได้หยิบเอาสัมภาระชิ้นใหม่ใส่ลงในเป้โดยไม่รู้ตัว นั่นคือ “ความกลัวที่จะสูญเสีย” หรือ “เสื่อมลาภ” ยิ่งเรามีมากเท่าไหร่ เราก็ยิ่งกลัวที่จะสูญเสียมากเท่านั้น เรากลายเป็นทาสของสิ่งที่เราหามา

คู่ที่ 2: มียศ – เสื่อมยศ (The Climb of Status and the Terror of Disgrace) หาก “ลาภ” คือเรื่องของวัตถุ “ยศ” ก็คือเรื่องของสถานะทางสังคม มันคือ “ตำแหน่ง” ที่เราแบกไว้บนนามบัตร คือการยอมรับนับถือในสายตาของผู้อื่น แต่ทันทีที่เราได้ “ยศ” มา เราก็ได้แบกสัมภาระที่ชื่อว่า “เสื่อมยศ” ติดมาด้วยทันที มันคือฝันร้ายของอัตตา คือความอับอายขายหน้า คือความรู้สึกไร้ค่าเมื่อไม่มีหัวโขนให้สวมใส่อีกต่อไป

คู่ที่ 3: มีสรรเสริญ – มีนินทา (The Addiction to Praise and the Sting of Censure) นี่คือคู่ที่ทรงพลังที่สุดในยุคดิจิทัล “สรรเสริญ” คือการกดไลค์ คือคอมเมนต์ชื่นชม แต่ด้านที่คมกริบและทิ่มแทงหัวใจเราได้อย่างเจ็บปวดคือ “นินทา” คำชมร้อยคำอาจไม่สามารถลบล้างคำนินทาที่เจ็บแสบเพียงคำเดียวได้ เรากลายเป็นนักโทษของสายตาคนอื่น แบกความคาดหวังและคำตัดสินของพวกเขาไว้ตลอดเวลา

คู่ที่ 4: มีสุข – มีทุกข์ (The Craving for Pleasure and the Aversion to Pain) “สุข” คือความสบายใจ ความเพลิดเพลิน และ “ทุกข์” คือความคับข้องใจ ความผิดหวัง เราใช้ชีวิตทั้งหมดไปกับการวิ่งไล่ตาม “ความสุข” และวิ่งหนี “ความทุกข์” แต่ความจริงที่โหดร้ายก็คือ ไม่มีใครในโลกที่หนีความทุกข์พ้น และไม่มีใครในโลกที่สามารถอยู่ในความสุขได้ตลอดไป

เมื่อเรามองภาพรวมของไม้กระดกทั้ง 4 คู่นี้ เราจะเห็นว่ามันเป็นเกมที่ไม่มีวันจบสิ้นและไม่มีผู้ชนะที่แท้จริง ชีวิตที่ผูกติดอยู่กับโลกธรรม 8 ก็เปรียบเสมือนคนที่พยายามจะสร้างปราสาททรายบนชายหาด แล้วเราก็เริ่มต้นก่อมันขึ้นมาใหม่ วนเวียนอยู่เช่นนี้ไม่รู้จบ


บทที่ 2: แบก “ตัวฉัน” ที่ประกอบขึ้นจากสิ่งที่ไม่ใช่ของฉัน

แล้ว “ใคร” กันแน่คือผู้เล่นในเกมนี้? คำตอบที่ผุดขึ้นมาโดยอัตโนมัติก็คือ “ก็ “ฉัน” ไง” สัมภาระที่หนักที่สุดที่เราแบกไว้โดยไม่เคยตั้งคำถาม ก็คือการแบก “ตัวตน” หรือ “ฉัน” คนนี้นี่เอง

แต่จะเป็นไปได้ไหมครับ….ว่า “ฉัน” ที่เรายึดมั่นถือมั่นว่าเป็นเจ้าของชีวิตนี้อย่างแท้จริงนั้น….อาจไม่มีอยู่จริง?

พระพุทธองค์ได้ทรงชี้ให้เราเห็นว่า “ตัวเรา” เป็นเพียงการประกอบกันของชิ้นส่วนต่างๆ 5 กลุ่ม ที่เรียกว่า “ขันธ์ 5” ซึ่งแปลตรงตัวว่า “กอง” หรือ “กลุ่ม” 5 กลุ่ม

  1. รูปขันธ์: ร่างกาย…ยานพาหนะที่ยืมมา “รูป” คือร่างกายของเรา มันเป็นยานพาหนะที่เราได้รับมายืมใช้ชั่วคราวในโลกใบนี้ มันมีวันผลิต (วันเกิด) และมีวันหมดอายุการใช้งาน (วันตาย) เราสั่งมันไม่ให้แก่ ไม่ให้เจ็บ หรือไม่ให้ตายได้ไหม? ไม่ได้เลย
  2. เวทนาขันธ์: ความรู้สึก…สัญญาณไฟบนหน้าปัด “เวทนา” คือความรู้สึกสุข, ทุกข์, หรือเฉยๆ ที่เกิดขึ้นเมื่ออายตนะของเราไปกระทบกับสิ่งเร้าภายนอก มันเป็นเพียง “สัญญาณ” ที่เกิดขึ้นเพื่อบอกสภาวะบางอย่าง แล้วก็ดับไป
  3. สัญญาขันธ์: ความจำ…ป้ายชื่อที่แปะไว้ “สัญญา” คือกองของความจำได้หมายรู้ มันคือ “ป้ายชื่อ” ที่เราใช้แปะทุกสิ่งทุกอย่าง รวมทั้งแปะ “ตัวเอง” เช่น “ฉันเป็นคนเก่ง” “ฉันเป็นคนล้มเหลว” เราแบกคอลเลกชัน “ป้ายชื่อ” เหล่านี้ไว้มากมายจนเต็มเป้ไปหมด
  4. สังขารขันธ์: ความคิดปรุงแต่ง…พ่อครัวใหญ่ในหัว “สังขาร” คือกระบวนการ “ปรุงแต่ง” ทางความคิด เป็นเจตนาที่ผลักดันให้เกิดการกระทำทางกาย วาจา และใจ มันคือเสียงในหัวที่พูดกับเราแทบจะตลอดเวลา
  5. วิญญาณขันธ์: การรับรู้…ไฟฟ้าที่หล่อเลี้ยงระบบ “วิญญาณ” คือ “ธรรมชาติที่รู้อารมณ์” ที่เกิดขึ้นเมื่ออายตนะภายในและอารมณ์ภายนอกมาเจอกัน มันเปรียบเสมือน “กระแสไฟฟ้า” ที่เกิดขึ้นเมื่อมีเหตุปัจจัยพร้อม แล้วก็ดับไป

เมื่อกองทั้ง 5 มาประชุมพร้อมกันและทำงานประสานกันอย่างรวดเร็ว ภาพลวงตาของ “ตัวตน” หรือ “ฉัน” จึงปรากฏขึ้น “ตัวเรา” ก็ไม่ต่างจากตัวละครในภาพยนตร์ มันคือผลรวมของการทำงานของขันธ์ 5 แต่เมื่อเราแยกชิ้นส่วนออกมาดูทีละกอง เราจะพบว่าไม่มีกองไหนเลยที่เราสามารถชี้แล้วบอกได้ว่า “นี่แหละคือฉัน” หรือ “นี่แหละคือของฉัน” อย่างแท้จริง


บทที่ 3 & 4: กับดักบนเส้นทางธรรม – เมื่อความรู้และครูกลายเป็นโซ่ตรวน

เมื่อเราเริ่มเห็นแสงสว่างของหนทางพ้นทุกข์ เราก็ได้พบกับบททดสอบที่แยบยลที่สุด นั่นคือ “กับดักบนเส้นทางธรรม”

กับดักความรู้: เมื่อนักเดินทางกลายเป็นนักสะสมแผนที่ เราศึกษาพระไตรปิฎก ท่องจำหลักธรรม แต่กับดักจะปรากฏขึ้นเมื่อเราเริ่มยึดมั่นใน “ความรู้” นั้นจนมันกลายเป็น “ตัวตน” ของเราอีกชั้นหนึ่ง เรากลายเป็น “ตำรวจธรรมะ” คอยสอดส่องและจับผิดการปฏิบัติของคนอื่น ถกเถียงเพื่อเอาชนะ และกลายเป็นคน “ความรู้ท่วมหัวเอาตัวไม่รอด”

กับดักครูบาอาจารย์: เมื่อผู้นำทางกลายเป็นจุดหมาย ความเคารพศรัทธาในครูบาอาจารย์เป็นคุณธรรมที่งดงาม แต่จะกลายเป็นโซ่ตรวนเมื่อมันแปรเปลี่ยนเป็น “ความยึดติดในตัวบุคคล” อย่างไร้ปัญญาพิจารณา เราเปลี่ยนจุดสนใจจาก “ดวงจันทร์” (ธรรมะ) ไปจ้องมองและยึดติดอยู่กับ “นิ้ว” (ตัวครูบาอาจารย์) ของท่านแทน ก่อให้เกิด “ลัทธิ” และ “สำนัก” ขึ้นมาในหัวใจ

ทิฏฐิ-มานะ: ภาพลวงตาแห่งการบรรลุธรรม นี่คือกับดักที่ลึกซึ้งและอันตรายที่สุด เมื่อการปฏิบัติเข้มข้นขึ้น จิตอาจรวมตัวเข้าสู่ความสงบตั้งมั่น เกิดเป็นความสว่างไสวและความสุขอย่างมหาศาล แต่กับดักไม่ได้อยู่ที่ตัวประสบการณ์ แต่อยู่ที่ “การตีความ” และ “การยึดมั่น” ในประสบการณ์นั้นว่ามันคือ “การบรรลุธรรมขั้นสูงสุด” หรือ “นิพพาน” ซึ่งถูกหล่อเลี้ยงด้วย “ทิฏฐิ” (การยึดมั่นในความเห็นของตน) และ “มานะ” (การถือตัวเปรียบเทียบ)


บทที่ 5 & 6: จาก “แบก” สู่ “เบา” – ศิลปะแห่งการวางลง

แล้วทางออกจากทุกข์ ไม่ใช่การ “สู้” แต่คือการหยุด แล้วหันกลับมา “ดู” มันเฉยๆ ได้อย่างไร?

เห็นทุกข์…ตามความเป็นจริง (ยถาภูตญาณทัสสนะ) คือการเห็นสิ่งต่างๆ ตามความเป็นจริง ไม่ใช่การเห็นตามที่เราอยากให้มันเป็น ด้วยเครื่องมือที่เรียกว่า “สติ” สติเปรียบเสมือนแสงไฟฉายที่สว่างและมั่นคงในห้องที่มืดมิด หน้าที่ของมันมีเพียงอย่างเดียวคือ “ส่องให้เห็น” โดยไม่มีการตัดสิน

  • นั่งดูเมฆในใจ: ธรรมชาติดั้งเดิมของจิตใจเราเปรียบเสมือน “ท้องฟ้า” ส่วนความคิดและอารมณ์ก็เปรียบเสมือน “ก้อนเมฆ” ที่ลอยผ่านมาแล้วก็ลอยผ่านไป เราคือท้องฟ้า ไม่ใช่ก้อนเมฆ
  • การปฏิบัติที่สมบูรณ์: เมื่อเจอเมฆพายุ (ความโกรธ)…ก็แค่ดู เมื่อเจอเมฆฝน (ความเศร้า)…ก็แค่ดู และเมื่อเจอเมฆสีขาวปุยแห่งความสุข…ก็แค่ดู…เช่นเดียวกัน

จาก “แบก” สู่ “เบา”: พลังแห่งความเข้าใจ การปล่อยวางที่แท้จริงไม่ใช่ “การกระทำ” ที่เราต้องจงใจทำ แต่มันเป็น “ผลลัพธ์” ที่เกิดขึ้นเองโดยอัตโนมัติจากการ “เห็น” ที่ถูกต้อง

  • อุปมาถ่านไฟแดง: เมื่อเรากำ “ถ่านไฟที่กำลังลุกแดง” อยู่ในมือ โดยเข้าใจผิดว่ามันคือ “เพชรสีนิล” อันล้ำค่า แต่เมื่อแสงไฟแห่งสติส่องให้เราเห็นความจริงว่ามันคือทุกข์โทษ ในทันทีที่ปัญญารู้แจ้งเห็นจริง มือของเราจะ “คลายออกเองโดยอัตโนมัติ” โดยไม่ต้องอาศัยความพยายามแม้แต่น้อย

บทที่ 7: ชีวิตที่ไม่ต้องแบกโลก – อิสรภาพที่แท้จริง

ชีวิตที่ “วางลง” แล้วอย่างแท้จริงนั้นมีหน้าตาเป็นอย่างไร? มันไม่ใช่ชีวิตที่แห้งแล้ง ไร้สีสัน แต่เป็นชีวิตที่ “เต็มเปี่ยม” ยิ่งกว่าครั้งไหนๆ

  • วิราคะ: ความเบาสบายอันน่าอัศจรรย์ คือการสิ้นไปแห่งความยึดติด
  • สันติ: ความสงบเย็นที่โลกให้ไม่ได้ เป็นความสงบจากภายในที่ไม่ขึ้นอยู่กับสิ่งใดๆ ทั้งสิ้น
  • วิมุตติ: อิสรภาพที่แท้จริง คือการหลุดพ้นจากอดีตและอนาคต, จากความคิดของผู้อื่น, และจากเผด็จการในหัว

การเดินทางเพื่อวางโลกที่แบกไว้ คือการเดินทางเพื่อค้นพบความจริงที่ว่า…แท้จริงแล้วเราไม่ใช่ยาจกที่คอยวิ่งขอเศษเสี้ยวของความสุขจากโลกภายนอก แต่เราคือมหาเศรษฐีที่นั่งทับขุมทรัพย์ของตัวเองมาโดยตลอดโดยไม่เคยรู้ตัว

บทสรุป: วางลง…แล้วจะพบว่าไม่เคยมีอะไรให้แบก

การเดินทางนับพันลี้เริ่มต้นจากก้าวแรกฉันใด การวางโลกทั้งใบลงก็เริ่มต้นจากการวางสัมภาระชิ้นแรกฉันนั้น

หนังสือเล่มนี้เปรียบเสมือนการกางแผนที่และเรียนรู้การใช้เข็มทิศ แต่ชีวิตจริงที่อยู่ตรงหน้า คือผืนป่าที่เราจะต้องก้าวเดินไปในนั้นด้วยขาของเราเอง ความสงบสุขที่คุณตามหา ไม่ใช่รางวัลที่รออยู่บนยอดเขาที่ห่างไกล แต่มันคือ “พื้นบ้าน” ที่อยู่ใต้ฝ่าเท้าของคุณมาโดยตลอด หน้าที่ของเรามีเพียงอย่างเดียว คือการก้มลงปัดกวาดฝุ่นผงแห่งความยึดติดที่ทับถมกันอยู่หนาเตอะออกไป แล้วความงดงามของพื้นบ้านนั้นก็จะปรากฏขึ้นมาเอง

ลองหยุดนิ่งๆ สักครู่…แล้วใช้แสงไฟแห่งสติที่คุณได้เรียนรู้มา ส่องดูในใจของคุณในขณะนี้…มีสัมภาระชิ้นเล็กๆ ชิ้นไหนที่คุณกำลังแบกอยู่หรือไม่? คุณไม่จำเป็นต้องรอให้ถึงวันพรุ่งนี้…การปลดปล่อยครั้งแรกสามารถเกิดขึ้นได้…..ที่นี่…และเดี๋ยวนี้

ขอเชิญชวนคุณ….ด้วยความเคารพและไมตรี… ลองตัดสินใจที่จะ “วาง” สัมภาระชิ้นเล็กๆ ชิ้นนั้นลง…แค่ชิ้นเดียว…แค่ในขณะนี้…. วางลง… ….แล้วคุณอาจจะค้นพบความจริงอันน่าอัศจรรย์ว่า… ….แท้จริงแล้ว…ไม่เคยมีอะไรให้แบกเลย

Download หนังสือฟรี “ทิ้งโลก: เพราะแบกไว้จึงทุกข์”

ใส่ความเห็น