เขียนโดย พิพัฒน์ธรรม
ในห้วงชีวิตที่คล้ายผืนมหาสมุทรอันกว้างใหญ่ เราทุกคนล้วนเป็นดุจเรือลำน้อยที่กำลังออกเดินทาง แม้ในยามปกติ ผืนน้ำอาจดูสงบงดงาม แสงแดดสาดส่องชวนฝัน แต่ใครเล่าจะล่วงรู้ได้ว่าเบื้องหน้าจะมีพายุลูกไหนรออยู่ มรสุมชีวิตนั้นแสนหลากหลาย บางครั้งมาในรูปของความเจ็บป่วยที่คุกคามกาย บางครั้งเป็นความพลัดพรากที่ฉีกกระชากหัวใจ บางครั้งคือความทุกข์ระทมที่เกิดจากปัญหาทางโลก หรือแม้แต่ความสับสนวุ่นวายภายในจิตใจของเราเอง
ท่ามกลางกระแสคลื่นลมที่โหมกระหน่ำ เรามักจะรู้สึกหวาดกลัว อ้างว้าง และโดดเดี่ยว ราวกับถูกพัดพาไปอย่างไร้ทิศทาง เราดิ้นรนที่จะควบคุมสายลมที่พัด เราพยายามสั่งให้คลื่นหยุดซัด แต่ยิ่งพยายามเท่าไหร่ เราก็ยิ่งเหน็ดเหนื่อย และยิ่งจมดิ่งลงในห้วงแห่งความทุกข์มากขึ้นเท่านั้น เพราะแท้จริงแล้ว สิ่งที่ควบคุมได้นั้นมีเพียงน้อยนิด ส่วนใหญ่แล้วชีวิตก็เป็นเช่นนี้เอง… ไม่แน่นอน ไม่เที่ยงแท้ และเต็มไปด้วยความท้าทายที่เรามิอาจหลีกเลี่ยง
หนังสือ “ทะเลธรรม” โดย พิพัฒน์ธรรม ถือกำเนิดขึ้นจากแนวคิดที่ต้องการชวนผู้อ่านทุกท่าน ออกเดินทางไปกับเราในห้วงทะเลแห่งชีวิต เพื่อเรียนรู้ที่จะอยู่กับ “มรสุม” เหล่านั้นอย่างเข้าใจและสงบเย็น เราจะไม่ได้หนีพายุ แต่เราจะเรียนรู้ที่จะฝ่าฟันมันไป ด้วยเครื่องมืออันล้ำค่าที่ธรรมะได้มอบให้
การเดินทางครั้งนี้จะพาเราไปสัมผัสกับบทสนทนาอันลึกซึ้งระหว่าง พระอาจารย์จอนห์ พระภิกษุชาวตะวันตกผู้เป็นศิษย์ของหลวงปู่ชา สุภัทโท และ สันติ ชายหนุ่มผู้ใฝ่ในธรรม ผู้เป็นตัวแทนของพวกเราทุกคนที่ยังคงมีคำถาม มีความสงสัย และยังคงต้องเผชิญกับความจริงอันโหดร้ายของชีวิต เรื่องราวทั้งหมดเกิดขึ้นบนเรือเฟอร์รี่ลำหนึ่งที่กำลังแล่นฝ่ามรสุมจากท่าเรือขนอมมุ่งหน้าสู่เกาะสมุย การเดินทางที่กินเวลาเพียงหนึ่งชั่วโมงนี้ จะเป็นเหมือนการเดินทางแห่งชีวิต ที่มีทั้งความปั่นป่วน ความไม่แน่นอน และบทเรียนอันล้ำค่าที่ซ่อนอยู่ในทุกรายละเอียดของธรรมชาติรอบตัว
บทความนี้จะทำหน้าที่เป็น “กัลยาณมิตร” นำทางท่านผ่านเรื่องราวอันเปี่ยมด้วยแรงบันดาลใจจากหนังสือเล่มนี้ ซึ่งผู้เขียนได้มอบให้เป็นธรรมทานในรูปแบบ e-book ที่สามารถดาวน์โหลดได้ฟรี เพื่อให้เราได้ร่วมกันค้นพบว่า แม้พายุชีวิตจะโหมกระหน่ำรุนแรงเพียงใด แต่เราทุกคนต่างก็มี “โอเอซิส” ที่สงบเย็นซ่อนอยู่ในใจกลางตัวตนของเราเสมอ รอเพียงวันที่เราจะค้นพบหนทางกลับไปสู่ที่แห่งนั้น
ตอนที่ 1: มรสุมชีวิต…การเดินทางสู่ความจริง
สายลมกระโชกแรงพัดพาละอองฝนสาดซัดเข้ามาถึงบริเวณดาดฟ้าเรือเฟอร์รี่ที่กำลังเคลื่อนตัวออกจากท่าเรือขนอม ท้องฟ้าเหนืออ่าวไทยเป็นสีเทาทะมึนราวกับถูกดูดกลืนด้วยมวลเมฆฝนขนาดมหึมา คลื่นลมที่เริ่มก่อตัวอย่างรุนแรงทำให้เรือโยกโคลง สันติ ก้าวเข้ามาในบริเวณที่ผู้โดยสารส่วนใหญ่เลือกที่จะหลบฝน เขาเดินตรงไปยังริมระเบียงเรือที่ซึ่งมีร่างหนึ่งนั่งนิ่งสงบอยู่…พระอาจารย์จอนห์
การเดินทางครั้งนี้ไม่ใช่เพียงการเดินทางข้ามทะเลในฤดูมรสุม แต่เป็นการเดินทางเพื่อเผชิญหน้ากับความจริงอันยิ่งใหญ่ของสังขาร…พระอาจารย์จอนห์กำลังจะไปเยี่ยมพระสหายอาวุโสที่เคยร่วมบวชเรียนกันมา บัดนี้ท่านกำลังอาพาธหนักอยู่ที่โรงพยาบาลบนเกาะ
“สภาพอากาศดูไม่เป็นใจเลยนะครับวันนี้” สันติเอ่ยขึ้นท่ามกลางเสียงลมที่หวีดหวิว
พระอาจารย์จอนห์หันมามองช้าๆ รอยยิ้มบางๆ ปรากฏบนใบหน้า “นั่นสินะ วันนี้ทะเลก็แสดงธาตุแท้ของมันให้เราเห็นอย่างชัดเจน” ท่านกล่าว “ชีวิตของเราก็เช่นกันนะคุณสันติ ไม่ต่างอะไรกับการเดินทางในทะเลที่กำลังมีมรสุมแบบนี้ บางวันก็สงบดุจผิวน้ำเรียบ บางวันก็ปั่นป่วนด้วยคลื่นลูกใหญ่”
มรสุมชีวิต…คือช่วงเวลาที่เราต้องเผชิญกับอุปสรรค, ความยากลำบาก, ความเจ็บป่วย, ความพลัดพราก…มันคือช่วงเวลาที่จิตใจของเราถูกพายุโหมกระหน่ำ ทำให้รู้สึกหวาดกลัว วิตกกังวล หรือแม้แต่ท้อแท้ แต่พระอาจารย์กลับมองว่า การได้เผชิญกับมรสุมแบบนี้ ก็เป็นโอกาสอันดีที่เราจะได้เรียนรู้ความจริง ท่านกล่าวว่า “ธรรมะไม่ได้อยู่แต่ในตำรา หรือในวัดที่สงบเงียบนะคุณสันติ แต่ธรรมะมีอยู่ทุกหนทุกแห่ง ทุกสิ่งรอบตัวเรา ทั้งทะเล ลม เมฆ หรือแม้แต่ความปั่นป่วนเหล่านี้ ล้วนเป็นครูสอนธรรมะให้กับเราทั้งสิ้น”
แล้วเราจะรับมือกับมรสุมเหล่านี้ได้อย่างไร? พระอาจารย์จอนห์มอบกุญแจดอกแรกให้… “สติ”
“เหมือนกับเสากระโดงเรือที่แข็งแรง แม้ลมจะพัดแรงเพียงใด ก็ยังคงตั้งตรงอยู่ได้ เพราะมันมีฐานที่มั่นคง จิตใจของเราก็เช่นกัน หากเรามีสติเป็นฐานที่มั่นคง เราก็จะสามารถยืนหยัดอยู่ได้ท่ามกลางความปั่นป่วน”
ตอนที่ 2: ลมหายใจท่ามกลางพายุ…ที่พึ่งแห่งปัจจุบัน
ฝนเริ่มตกลงมาเม็ดใหญ่ขึ้น สันติรู้สึกหนาวเหน็บและไม่สบายตัว แต่เมื่อมองไปยังพระอาจารย์จอนห์ที่ยังคงนั่งนิ่งสงบ เขาก็รู้สึกประหลาดใจ ท่านสอนว่า…ในยามที่เราเผชิญกับพายุชีวิต สิ่งแรกที่เรามักจะทำคือการพยายามควบคุมมัน แต่เราควบคุมลมนี้ได้ไหม? เราสั่งให้ฝนหยุดตกได้ไหม?
“บางสิ่งในชีวิตเราก็ไม่สามารถควบคุมได้…เมื่อเราพยายามควบคุมสิ่งที่ควบคุมไม่ได้ เราก็จะยิ่งเป็นทุกข์”
“แต่มีสิ่งหนึ่งที่เราสามารถอยู่กับมันได้เสมอ…ไม่ว่าลมจะพัดแรงแค่ไหน…สิ่งนั้นก็คือลมหายใจของเราเอง”
พระอาจารย์จอนห์ได้นำสันติเข้าสู่บทเรียนแรกของการปฏิบัติ “อานาปานสติ” คือการมีสติระลึกรู้ลมหายใจเข้าและออก โดยไม่ต้องไปบังคับหรือควบคุมมัน เพียงแค่ตามรู้มันไปตามความเป็นจริง
- ลมหายใจคือเพื่อนที่ซื่อสัตย์: มันอยู่กับเราเสมอ ตั้งแต่เกิดจนตาย
- ลมหายใจคือสมอเรือ: มันช่วยยึดจิตใจของเราไว้กับปัจจุบันขณะ ไม่ให้ไหลไปกับกระแสความคิดปรุงแต่งในอดีต หรือกระแสความกังวลในอนาคต
- ลมหายใจคือธรรมะที่อยู่ใกล้ตัวที่สุด: มันสอนเราถึงความไม่เที่ยง (อนิจจัง) ทุกครั้งที่เข้าและออก มันสอนเราถึงความเป็นทุกข์ (ทุกขัง) เมื่อเราพยายามจะกลั้นมันไว้ และมันสอนเราถึงความไม่ใช่ตัวตน (อนัตตา) เพราะเราไม่สามารถบังคับให้มันเป็นไปตามใจได้ทุกอย่าง
เมื่อสันติจดจ่ออยู่กับลมหายใจ เขาก็พบว่าความคิดที่ฟุ้งซ่านเริ่มลดลง และมีความรู้สึกมั่นคงเกิดขึ้นในใจ
ตอนที่ 3: คลื่นอารมณ์…สิ่งที่โหมซัดแล้วผ่านไป
ทันใดนั้น คลื่นลูกใหญ่ซัดเข้าใส่เรืออย่างรุนแรง สันติเผลอตัวเกร็งขึ้นมาอย่างไม่รู้ตัว หัวใจเต้นระรัว
“รู้สึกอย่างไรบ้างคุณสันติ” พระอาจารย์ถาม
“ตกใจครับพระอาจารย์”
“นั่นแหละคุณสันติ นั่นคืออารมณ์ที่เกิดขึ้นในใจเรา” ท่านชี้ไปยังคลื่นลูกใหญ่ที่กำลังก่อตัว “ลองดูคลื่นลูกนั้นสิ…มันก่อตัวขึ้นมาจากไหนไม่รู้ แล้วก็ซัดเข้ามาอย่างรุนแรง ทำให้เราตกใจ…แต่พอซัดเข้ามาแล้วมันก็สลายไปใช่ไหม”
“อารมณ์ในใจเราก็เป็นเช่นนั้นแหละคุณสันติ มันเกิดขึ้น ตั้งอยู่ แล้วก็ดับไป มันไม่เคยคงที่”
หลวงปู่ชาเคยสอนว่า
“จิตเหมือนน้ำ” เมื่อมีสิ่งกระทบ น้ำก็ถูกกวนให้ขุ่น แต่ถึงแม้จะขุ่น เนื้อแท้ของน้ำก็ยังคงเป็นน้ำที่ใสสะอาด
- ปัญหาไม่ได้อยู่ที่อารมณ์: แต่เกิดจากการที่เราไป “ยึดติด” กับมัน เราไปคิดว่า “ฉันกำลังกลัว” “ฉันกำลังโกรธ” เราไปเอาตัวเองเข้าไปเป็นคลื่นลูกนั้น
- หน้าที่ของเราคือการเฝ้าดู: เหมือนที่เราเฝ้าดูคลื่นในทะเล ดูว่ามันเกิดขึ้นอย่างไร ตั้งอยู่ตรงไหน แล้วดับไปอย่างไร โดยที่เราไม่เข้าไปเป็นคลื่นลูกนั้น
- ความคิดปรุงแต่งคือฟองคลื่น: ความกลัวนำมาซึ่งความคิดว่า “เรือจะจมไหม” ความคิดเหล่านั้นก็เป็นเหมือนฟองคลื่นที่ผุดขึ้นมาแล้วก็แตกสลายไป ไม่ได้เป็นความจริงแท้
การฝึกเฝ้าดูอารมณ์จะช่วยให้จิตใจของเรามีความเป็นกลาง ไม่ว่าเจอคลื่นใหญ่แค่ไหน เราก็ไม่ตื่นตระหนก เราเพียงแค่รับรู้มัน
ตอนที่ 4: แสงแห่งปัญญา…ส่องทะลุเมฆหมอกความจริง
ท่ามกลางความมืดมิดและเสียงคำรามของพายุ แสงสว่างจ้าของฟ้าผ่าก็วาบขึ้นบนท้องฟ้า เผยให้เห็นความกว้างใหญ่ของมหาสมุทรที่น่าเกรงขามชั่วขณะหนึ่ง
“เห็นไหมคุณสันติ” พระอาจารย์เอ่ยขึ้น “แม้จะมืดมิดเพียงใด แต่ก็ยังมีแสงสว่างปรากฏขึ้นได้เสมอ”
“นี่แหละคุณสันติ นี่คือลักษณะของ
ปัญญา”
- ความมืดมิดคืออวิชชา: คือความไม่รู้ตามความเป็นจริง ที่ทำให้เราถูกความทุกข์ครอบงำ
- แสงแห่งปัญญาคือการเห็นความจริง: มันจะส่องให้เราเห็นว่าร่างกายของเรานี้ก็เป็นเพียงการรวมตัวกันของธาตุสี่ มันไม่ได้เป็นของเราอย่างแท้จริง
- การพิจารณาไตรลักษณ์: ปัญญาจะช่วยให้เราเห็นว่าทุกสิ่งในโลกนี้ล้วนเป็น อนิจจัง (ไม่เที่ยง), ทุกขัง (ทนอยู่ในสภาพเดิมไม่ได้), และ อนัตตา (ไม่ใช่ตัวตน)
การเจริญปัญญา เริ่มต้นจากการมีสติที่เราฝึกกันมา เมื่อเรามีสติ เราก็จะสามารถเฝ้าดูสิ่งต่างๆ ได้อย่างเป็นกลาง จากนั้นก็คือการพิจารณา เมื่อเราเห็นคลื่น เราก็พิจารณาว่ามันไม่เที่ยง เมื่อเราสัมผัสความเจ็บป่วยในกาย เราก็พิจารณาว่ามันก็เป็นเพียงสภาวะที่เกิดขึ้น ไม่ใช่ตัวเรา
ตอนที่ 5-9: บทเรียนจากสรรพสิ่ง สู่ความมั่นคงภายใน
การเดินทางบนเรือเฟอร์รี่ลำนี้ ได้กลายเป็นห้องเรียนธรรมะขนาดใหญ่ ที่ซึ่งทุกปรากฏการณ์ได้กลายมาเป็นครูผู้สอน
- ฟองอากาศแห่งความคิด: ฟองอากาศนับไม่ถ้วนที่ผุดขึ้นแล้วแตกสลายไป คือลักษณะของความคิดของเรา…มันไม่เคยเป็นอะไรมากไปกว่าแค่ความคิด เราไม่ใช่ความคิดนั้น เราเป็นเพียงผู้รู้ที่รู้ว่าความคิดกำลังเกิดขึ้น
- กระแสน้ำแห่งกรรม: กระแสน้ำที่มองไม่เห็นแต่ทรงพลังอยู่เบื้องล่าง คือกฎแห่งกรรม ทุกความคิด ทุกคำพูด ทุกการกระทำของเรา ล้วนเป็นเมล็ดพันธุ์แห่งกรรมที่เราหว่านลงไป
- หาดทรายแห่งกาย: หาดทรายที่รองรับทุกสิ่งที่มากระทบ คือร่างกายของเรา มันคือฐานที่รองรับทุกสิ่งทุกอย่างที่เกิดขึ้นในชีวิตของเรา การเฝ้ารู้กายตามความเป็นจริง (กายานุปัสสนา) คือการฝึกให้จิตของเรามีความเป็นกลางต่อกาย
- โขดหินแห่งจิต: โขดหินที่ตั้งตระหง่านอย่างมั่นคงแม้ถูกคลื่นซัด คือลักษณะของจิตที่ได้รับการฝึกฝนมาอย่างดีแล้ว จิตที่ตั้งมั่นจะไม่หวั่นไหวไปตามสิ่งกระทบ
- อ่าวแห่งการปล่อยวาง: การที่เรือแล่นเข้าสู่อ่าวที่สงบ คือการพักพิงจากการยึดมั่นถือมั่นทั้งหลาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งการยึดมั่นในสังขารร่างกายของตนเองและผู้อื่น
ตอนที่ 10-12: การกลับคืนสู่ฝั่ง และทะเลธรรมในใจ
เมื่อเรือเทียบท่าที่เกาะสมุย การเดินทางบนเรือได้สิ้นสุดลง แต่การปฏิบัติธรรมที่แท้จริงเพิ่งจะเริ่มต้นขึ้น “การประยุกต์ธรรมะสู่การใช้ชีวิตประจำวันนี่แหละคือหัวใจสำคัญของการปฏิบัติ”
สันติได้เรียนรู้บทเรียนที่ล้ำค่าที่สุด…
“ทะเลธรรม” ที่แท้จริงนั้น ไม่ได้อยู่ที่ไหนไกลเลย แต่มันดำรงอยู่ภายในจิตใจของเราเอง
- ทะเลไม่ได้อยู่ที่ไหนไกล แต่อยู่ในใจของเราเอง: ความปั่นป่วนของคลื่นลมภายนอก ไม่สามารถทำอะไรจิตใจที่ได้รับการฝึกฝนมาแล้วได้
- ทุกสิ่งสามารถเป็นครูสอนธรรมะได้: ขอเพียงเราเปิดใจและเรียนรู้ที่จะมองเห็นมัน
- ความสงบที่แท้จริงคือเป้าหมายสูงสุด: ความสงบที่อยู่เหนือกาลเวลา สังขาร และพายุใดๆ
สันติได้ค้นพบ “ที่พึ่ง” ภายในตัวเองแล้ว เขาไม่ได้เป็นเพียงชายหนุ่มผู้ใฝ่ในธรรมอีกต่อไป แต่เขากำลังก้าวเข้าสู่เส้นทางของการเป็นผู้ปฏิบัติธรรมอย่างแท้จริง
หนังสือ “ทะเลธรรม” คือคำเชิญชวนให้เราเริ่มต้นการเดินทางที่สำคัญที่สุด…การเดินทางเข้าสู่ภายใน เพื่อค้นพบความสงบที่แท้จริงท่ามกลางมรสุมของชีวิต ขอให้ท่านจงนำธรรมะไปใช้ในชีวิตประจำวัน…แล้วท่านจะพบว่าท่านสามารถอยู่กับทุกสิ่งได้อย่างสงบและเป็นสุข
Download หนังสือฟรี “ทะเลธรรม”




ใส่ความเห็น