เขียนโดย พิพัฒนธรรม
ณ ขณะที่คุณกำลังอ่านตัวอักษรเหล่านี้อยู่ เคยมีคำถามผุดขึ้นในใจบ้างหรือไม่ว่า อะไรคือสิ่งที่กำลัง “รับรู้” ถ้อยคำเหล่านี้? อะไรคือสิ่งที่กำลัง “คิด” ตาม? และ
อะไรคือสิ่งที่กำลัง “รู้สึก” พอใจ, ไม่พอใจ, หรือเฉยๆ ต่อข้อความเบื้องหน้า?
เราทุกคนต่างเคยลิ้มรสความสุขที่หอมหวาน และต่างก็เคยสัมผัสความทุกข์ที่ขมขื่น เราเคยรัก เคยชัง เคยสงบนิ่ง และเคยฟุ้งซ่าน เราใช้ชีวิตอยู่กับสภาวะเหล่านี้ในทุกทิวาและราตรี… แต่เคยหรือไม่ ที่เราจะหยุดและถามตัวเองอย่างจริงจังว่า “สิ่ง” ที่เป็นศูนย์กลางของประสบการณ์ทั้งหมดนี้ แท้จริงแล้วคืออะไร? มันมาจากไหน? และมันทำงานอย่างไร?
สิ่งนั้น…ที่พระพุทธองค์ทรงเรียกขานว่า “จิต” นั่นเอง
เราส่วนใหญ่ใช้ชีวิตไปประหนึ่งว่ามี “คนแปลกหน้า” อาศัยอยู่ในบ้านของเรา เราอยู่กับเขาตลอด 24 ชั่วโมง เขาเป็นผู้ที่ตัดสินใจว่าวันนี้เราจะมีความสุขหรือความทุกข์ เขาเป็นผู้ที่กระซิบให้เราโกรธ กระตุ้นให้เราโลภ และผลักไสให้เราหลง แต่เรากลับไม่เคยรู้จักหน้าค่าตาที่แท้จริงของเขาเลย เราไม่เคยเข้าใจภาษาของเขา ไม่เคยรู้ว่าอะไรคือสาเหตุที่ทำให้เขาพอใจหรือขุ่นเคือง เราทำได้เพียงปล่อยให้เขาบัญชาชีวิตของเราไปวันๆ ตามยถากรรม
หนังสือ “จิตตวิสุทธิ์: แกะรอยจิต ตามติดอภิธรรม” โดย พิพัฒน์ธรรม ได้ถูกรจนาขึ้นเพื่อทำหน้าที่เป็น “กัลยาณมิตร” ที่จะร่วมเดินทางไปกับท่าน เป็นเพื่อนผู้คอยชี้ชวนให้ท่านหันกลับมามองดู “คนแปลกหน้า” ที่อยู่ในใจ จนกระทั่งท่านคุ้นเคยและรู้จักเขาเป็นอย่างดี และในที่สุดก็สามารถอยู่ร่วมกับเขาได้อย่างผาสุกและเป็นอิสระ
บทความนี้จะพาท่านเดินทางผ่าน “แผนที่” อันละเอียดลออจากหนังสือเล่มนี้ ซึ่งผู้เขียนได้มอบให้เป็นธรรมทานในรูปแบบ e-book ที่สามารถดาวน์โหลดได้ฟรี เพื่อเริ่มต้นการเดินทางที่สำคัญและคุ้มค่าที่สุดในชีวิต…การเดินทางเพื่อทำความรู้จักจิตใจของตนเองอย่างแท้จริง
ภาคที่ 1: เปิดประตูสู่โลกภายใน – แผนที่ความจริงของจักรวาล
ก่อนที่เราจะออกเดินทางไปที่ใด เราจำเป็นต้องมี “แผนที่” ที่เชื่อถือได้เสียก่อน หลายท่านอาจรู้สึกว่าการศึกษาเรื่องจิต เรื่องพระอภิธรรมนั้น เป็นเรื่องไกลตัวและซับซ้อน แต่แท้จริงแล้ว ไม่มีสิ่งใดในโลกนี้ที่จะ “ใกล้ตัว” เรามากไปกว่า “จิต” ของเราเองอีกแล้ว
พระอภิธรรมคือ “แผนที่ความจริง” หรือ “พิมพ์เขียวของจักรวาล” ที่พระพุทธเจ้าได้ทรงค้นพบและนำมาเปิดเผย เป็นการอธิบายกลไกของชีวิตและโลกอย่างเป็นระบบและเป็นวิทยาศาสตร์ที่สุด เพื่อที่จะเข้าใจแผนที่นี้ เราต้องรู้จักความจริง 2 ระดับเสียก่อน:
- สมมติสัจจะ (Conventional Truth): ความจริงโดยตกลงกัน นี่คือความจริงที่เกิดขึ้นจากการที่เรา “บัญญัติ” หรือ “ตั้งชื่อ” ให้กับสิ่งต่างๆ เพื่อความสะดวกในการสื่อสาร คำว่า “โต๊ะ”, “นาย ก.”, หรือแม้แต่ “ตัวเรา” ล้วนเป็นความจริงในระดับสมมติ มันเป็นเพียง “ป้ายชื่อ” ที่เราแปะไว้บนปรากฏการณ์บางอย่าง
- ปรมัตถสัจจะ (Ultimate Truth): ความจริงโดยสภาวะ นี่คือความจริงในระดับเนื้อแท้ ที่มีอยู่โดยธรรมชาติของมันเอง ไม่ขึ้นอยู่กับชื่อเรียก พระอภิธรรมจะชี้ให้เห็นว่า “นาย ก.” นั้นไม่มีอยู่จริง เป็นเพียงชื่อเรียกของสภาวธรรมที่มาประชุมกันชั่วคราวของสองส่วนหลักๆ คือ รูปธรรม (ร่างกาย) และ นามธรรม (จิตใจ)
การศึกษาพระอภิธรรม คือการเปลี่ยนมุมมองจากการมองโลกแบบ “สมมติ” ไปสู่การมองโลกแบบ “ปรมัตถ์” คือการหัดมองทะลุ “ป้ายชื่อ” เข้าไปให้เห็น “เนื้อแท้” ของสิ่งต่างๆ นั่นเอง
และเมื่อเราพร้อมที่จะมองโลกในระดับปรมัตถ์แล้ว พระพุทธองค์ได้ทรงจำแนกสภาวธรรมทั้งหมดในจักรวาลนี้ออกมาได้เป็น
ปรมัตถธรรม 4 ประเภทเท่านั้น เปรียบเสมือน “ตัวต่อเลโก้” เพียง 4 ชนิด ที่นำมาประกอบกันจนเกิดเป็นสรรพสิ่งทั้งปวง ได้แก่:
- จิต (Citta): ธรรมชาติที่รู้อารมณ์ (The Knower) แก่นแท้ของจิตคือ “สภาวะรู้” เพียงอย่างเดียวเท่านั้น หากเปรียบจิตเหมือน “จอภาพยนตร์ที่ขาวสะอาด” หน้าที่เดียวของจอคือ “รองรับภาพ” ที่จะมาฉายบนตัวมัน จอเองไม่มีเรื่องราว มันแค่ทำหน้าที่ “แสดงภาพ” เท่านั้น
- เจตสิก (Cetasika): ธรรมชาติที่ประกอบจิต (The Mental Factors) เจตสิกคือ “สภาวะที่เกิดร่วมกับจิต” ทำหน้าที่ปรุงแต่งให้จิตที่ใสๆ นั้นมีลักษณะและคุณภาพที่แตกต่างกันออกไป หากจิตคือ “จอภาพยนตร์” เจตสิกก็คือ “เนื้อหาของหนังที่ถูกฉาย” นั่นเอง เจตสิกเป็นตัวกำหนดว่าหนังเรื่องนั้นจะเป็นหนังรัก (เจตสิกคือความรัก, เมตตา), หนังบู๊ (เจตสิกคือความโกรธ), หรือหนังเศร้า (เจตสิกคือความโศกเศร้า)
- รูป (Rūpa): ธรรมชาติที่ไม่รู้อารมณ์ (The Matter) รูปคือ “สภาวะที่ไม่สามารถรับรู้อารมณ์ใดๆ ได้” เป็นส่วนที่เป็นวัตถุ สสาร และพลังงานทั้งหมดในจักรวาล หากจิตคือจอหนัง เจตสิกคือเนื้อหาของหนัง “รูป” ก็เปรียบได้กับ “โรงภาพยนตร์ทั้งโรง” ตั้งแต่ตัวอาคาร เก้าอี้ ไปจนถึงร่างกายของผู้ชมเอง
- นิพพาน (Nibbāna): ธรรมชาติที่ดับสิ้นแห่งทุกข์ (The Ultimate Reality) นิพพานเป็นปรมัตถธรรมหนึ่งเดียวที่อยู่นอกเหนือกฎเกณฑ์ของ 3 อย่างแรก มันเป็น “อสังขตธรรม” คือสภาวะที่ไม่ถูกปรุงแต่ง, ไม่ได้เกิดจากเหตุปัจจัย, จึงไม่มีการเกิดขึ้นและไม่มีการดับไป เปรียบได้กับสภาวะ “ความไม่มีโรค” เมื่อเรากำจัดเหตุปัจจัยของโรค (กิเลส) หมดสิ้น สภาวะที่ปราศจากโรคโดยสิ้นเชิงก็จะปรากฏขึ้น
ชีวิตของเราในทุกๆ ขณะ จึงไม่ใช่อะไรอื่นเลยนอกจากการทำงานร่วมกันของปรมัตถธรรมทั้งสามคือ
จิต-เจตสิก-รูป นั่นเอง
ภาคที่ 2: แกะรอยจิต – สำรวจธรรมชาติและสีสันของใจ
เมื่อเรามีแผนที่แล้ว ก็ถึงเวลาออกเดินทางสำรวจ “เจ้าของบ้าน” หรือ “จิต” ของเราให้ลึกซึ้งยิ่งขึ้น
ธรรมชาติแท้ของจิต: ใสสว่าง…แต่ถูกบดบัง
ข่าวดีที่สุดที่พระพุทธองค์ทรงมอบให้แก่มนุษยชาติคือ ธรรมชาติแท้ๆ ของจิตนั้น
“ประภัสสร” คือบริสุทธิ์ ผ่องใส สว่างไสว เหมือนแก้วผลึกหรือท้องฟ้าที่ไร้เมฆหมอก แต่ที่จิตของเราดูเหมือนจะเต็มไปด้วยความทุกข์และความเศร้าหมอง ก็เพราะมี
“อุปกิเลสที่จรมา”
“อุปกิเลส” คือสิ่งเศร้าหมองต่างๆ ได้แก่ กิเลสทั้งหลาย (โลภะ โทสะ โมหะ) และคำว่า “จรมา” หมายถึง เป็นเพียง “แขก” หรือ “ผู้มาเยือน” ที่แวะเวียนเข้ามา ไม่ใช่ “เจ้าของบ้าน”
ดังนั้น เป้าหมายของการปฏิบัติธรรม จึงไม่ใช่การ “สร้าง” จิตที่ดีขึ้นมาใหม่ แต่คือการ “ชำระล้าง” สิ่งแปลกปลอมที่จรเข้ามาบดบังแสงสว่างดั้งเดิมของจิต เมื่อกิเลสถูกชำระออกไป แสงแห่งปัญญาและความบริสุทธิ์ซึ่งเป็นธรรมชาติแท้ของจิตก็จะฉายแสงออกมาเอง
สีสันของจิต: ดี (กุศล), ชั่ว (อกุศล), และกลางๆ (อัพยากฤต)
จิตที่ประภัสสรของเราจะถูกย้อมให้เกิดเป็น “สีสัน” หรือคุณภาพที่แตกต่างกันไป ขึ้นอยู่กับ “เจตสิก” ที่เข้ามาประกอบปรุงแต่งในขณะนั้นๆ ซึ่งแบ่งออกได้เป็น 3 ประเภทใหญ่ๆ
- อกุศลจิต (The Unwholesome Mind): ภาพวาดสีดำแห่งความทุกข์ “อกุศล” แปลว่า “ความไม่ฉลาด” หรือ “สภาวะที่ป่วยไข้” จิตประเภทนี้จะเกิดขึ้นเมื่อถูกปรุงแต่งด้วย อกุศลเจตสิก 14 ดวง ซึ่งมีรากเหง้ามาจาก 3 ตัวการหลักคือ โลภะ (ความอยากได้), โทสะ (ความไม่พอใจ), และ โมหะ (ความหลง, ไม่รู้จริง)
- กุศลจิต (The Wholesome Mind): ภาพวาดสีทองแห่งความสุข “กุศล” แปลว่า “ความฉลาด” หรือ “สภาวะที่มีสุขภาพดี” จิตประเภทนี้จะเกิดขึ้นเมื่อถูกปรุงแต่งด้วย โสภณเจตสิก 25 ดวง (เจตสิกฝ่ายดีงาม) ซึ่งมีรากเหง้ามาจาก อโลภะ (ความไม่โลภ, การให้), อโทสะ (ความไม่โกรธ, เมตตา), และ อโมหะ (ความไม่หลง, ปัญญา)
- อัพยากตจิต (The Neutral Mind): ภาพวาดที่ไร้สีสันทางกรรม“อัพยากตะ” แปลว่า “ธรรมที่ทรงไม่พยากรณ์” คือไม่สามารถระบุได้ว่าเป็นกุศลหรืออกุศล เป็นสภาวะที่เป็นกลางทางกรรม แบ่งเป็น 2 กลุ่มสำคัญคือ:
- วิบากจิต (Resultant Mind): คือจิตที่เป็น “ผล” ของกรรมเก่า เช่น ขณะแรกสุดของการเห็น การได้ยิน เป็นเพียงการรับข้อมูลดิบเข้ามาเท่านั้น ยังไม่ได้ชอบหรือชัง
- กิริยาจิต (Functional Mind): คือจิตของพระอรหันต์เท่านั้น ซึ่งสักแต่ว่าทำไปตามหน้าที่ แต่ไม่สร้างกรรมใหม่ใดๆ อีกต่อไป
จุดเปลี่ยนที่สำคัญที่สุดอยู่ตรงนี้! หลังจากที่
วิบากจิต (ผลของกรรมเก่า) ทำหน้าที่รับอารมณ์ไปแล้ว กระบวนการจิตในลำดับถัดมานี่เองที่จะกลายเป็นการ “สร้างกรรมใหม่” หากท่านเห็นดอกไม้สวย (วิบาก) แล้วเกิดความ “ชอบใจ อยากได้” (โลภะ) ขึ้นมา จิตในขณะนั้นได้กลายเป็น
อกุศลจิต ไปแล้ว แต่หากท่านเห็นดอกไม้สวย (วิบาก) แล้วเกิด “สติ” รู้ว่า “นี่เป็นเพียงรูปธรรมที่สวยงาม ไม่เที่ยง” จิตในขณะนั้นได้กลายเป็น
กุศลจิต ไปแล้ว
กามวจรจิต: จิตในชีวิตประจำวันของเรา
จิตที่เราใช้ในชีวิตประจำวันส่วนใหญ่ เรียกว่า
“กามวจรจิต” คือจิตที่ยังท่องเที่ยวอยู่ใน “กามภูมิ” ซึ่งเป็นโลกแห่งการรับรู้อารมณ์ผ่านประสาทสัมผัสทั้ง 5 พระอภิธรรมได้จำแนกจิตกลุ่มนี้ไว้ 54 ประเภท แบ่งเป็น 3 ครอบครัวใหญ่ คือ:
- ครอบครัวฝ่ายมืด (อกุศลจิต 12 ดวง): คือจิตที่ประกอบด้วยโลภะ, โทสะ, และโมหะ
- ครอบครัวที่เป็นกลาง (อเหตุกจิต 18 ดวง): คือจิตที่ทำหน้าที่รับรู้พื้นฐานโดยไม่มีเหตุดีหรือชั่วประกอบ
- ครอบครัวฝ่ายสว่าง (กามโสภณจิต 24 ดวง): คือจิตดีงามที่เราใช้สร้างบุญกุศล
ภาคที่ 3: จากทฤษฎีสู่การปฏิบัติ – การเป็นนายแห่งเรือชีวิต
เมื่อเรามีแผนที่และรู้จักตัวละครทั้งหมดแล้ว ก็ถึงเวลาที่จะเรียนรู้วิธีการเป็น “กัปตัน” ผู้ชาญฉลาด ไม่ใช่ทาสของอารมณ์อีกต่อไป
พลังแห่งโยนิโสมนสิการ: สวิตช์เปลี่ยนสีของจิต
อะไรคือสวิตช์ที่เปลี่ยนจิตจากอกุศลเป็นกุศล? คำตอบคือ
“มนสิการ” หรือการใส่ใจ ซึ่งมี 2 รูปแบบ
- อโยนิโสมนสิการ (การใส่ใจโดยไม่แยบคาย): คือการมองโลกแบบตื้นๆ มองไปที่ “เปลือก” ที่น่าพอใจหรือไม่น่าพอใจ เช่น เห็นคนสวย -> ใส่ใจในความสวย -> เกิดความอยากได้ (โลภะ) การใส่ใจแบบนี้คือประตูเปิดไปสู่อกุศลจิตโดยตรง
- โยนิโสมนสิการ (การใส่ใจโดยแยบคาย): คือการมองโลกอย่างชาญฉลาด มองทะลุเปลือกเข้าไปเห็น “แก่น” คือสภาวะตามความเป็นจริง (ไตรลักษณ์) เช่น ได้ยินคำด่า -> ใส่ใจว่า “นี่เป็นผลของกรรมเก่าของเรา, เขากำลังสร้างกรรมไม่ดี เขาน่าสงสาร” -> เกิดความเมตตา (อโทสะ) การใส่ใจแบบนี้คือประตูเปิดไปสู่กุศลจิต
จากนักโทษสู่ผู้คุม: วิธีรับมือกับเงาในใจ
เมื่อเราได้เห็นแผนผังของผู้ร้ายทั้ง 12 ประเภท (อกุศลจิต) แล้ว เราจะทำอย่างไรกับมัน? การพยายาม “กดข่ม” หรือ “ต่อสู้” กับมันตรงๆ มักจะไม่ได้ผล เพราะยิ่งสู้ก็ยิ่งฟุ้งซ่าน หนทางที่พระพุทธองค์ทรงสอนคือการเปลี่ยนจาก “นักโทษ” ของอารมณ์ มาเป็น “ผู้คุม” หรือ “ผู้รู้ทัน”
- สติ คือยามเฝ้าประตูใจ
- ปัญญา คือผู้พิพากษาที่ตัดสินด้วยความยุติธรรม
เมื่อความโกรธ (โทสมูลจิต) เกิดขึ้น เราไม่ได้พยายาม “กำจัด” มัน แต่เรา “รู้ทัน” ว่า “อ้อ! ตอนนี้จิตกำลังโกรธ” การ “รู้ทัน” นี้เองที่สร้าง “ที่ว่าง” ระหว่างเรากับความโกรธ ทำให้เราไม่ถูกมันครอบงำ และเปิดโอกาสให้ปัญญาสามารถเลือกที่จะไม่กระทำตามแรงผลักดันของมันได้
ปริยัติ-ปฏิบัติ-ปฏิเวธ: สามขาของเก้าอี้ที่ขาดไม่ได้
การมีความรู้ในพระอภิธรรมอย่างแตกฉาน (ปริยัติ) แต่ขาดการลงมือปฏิบัติ (ปฏิบัติ) ก็ไม่ต่างอะไรกับ “นักเดินทางในห้องแอร์” ผู้กางแผนที่ไว้บนโต๊ะ แต่เท้าไม่เคยเปื้อนดิน ความรู้ของเขาจึงเป็นเพียง “สัญญา” (ความจำ) ไม่ใช่ “ปัญญา” (ความเข้าใจแจ้ง)
- ปริยัติ (ทฤษฎี): คือการศึกษาแผนที่ให้เข้าใจ
- ปฏิบัติ (การลงมือทำ): คือการออกเดินเท้าไปตามเส้นทางบนแผนที่นั้น
- ปฏิเวธ (ผลจากการปฏิบัติ): คือการบรรลุถึงจุดหมายปลายทาง คือการประจักษ์แจ้งในสัจธรรมด้วยตนเอง
คุณค่าที่แท้จริงของพระอภิธรรมจึงไม่ได้อยู่ที่ “การรู้” แต่อยู่ที่ “การนำความรู้นั้นไปสู่การปฏิบัติที่ถูกต้อง” เพื่อเปลี่ยนแปลงชีวิตและจิตใจของเราอย่างแท้จริง
บทสรุป: จิตตวิสุทธิ หนทางสู่ความบริสุทธิ์แห่งใจ
การเดินทางผ่านหนังสือ “จิตตวิสุทธิ์” คือการเดินทางที่ท้าทายแต่ก็คุ้มค่าที่สุด มันคือการเดินทางจากการเป็น “คนแปลกหน้า” ในบ้านของตัวเอง สู่การเป็น “เจ้าของบ้าน” ที่รู้จักทุกซอกทุกมุมและสามารถบริหารจัดการทุกอย่างได้อย่างชาญฉลาด
เป้าหมายสูงสุดของการเดินทางนี้คือ “จิตตวิสุทธิ” หรือความบริสุทธิ์หมดจดของจิตใจ เป็นสภาวะที่จิตได้กลับคืนสู่ธรรมชาติดั้งเดิมที่ประภัสสร สว่างไสว และเป็นอิสระจากอำนาจของกิเลสทั้งปวง
หนังสือเล่มนี้เป็นเพียงแผนที่ แต่การเดินทางที่แท้จริงจะเริ่มต้นขึ้นเมื่อท่านวางบทความนี้ลง แล้วหันกลับไป “แกะรอยจิต” ของท่านเองในทุกขณะของชีวิต ขอเชิญทุกท่านดาวน์โหลดหนังสือ “จิตตวิสุทธิ์: แกะรอยจิต ตามติดอภิธรรม” ได้ฟรี เพื่อเริ่มต้นการเดินทางที่สำคัญที่สุด…การเดินทางกลับสู่บ้านที่แท้จริงในใจของท่าน
Download หนังสือฟรี “จิตตวิสุทธิ์: แกะรอยจิต ตามติดอภิธรรม”




ใส่ความเห็น