เขียนโดย พิพัฒน์ธรรม
หากจะมีสถานที่แห่งใดที่สามารถบีบคั้นอารมณ์ความรู้สึกของมนุษย์ให้ปรากฏเด่นชัดออกมาได้มากที่สุด ผมเชื่อว่าหนึ่งในนั้นคือ “งานศพ”
ในบรรยากาศที่อบอวลไปด้วยกลิ่นดอกไม้สีขาว กลิ่นกำยานและธูปเทียนที่ลอยอ้อยอิ่ง และโทนสีหลักเพียงขาวและดำที่ฉาบทาอยู่บนเครื่องแต่งกายของผู้คน สถานที่แห่งนี้คือศูนย์รวมของความจริงอันหลากหลายมิติ ในมุมหนึ่ง มันคือพื้นที่ของการสูญเสีย ความโศกเศร้า และความอาลัยอาวรณ์ที่จับต้องได้ อีกมุมหนึ่ง มันคือพื้นที่แห่งการรวมตัวของญาติสนิทมิตรสหาย และในอีกมุมหนึ่งที่ลึกซึ้งลงไป มันคือพื้นที่แห่งการประจันหน้ากับสัจธรรมอันยิ่งใหญ่ที่สุดของชีวิต ที่เราทุกคนต่างพยายามหลีกหนีและหลงลืมมาโดยตลอด นั่นคือ “ความตาย”
เราต่างเคยอยู่ในสถานการณ์นั้น…ท่ามกลางเสียงสวดพระอภิธรรมที่ก้องกังวาน จิตใจของเราอาจล่องลอยไปไกล หรืออาจจมอยู่กับความเศร้า แต่บ่อยครั้งเหลือเกิน ที่เมื่อพระคุณเจ้าเริ่มแสดงพระธรรมเทศนา บรรยากาศแห่งความสำรวมกลับค่อยๆ จางหายไปอย่างน่าใจหาย ความเงียบที่เคยเกิดจากความสงบ ถูกแทนที่ด้วยความเงียบอีกชนิดหนึ่ง…ความเงียบที่เกิดจากการไม่ใส่ใจ หลายคนเริ่มก้มลงมองโลกสี่เหลี่ยมในมือ ปล่อยให้เสียงธรรมเทศนาที่พระคุณเจ้ากำลังตั้งใจแสดงอยู่ กลายเป็นเพียงเสียงประกอบฉากที่ลอยผ่านหูไปเท่านั้น
ทำไมจึงเป็นเช่นนั้น? ทำไมบทสนทนาที่สำคัญที่สุดในชีวิต จึงกลายเป็น “บทเทศน์ที่ไม่มีใครอยากฟัง”?
หนังสือ
“คุยเรื่องตาย ให้ใจตื่น” โดย พิพัฒน์ธรรม ได้ถือกำเนิดขึ้นจากความรู้สึก “เสียดาย” อย่างสุดซึ้งนี้เอง เสียดาย “โอกาส” ที่เราจะได้เรียนรู้จากความจริงที่ปรากฏอยู่ตรงหน้า หนังสือเล่มนี้จึงไม่ใช่การตอกย้ำความน่ากลัวของความตาย แต่คือคำเชิญชวนให้เราลองเปลี่ยนมุมมอง คือการสวมบทบาทเป็น “กัลยาณมิตร” ที่จะนั่งลงพูดคุยกับท่านอย่างเป็นกันเอง เพื่อเปลี่ยน “ความตาย” จากศัตรูที่น่าสะพรึงกลัว ให้กลายเป็น “ครู” ผู้ยิ่งใหญ่ ที่จะปลุกหัวใจของเราให้ “ตื่น” ขึ้นมาใช้ชีวิตที่เหลืออยู่อย่างมีความหมายและเปี่ยมด้วยปัญญากว่าที่เคยเป็นมา
บทความนี้จะพาท่านเดินทางผ่านแก่นปัญญาอันล้ำค่าจากหนังสือเล่มนี้ ซึ่งผู้เขียนได้มอบให้เป็นธรรมทานในรูปแบบ e-book ที่สามารถดาวน์โหลดได้ฟรี เพื่อที่เราจะได้เริ่มต้น “คุยเรื่องตาย”…และค้นพบว่าแท้จริงแล้วมันคือการ “คุยเรื่องชีวิต” ที่ดีที่สุดนั่นเอง
ภาคที่ 1: บทเทศน์ที่ไม่มีใครอยากฟัง – ทำไมเราจึงวิ่งหนีความจริง
หนังสือเริ่มต้นด้วยการพาเราไปสำรวจตลาดนัดขนาดใหญ่ที่เปรียบได้กับโลกสมัยใหม่ของเรา ที่ซึ่งมีร้านค้ามากมายขาย “ความสุขชั่วคราว” และ “การลืมความทุกข์ชั่วขณะ” แต่ในมุมหนึ่ง มีชายชราคนหนึ่งตั้งแผงเล็กๆ ขาย “กระจกเงา” ที่สะท้อนภาพตามความเป็นจริงทุกประการ แต่กลับมีคนเพียงไม่กี่คนที่กล้าเดินเข้ามาส่องดู
“ความตาย” ก็เปรียบได้กับกระจกเงานั้น แล้วทำไมเราจึงเลือกที่จะหลีกหนี? หนังสือได้ชี้ให้เห็นถึงเหตุผลหลัก 3 ประการที่หยั่งรากลึกอยู่ในธรรมชาติของเรา:
- การทำงานของ “อัตตา” (Ego): อัตตาหรือความรู้สึกว่ามี “ตัวกู-ของกู” นั้น มีสัญชาตญาณในการปกป้องตัวเองและแสวงหาความยั่งยืน ความตายคือการดับสูญของทุกสิ่งที่อัตตายึดถือว่าเป็น “ของฉัน” ไม่ว่าจะเป็นร่างกาย, ความคิด, หรือชื่อเสียง กลไกป้องกันตัวที่ง่ายที่สุดจึงคือ “การปฏิเสธ” และ “การหลีกหนี”
- วัฒนธรรมที่เชิดชู “สุขเวทนา”: โลกปัจจุบันสอนให้เราไล่ล่าหาความสุขสบาย ความอ่อนเยาว์ และความสำเร็จ ในขณะเดียวกันก็สอนให้รังเกียจและซุกซ่อนความแก่ ความเจ็บ และความตายเอาไว้ในที่ลับตาคน บทเทศน์เรื่องความตายจึงเป็นเหมือนเสียงที่ผิดคีย์ในบทเพลงแห่งการไล่ล่าความสุขที่เรากำลังบรรเลงกันอยู่อย่างเมามัน
- ความเจ็บปวดจาก “อุปาทาน” (Attachment): ความกลัวตายที่แท้จริงไม่ได้มาจากตัวความตายเอง แต่มาจากการที่มันคือกระบวนการพรากทุกสิ่งทุกอย่างที่เรา “ยึดมั่นถือมั่น” ไปจากเราอย่างถอนรากถอนโคน เราไม่ได้เพียงแค่โศกเศร้าถึงอดีตที่เคยมีร่วมกับคนรัก แต่เรากำลังร้องไห้ให้กับอนาคตทั้งหมดที่พังทลายลงไปพร้อมกับการจากไปของเขา
ด้วยเหตุนี้เอง การเจริญ “มรณานุสติ” หรือการระลึกถึงความตายจึงเป็นการปฏิบัติที่สวนกระแสอย่างสิ้นเชิง แต่มันคือ “อุปกรณ์การสอน” ชิ้นเอกของพระพุทธองค์ ดั่งเช่นเรื่องราวของ
นางกิสาโคตมี ที่พระพุทธองค์ไม่ได้เทศนาสั่งสอนนางตรงๆ แต่ทรงสร้าง “กระบวนการเรียนรู้” ให้นางได้เดินไปค้นพบความจริงด้วยตัวเอง การเดินทางไปขอเมล็ดพันธุ์ผักกาดจากบ้านที่ไม่เคยมีคนตาย คือการเดินทางออกจากโลกส่วนตัวที่จมอยู่กับความทุกข์ และออกไปประจันหน้ากับความจริงสากลของโลกภายนอก บทเทศน์ที่แท้จริงที่นางได้ฟัง จึงไม่ใช่เสียงของพระพุทธองค์ แต่คือเสียงของชาวบ้านทุกคนที่นางไปพบ มันคือ “บทเทศน์ที่ไม่มีใครอยากฟัง” แต่เมื่อได้ฟังและยอมรับมันแล้ว มันกลับกลายเป็นยาที่ชุบชีวิตจิตใจของนางให้ตื่นขึ้นจากความมืดบอดได้อย่างน่าอัศจรรย์
ภาคที่ 2: ความตาย…ไม่ใช่ศัตรู แต่คือครูของเรา
เมื่อเรากล้าพอที่จะหยุดวิ่ง และหันกลับมาพิจารณาใบหน้าของ “ศัตรู” ตนนี้อย่างพินิจพิเคราะห์ เราจะพบว่าท่านผู้นี้ไม่ได้มาเพื่อทำลายล้างเพียงอย่างเดียว แต่ท่านมาพร้อมกับบทเรียนล้ำค่า 3 ประการ ที่ไม่มีครูคนใดในโลกจะสอนเราได้ลึกซึ้งเท่านี้อีกแล้ว
บทเรียนที่ 1: ครูผู้สอนเรื่อง “ความเสมอภาค” อันสมบูรณ์ ในโลกแห่งชีวิต เราต่างถูกแบ่งแยกด้วยเปลือกนอกนานัปการ แต่ “ครูแห่งความตาย” ท่านนี้เดินเข้ามาแล้วลบกระดานแห่งความแตกต่างทั้งหมดนั้นทิ้งไปในพริบตา ต่อหน้าท่านแล้ว ทุกคนล้วน “เท่าเทียมกัน” อย่างสมบูรณ์แบบ จักรพรรดิผู้ยิ่งใหญ่ก็ต้องละทิ้งทุกตารางนิ้วไว้เบื้องหลัง มหาเศรษฐีก็ไม่สามารถนำเงินแม้แต่สตางค์แดงเดียวติดตัวไปได้ ดั่งที่พระเจ้าอเล็กซานเดอร์มหาราชได้สั่งเสียไว้ว่า “เมื่อนำร่างของข้าใส่โลงไปฝัง ขอจงปล่อยมือทั้งสองของข้าออกมาอยู่นอกโลง ให้ทุกคนได้เห็นว่า…มือของข้านั้นว่างเปล่า” เมื่อเราเห็นบทเรียนนี้อย่างแจ่มแจ้ง มานะทิฐิจะลดน้อยถอยลง และความเมตตากรุณาจะเกิดขึ้นได้ง่ายขึ้น เพราะเรารู้ว่าท้ายที่สุดแล้ว เราทุกคนก็จะต้องถอดหัวโขนและกลับคืนสู่สามัญเหมือนกันทั้งหมด
บทเรียนที่ 2: ครูผู้สอนเรื่อง “ความไม่ประมาท” และการจัดลำดับความสำคัญ ชีวิตของเราเปรียบเสมือนการได้พักร้อนบนเกาะสวรรค์ โดยมีเงื่อนไขเดียวคือ เราไม่รู้เลยว่าเรือที่จะมารับเรากลับนั้นจะมาถึงเมื่อไหร่ ความตายคือ “เส้นตาย” (Deadline) ที่แท้จริงของชีวิต เมื่อเรารู้ว่าเวลาของเรามีจำกัดและไม่แน่นอน เราจะเลิกผัดวันประกันพรุ่งในเรื่องที่สำคัญ เราจะรีบกล่าวคำว่า “รัก” และ “ขอบคุณ” เราจะรีบลงมือทำในสิ่งที่เป็นความฝัน และเราจะรีบเริ่มต้นปฏิบัติภาวนาเพื่อเตรียมเสบียงให้แก่จิตใจ ความตระหนักรู้นี้จะสร้างพลังขับเคลื่อนที่เรียกว่า “สังเวค” ขึ้นในใจ ซึ่งไม่ใช่ความหดหู่ แต่เป็นความเร่งเร้าในทางกุศล
บทเรียนที่ 3: ครูผู้สอนเรื่อง “การปล่อยวาง” อันเป็นยอดแห่งศิลปะ ความกลัวตายมีรากเหง้ามาจากการยึดมั่นถือมั่น “ครูแห่งความตาย” จึงเป็นปรมาจารย์ผู้สอนวิชา “การปล่อยวาง” ที่เข้มข้นที่สุด เพราะท่านจะมาเอาคืนทุกสิ่งทุกอย่างที่เราหยิบยืมจากโลกนี้ไปใช้จนหมดสิ้น ไม่เหลือแม้แต่ชิ้นเดียว สิ่งเดียวที่เราสามารถนำติดตัวข้ามภพข้ามชาติไปได้ คือ “กรรม” หรือคุณภาพของจิตที่เกิดจากการกระทำของเรานั่นเอง การระลึกถึงความตายจึงไม่ใช่การผลักไสให้เราเกลียดชังชีวิต แต่เป็นการสอนให้เรา “รักและถือครองอย่างมีปัญญา” เรารักครอบครัวได้ แต่รักด้วยความเข้าใจว่าวันหนึ่งต้องจากไป เรามีความสุขได้ แต่มีความสุขด้วยความตระหนักว่านี่คือช่วงเวลาดีๆ ที่มีอยู่อย่างจำกัด
ภาคที่ 3: คู่มือสำหรับ “ของยืมชั่วคราว”
เมื่อเรายอมรับความตายในฐานะครูแล้ว บทเรียนภาคปฏิบัติก็ได้เริ่มต้นขึ้น หนังสือเล่มนี้ได้มอบอุปมาที่ทรงพลังว่า “ทุกชีวิตมีวันหมดอายุ” ชีวิตคือผลิตภัณฑ์ชนิดหนึ่ง “วันผลิต” คือวันเกิด “บรรจุภัณฑ์” คือร่างกาย และ “วันหมดอายุ” ถูกพิมพ์ไว้ด้วย “หมึกล่องหน” ที่ไม่มีใครมองเห็นได้
ลมหายใจ: ประตูสู่ความจริงที่ปลายจมูก เครื่องมือตรวจสอบที่ใกล้ตัวและเที่ยงตรงที่สุด ที่จะทำให้เราตระหนักถึงความไม่แน่นอนนั้นได้ในทุกขณะจิต ก็คือ “ลมหายใจ” ของเราเอง
- ลมหายใจคือวงจรแห่งการเกิด-ดับในทุกขณะ: ทุกครั้งที่เราหายใจเข้า มันคือ “การเกิด” และทุกครั้งที่เราหายใจออก มันคือ “การตาย” ชีวิตของเราคือผลรวมของวงจรแห่งการเกิด-ดับเล็กๆ นับครั้งไม่ถ้วนนี้เอง
- ลมหายใจคือเส้นแบ่งที่บางที่สุดระหว่างความเป็นและความตาย: ใน “ช่องว่าง” เล็กๆ ที่เกิดขึ้นระหว่างลมหายใจออกสิ้นสุดลง กับลมหายใจเข้าครั้งใหม่ที่กำลังจะเริ่มต้น คือสภาวะของ “ความว่าง” คือ “ความตายขนาดย่อม” (micro-death) และในช่องว่างนั้นเอง… ไม่มีอะไรเป็นหลักประกันได้เลยว่าลมหายใจเข้าครั้งต่อไปจะเกิดขึ้น ความตายไม่ได้รอเราอยู่ในอนาคตอันไกลโพ้นเลย แต่มันแฝงตัวอยู่ตรงปลายจมูกของเรานี่เอง
ร่างกายนี้…ของยืมชั่วคราว ความยึดมั่นที่หนักหน่วงที่สุดคือความยึดมั่นในร่างกายนี้ว่าเป็น “เรา” เป็น “ของเรา” แต่หากเราพิจารณาด้วยปัญญา เราจะเห็นว่าร่างกายนี้เป็นเพียง “บ้านเช่า” หรือ “รถเช่า” ที่เราได้สิทธิ์ในการใช้งานเพียงชั่วคราวเท่านั้น
- รื้อบ้านดูส่วนประกอบ (ธาตุ 4): บ้านหลังนี้ประกอบขึ้นจากธาตุพื้นฐานเพียง 4 อย่างที่หยิบยืมมาจากธรรมชาติ คือ ธาตุดิน (กระดูก, กล้ามเนื้อ), ธาตุน้ำ (เลือด, ของเหลว), ธาตุไฟ (ความร้อน, พลังงาน), และธาตุลม (ลมหายใจ) เมื่อสิ้นเหตุปัจจัย มันก็แยกย้ายสลายตัวจากกันไป คำว่า “ฉัน” หรือ “ของฉัน” จะหาแก่นสารที่แท้จริงไม่เจอเลยในกองแห่งธาตุนี้
- ความจริงที่ไม่มีใครอยากพูดถึง (อสุภะ): ภายใต้ผิวหนังที่สวยงามคือเลือด คือไขมัน คืออวัยวะภายในที่ชุ่มด้วยของเหลว ร่างกายคือโรงงานผลิตของเสียอยู่ตลอดเวลา การพิจารณาความไม่งามนี้ไม่ใช่การดูถูก แต่เป็นการฉีดวัคซีนป้องกัน “โรคหลงตัวเอง” และ “โรคยึดติดในความงาม”
ภาคที่ 4: ชำแหละอสูรกาย – เรากลัวอะไรในความตาย?
คำว่า “กลัวตาย” นั้นกว้างและคลุมเครือ เหมือนเงาตะคุ่มของอสูรกายในห้องมืด หน้าที่ของเราคือการเปิดไฟแห่งปัญญา แล้วแยกชิ้นส่วนของความกลัวนั้นออกมาพิจารณา ซึ่งหนังสือได้จำแนกไว้ 4 ชิ้นหลักๆ:
- ความกลัวความเจ็บปวด (Fear of Pain): พระพุทธองค์ทรงสอนให้เราแยกแยะระหว่าง ลูกศรดอกที่ 1 (ความเจ็บปวดทางกายที่หลีกเลี่ยงไม่ได้) กับ ลูกศรดอกที่ 2 (ความทุกข์ทางใจที่เรายิงใส่ตัวเองซ้ำเข้าไปอีกที) การปฏิบัติธรรมคือการฝึก “หลบลูกศรดอกที่ 2” แม้กายจะเจ็บ แต่ใจจะไม่ทุรนทุรายตามไปด้วย
- ความกลัวการไม่รู้ (Fear of the Unknown): ความตายคือดินแดนลี้ลับที่ใหญ่ที่สุด แต่พระพุทธองค์ได้ทรงมอบ “แผนที่” สำหรับดินแดนนี้ไว้ให้แล้ว แผนที่นั้นมีชื่อว่า “กฎแห่งกรรม” สภาวะหลังความตายไม่ได้ขึ้นอยู่กับโชคชะตา แต่เป็นผลโดยตรงจาก “คุณภาพของจิต” และ “การกระทำ” ที่เราได้สั่งสมมา ความกลัวการไม่รู้จึงแปรเปลี่ยนเป็น “ความรับผิดชอบต่อการกระทำในปัจจุบัน”
- ความกลัวการถูกลืม (Fear of Being Forgotten): เราทุกคนอยากให้ชีวิตมีความหมาย แต่พุทธศาสนาสอนให้เราเปลี่ยนมุมมองเกี่ยวกับ “มรดก” เสียใหม่ มรดกที่แท้จริงและยั่งยืนนั้น ไม่ใช่ชื่อที่สลักอยู่บนแผ่นหิน แต่คือ “กระแสแห่งกรรมดี” ที่เราได้สร้างไว้ ความเมตตาที่เรามอบให้คนๆ หนึ่ง จะส่งผลให้เขามีพลังใจไปทำดีกับคนอื่นต่อๆ ไป นี่คือ “มรดกที่มีชีวิต”
- ความกลัวการสูญเสียตัวตน (Fear of Losing the Self): นี่คือแกนกลางของความกลัวทั้งหมด แต่คำสอนเรื่อง “อนัตตา” (Not-self) ได้เข้ามาทลายความกลัวนี้โดยตรง “ตัวตน” ที่เราคิดว่ามีอยู่จริงนั้น แท้จริงแล้วเป็นเพียงภาพลวงตาที่เกิดจากการประชุมรวมกันของส่วนประกอบ 5 อย่างที่เรียกว่า “ขันธ์ 5” สิ่งที่เรียกว่า “ตัวตน” ที่เรากลัวว่าจะสูญเสียนั้น มันไม่เคยมีอยู่จริงตั้งแต่แรกแล้ว แล้วสิ่งที่ไม่เคยมีอยู่จริง จะสูญเสียไปได้อย่างไร?
เชื้อเพลิงของความกลัว คือ “ความยึดมั่น” ไฟจะลุกไหม้ไม่ได้หากไม่มีเชื้อเพลิง เชื้อเพลิงที่หล่อเลี้ยงกองไฟแห่งความกลัวเหล่านี้ก็คือ
“อุปาทาน” หรือความยึดมั่นถือมั่น หนทางของบัณฑิตคือการเดินเข้าไป “ตัดท่อส่งเชื้อเพลิง” ซึ่งเครื่องมือที่สมบูรณ์แบบที่สุดในการตัดท่อนี้ก็คือ
“อริยมรรคมีองค์ 8” นั่นเอง
บทสรุป: อยู่ให้ดี…ตายให้เป็น
ท้ายที่สุดแล้ว การ “คุยเรื่องตาย” ไม่ใช่การกระทำที่นำไปสู่ความหดหู่ แต่คือการกระทำที่ “ปลุกหัวใจให้ตื่น” มันคือการยอมรับความจริงเพื่อที่จะได้ใช้ชีวิตที่เหลืออยู่อย่างไม่ประมาท มันคือการเรียนรู้ที่จะปล่อยวาง เพื่อที่จะได้รักอย่างมีปัญญา และมันคือการเผชิญหน้ากับความกลัว เพื่อที่จะได้พบกับอิสรภาพที่แท้จริง
หนังสือเล่มนี้ไม่ได้มอบ “คำตอบสำเร็จรูป” แต่ได้มอบ “แผนที่” และ “เครื่องมือ” ที่จะช่วยให้ท่านได้ค้นหาคำตอบด้วยตัวของท่านเอง การเดินทางที่แท้จริงจะเริ่มต้นขึ้นเมื่อท่านวางบทความนี้ลง แล้วหันกลับไปพิจารณา “หนังสือ” เล่มที่สำคัญที่สุด นั่นคือชีวิตของท่านเอง
ขอเชิญทุกท่านดาวน์โหลดหนังสือ
“คุยเรื่องตาย ให้ใจตื่น” ได้ฟรี เพื่อเริ่มต้นการเดินทางที่อาจจะท้าทาย แต่รับประกันได้ว่าจะคุ้มค่าและเปลี่ยนแปลงชีวิตที่เหลืออยู่ของท่านไปตลอดกาล ขอให้การระลึกถึงความตายจงเป็นดั่งประทีปที่ส่องนำทางชีวิตของท่าน และขอให้ความไม่เที่ยงจงเป็นดั่งมนต์ที่ปลุกท่านให้ตื่นขึ้นมาใช้ทุกขณะอย่างมีความหมายที่สุด
Download หนังสือฟรี “คุยเรื่องตาย ให้ใจตื่น”




ใส่ความเห็น